ลิขิตฟ้าปราบมาร

    บทที่ 38 : เก้าศัตรู หนึ่งทางออก

            ครืนนน!

            พลังวิญญาณที่เพิ่งฟื้นกลับไม่ยอมสงบ มันเริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายในตันเถียน ก่อนจะทะลักหลั่งไหลพรูเข้าสู่เส้นวิญญาณทั่วทั้งร่าง

            "อึก!"

            ความเจ็บปวดมหาศาลแล่นพล่านขึ้นมาเล่นงาน จนเหวินซานกำหมัดด้วยความเจ็บปวดจนข้อนิ้วซีดขาว

            หากเป็นสถานการณ์ในยามปกติทั่วไป แน่นอนว่าเขาย่อมรู้สึกยินดีกับโอกาสอันหายากในการทะลวงผ่านขอบเขตเช่นนี้ แต่ในยามนี้ เส้นวิญญาณของเขายังเพิ่งจะผ่านพ้นการถูกพิษร้ายกัดกร่อนอย่างรุนแรงมา แม้ว่าจะได้รับการฟื้นฟูรักษาจนดีขึ้นมาหลายส่วนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์นัก

            การฝืนใจทะลวงขอบเขตขั้นในสภาพร่างกายเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการบังคับกระแสน้ำเชี่ยวกรากให้ไหลทะลักผ่านร่องน้ำที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว หากเกิดความผิดพลาดแม้แต่เพียงนิดเดียว เส้นวิญญาณที่เพิ่งจะสมานตัวเข้าหากันได้ไม่นานก็อาจจะฉีกขาดพังทลายลงซ้ำสองจนกลายเป็นคนพิการ

            เหวินซานสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด รวบรวมสติทั้งหมดที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมาเป็นหนึ่งเดียว

            "ในเมื่อมันมาแล้ว... ก็ต้องลองดูสักตั้ง!"

            เขาหลับตาลงตัดขาดจากสิ่งรอบข้างทั้งหมด ก่อนจะเริ่มโคจรพลังภายในร่างด้วยความตั้งใจ

            ครืนนน!

            กระแสพลังวิญญาณสายแรกพุ่งทะยานผ่านเส้นวิญญาณที่บอบช้ำ ระลอกแล้วระลอกเล่าไปทั่วทุกทิศของร่างกาย เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มดวงหน้าในชั่วพริบตา เส้นเลือดปูดโปนูนขึ้นตามลำคอและท่อนแขนทีละเส้น ๆ ร่างกายทั้งร่างสั่นสะท้านระริกอย่างควบคุมไม่อยู่

            เหวินซานยังคงนั่งนิ่งสงบดั่งหินผา เขาไม่กล้าฝืนกระทำสิ่งใดด้วยความบุ่มบ่าม บทเรียนราคาแพงจากการหลอมโอสถเมื่อครู่ยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงความคิดของเขา

            เขาไม่ได้ผลักพลังวิญญาณทั้งหมดพุ่งกระแทกชนกำแพงระดับอย่างบ้าคลั่ง แต่คอยประคับประคองกระแสพลังให้หมุนเวียนผ่านเส้นวิญญาณทีละรอบอย่างระมัดระวัง

            ทุก ๆ ครั้งที่กระแสพลังไหลผ่านบริเวณจุดที่เคยได้รับบาดเจ็บ ชีพจรภายในปริแตกขึ้นอีกครั้ง มีเลือดสดสายเล็ก ๆ ไหลย้อยซึมออกจากมุมปากของเขาอย่างต่อเนื่อง

            หลังจากที่พลังวิญญาณไหลผ่านอย่างสม่ำเสมอ เส้นวิญญาณเหล่านั้นกลับปรับตัวและยืดหยุ่นขึ้น จากที่เคยตีบตันก็ค่อย ๆ ขยายกว้างออกทีละน้อย จากที่เคยเปราะบางแตกหักง่าย กลับถูกพลังวิญญาณขัดเกลาจนแข็งแกร่งทนทานยิ่งกว่าเดิม

            วันแรกผ่านไปอย่างเชื่องช้า เหวินซานยังคงรักษาท่าทางนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ลมหายใจของเขาหนักหน่วง ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด เสื้อคลุมด้านหลังเปียกชุ่มโชกไปด้วยหยดเหงื่อ กำแพงขอบเขตจุดประกายวิญญาณขั้นสี่ยังคงตั้งตระหง่านมั่นคง

            เข้าสู่วันที่สอง... ความเจ็บปวดยิ่งทวีความรุนแรงกว่าวันแรกหลายเท่าตัว พลังวิญญาณภายในตันเถียนถูกบีบจนแทบจะไม่มีพื้นที่ว่างหลงเหลืออีกต่อไป ทุก ๆ ครั้งที่กระแสพลังวิญญาณพุ่งกระแทกเข้าใส่กำแพงขอบเขต ร่างกายของเหวินซานก็จะสั่นสะท้านอย่างรุนแรง มีลิ่มเลือดสด ๆ ซึมทะลักออกมาจากรูจมูกทั้งสองข้าง

            ในช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันที่สองนั้นเอง เปลือกตาของหญิงสาวที่นอนพักฟื้นอยู่ไม่ไกลพลันเกิดอาการสั่นไหวเล็กน้อย ซูอวิ๋นเหอลืมเปลือกตาขึ้นช้า ๆ ภาพเบื้องหน้ายังคงพร่ามัวอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ นางพยายามขยับเขยื้อนร่างกายเล็กน้อย

            "อึก..." ความเจ็บปวดแปลบปลาบที่หัวไหล่ทำให้นางต้องสูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ

            ในวินาทีนั้นเอง สายตาก็พลันสังเกตเห็นร่างของเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งขัดสมาธิโคจรวิญญาณอยู่กลางห้องโถงหิน

            "เหวินซาน...?" ซูอวิ๋นเหอเพ่งมองร่างของเด็กหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น

            เป็นเขาจริง ๆ

            ความทรงจำก่อนหมดสติผุดกลับมาเป็นช่วง ๆ นางจำได้เลือนรางว่าชายผู้หนึ่งกำลังพยายามหลอมโอสถตามตำรับโบราณ และตนเองยังฝืนสติเอ่ยชี้แนะบางอย่างแก่เขาไป แต่หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น นางกลับจำไม่ได้อีกเลย

            สายตาของซูอวิ๋นเหอเลื่อนไปยังเตาโอสถที่ตั้งอยู่ไม่ไกล กลิ่นยาที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศทำให้นางนิ่งไปชั่วขณะ

            เขาหลอมสำเร็จจริง ๆ?

            นั่นเป็นโอสถขั้นสอง

            ศิษย์น้องที่ก่อนหน้านี้ยังคอยตามถามนางเรื่องสมุนไพรและการหลอมโอสถไม่หยุด กลับสามารถหลอมโอสถขั้นสองออกมาได้จริง ๆ

            ความประหลาดใจนั้นอยู่ได้ไม่นาน นางก็สัมผัสถึงความผันผวนของพลังวิญญาณรอบกายเหวินซาน

            ซูอวิ๋นเหอหรี่ตาลงเล็กน้อย

            "กำลังทะลวงขอบเขตรึ"

            ซูอวิ๋นเหอเบนสายตากลับไปมองเหวินซานอีกครั้ง แววตาของนางฉายความซับซ้อนขึ้นมา นางไม่ได้ส่งเสียงเรียกขัดจังหวะเขา

            หญิงสาวขยับกายถอยหลังไปนั่งพิงแอบกับผนังถ้ำ ก่อนจะเอื้อมมือหยิบกระบี่ประจำกายที่ตกอยู่ข้างตัวขึ้นมาวางพาดไว้บนตัก จากนั้นจึงหลับตาลง เพื่อฟื้นฟูพลังของตนเองไปพร้อม ๆ กัน

            อีกหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภายในห้วงตันเถียนของเหวินซาน พลังวิญญาณถูกบีบอัดรวมตัวกันจนถึงขีดจำกัดสูงสุด กำแพงที่มองไม่เห็นเริ่มสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง

            เหวินซานขบกรามแน่น "ยังไม่พอ!"

    เขารวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่าง ก่อนจะควบรวมมันให้หมุนวนผ่านเส้นวิญญาณทุกเส้นทั่วทั้งกายเป็นครั้งสุดท้าย

            กระแสพลังทุกสายค่อย ๆ เคลื่อนมาบรรจบรวมกัน ไม่ใช่การพุ่งชนกระแทกกระทั้นอย่างไร้ทิศทางแบบครั้งก่อน ๆ แต่ครั้งนี้เป็นการหลอมรวมกันเป็นกระแสพลังหนึ่งเดียว เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าจากนั้นจึงปล่อยพลังทั้งหมดออกไป

            ตูม!

            เสียงระเบิดอื้ออึงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นจากภายในร่างกาย ร่างของเหวินซานสั่นกระตุกอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดราวกับเส้นวิญญาณทั่วทั้งร่างถูกฉีกกระชากเป็นชิ้น ๆ พุ่งทะยานเข้าสู่สมองในชั่วพริบตา เลือดสดคำโตกระอักพุ่งออกมาจากปาก

            ซูอวิ๋นเหอที่คอยเฝ้าระวังอยู่ไม่ไกลลืมตาโพลงขึ้นทันทีด้วยความตกใจ "เหวินซาน!"

            นางไม่ได้พุ่งเข้าไปแตะต้องตัวเขาแต่อย่างใด เพราะในวินาทีถัดมานั้นเอง…

            ครืนนน!

            พลังวิญญาณมหาศาลจากภายนอกพลันถูกดูดกลืนเข้าสู่ร่างของเด็กหนุ่มอย่างบ้าคลั่ง กำแพงขอบเขตที่เคยขวางกั้นอยู่ภายในได้แตกสลายลงแล้ว!

            พลังวิญญาณจำนวนมหาศาลทะลักไหลเข้าสู่ตันเถียนที่ขยายกว้างขึ้นอย่างมหาศาล ก่อนจะแผ่ซ่านไปหล่อเลี้ยงเส้นวิญญาณทั่วทุกเส้น กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งของเหวินซานพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็วดั่งติดปีก จากจุดประกายวิญญาณขั้นสามทะลวงสู่ประกายวิญญาณขั้นสี่

            ท่ามกลางความเงียบสงบที่แผ่ขยายปกคลุมห้วงทะเลพลังวิญญาณภายในร่างกาย ทันใดนั้น ประกายแสงอันริบหรี่ก็พลันก่อตัวขึ้น มันส่องประกายสั่นไหวเป็นจังหวะราวกับลมหายใจแผ่วเบาของสิ่งมีชีวิต

            ทุกครั้งที่แสงเรืองรองนั้นวาบขึ้น พลังวิญญาณรอบกายก็พลันสั่นสะท้านตาม เหวินซานถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ

            "นั่นคืออะไรกัน" เขารีบเพ่งดูจุดแสงนั้นอย่างละเอียด แต่ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบ ประกายวิญญาณดวงน้อยก็เกิดอาการสั่นไหวและเคลื่อนตัวออกห่าง มันพุ่งตรงลึกลงไปสู่ใจกลางตันเถียน เป้าหมายของมันก็คือหินสีดำที่นอนสงบนิ่งอยู่

            หัวใจของเหวินซานกระตุกวูบทันที "หินก้อนนั้นอีกแล้ว..."

            ประกายวิญญาณดวงนั้นลอยเข้าไปประชิดกับหินสีดำ

            วาบ!

            พริบตานั้น อักขระสีแดงฉานที่เคยเลือนรางดุจเส้นด้ายเก่าแก่ก็พลันระเบิดแสงเจิดจ้าขึ้นทีละเส้น

            หนึ่งเส้น... สองเส้น... สามเส้น... เส้นอักขระเหล่านั้นค่อย ๆ ลากยาวถักทอไปตามพื้นผิวหิน

            จากเดิมที่มีเพียงรอยสองเส้น บัดนี้กลับมีอักขระสายใหม่ปรากฏเพิ่มขึ้นและประสานเข้ากับของเดิม จนกลายเป็นลวดลายแปลกประหลาดที่เขาไม่เคยพบเห็น

            ทุกครั้งที่ประกายวิญญาณเคลื่อนผ่านอักขระสีแดง เส้นแสงเหล่านั้นก็จะส่องประกายสว่างวาบสะท้อนรับกันเป็นจังหวะ ในวินาทีนั้นเอง เหวินซานก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า กระแสพลังวิญญาณทั่วทั้งตันเถียนกำลังหมุนวนตามทิศทางการโคจรของประกายวิญญาณดวงนั้นอย่างพร้อมเพรียง ราวกับว่าหินสีดำคือแก่นศูนย์กลาง

            ส่วนประกายวิญญาณคือกลไกชักนำพลังทั้งหมดภายในร่าง เหวินซานนิ่งอึ้งค้างไปเนิ่นนาน "นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน..." เหวินซานยิ่งมองยิ่งไม่เข้าใจ

            ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เหวินซานจึงพยายามส่งจิตสัมผัสเข้าไปใกล้เพื่อสำรวจให้แน่ชัด ในวินาทีที่ปลายจิตแตะต้องเข้ากับอักขระสีแดง

            วูบ! อักขระทั้งหมดก็ดับวูบลงพร้อมกันในพริบตาเดียว หินสีดำกลับคืนสู่ความสงบดังเดิม เหลือเพียงประกายวิญญาณดวงจิ๋วที่ยังคงลอยวนรอบมันอย่างเชื่องช้า

            เหวินซานเฝ้ามองภาพนั้นอยู่เนิ่นนานก่อนจะถอนจิตสำนึกของตนกลับออกมา

            ภายหลังจากนั้นผ่านไปอีกเกือบหนึ่งชั่วยามเต็ม ความผันผวนปั่นป่วนรอบกายของเขาจึงค่อย ๆ สงบลงทีละน้อย เหวินซานลืมเปลือกตาขึ้นสิ่งแรกที่สะท้อนเข้าสู่คลื่นสายตา หาใช่ผนังถ้ำอันมืดมิด แต่เป็นร่างของซูอวิ๋นเหอที่กำลังนั่งพิงผนังอยู่ฝั่งตรงข้าม นางวางกระบี่ไว้บนตัก และดวงตากลมโตคู่นั้นกำลังจับจ้องมองมาที่เขา

            เหวินซานชะงักไปเล็กน้อย "ศิษย์พี่?"

            ซูอวิ๋นเหอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย "ในที่สุดก็ยอมลืมตาเสียที ข้ายังนึกว่าเจ้าจะให้คนเจ็บอย่างข้านั่งเฝ้าเจ้าไปจนถึงพรุ่งนี้เสียอีก"

            เหวินซานหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาเบา ๆ ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืน เพียงแค่ขยับเขยื้อนร่างกาย ความเจ็บปวดที่ยังตกค้างอยู่ตามเส้นวิญญาณก็ทำให้ใบหน้าของเขาต้องกระตุกเกร็งขึ้นเล็กน้อย ซูอวิ๋นเหอมองสำรวจเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ขอบใจเจ้ามาก"

            เหวินซานชะงักงันไป เมื่อนางก้มลงมองรอยแผลพิษที่จางลงไปมากบนแขนของตนเอง "แม้ว่าข้าจะจดจำเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้ชัดเจนนัก แต่ข้าย่อมรู้ดีกว่าผู้ใด หากไม่ได้เจ้ามาช่วยชีวิตเอาไว้ เกรงว่าข้าคงต้องจบชีวิตลงที่ถ้ำแห่งนี้ไปแล้ว"

            เหวินซานส่ายศีรษะเบา ๆ "เรื่องเพียงเท่านี้ ไม่จำเป็นต้องกล่าวขอบคุณ"

            ซูอวิ๋นเหอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตาไปทางอื่น บรรยากาศความเงียบงันปกคลุมอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่สีหน้าของนางจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา "พวกเรายังคงออกไปจากที่นี่ไม่ได้"

            เหวินซานหันขวับไปมองนางทันทีด้วยความสงสัย "เป็นเพราะพวกคนชุดดำด้านนอกงั้นหรือ?"

            ซูอวิ๋นเหอพยักหน้ารับช้า ๆ "ใช่แล้ว... พวกมันเป็นคนของนายท่านผู้นั้น"

            "นายท่าน..." คำเรียกนี้ เขาเคยได้ยินมาก่อน และไม่ใช่เพียงครั้งเดียว

            ภาพเหตุการณ์ใต้เหมืองเมื่อผุดขึ้นในห้วงความคิดทันที ทั้งชายชุดดำ ค่ายกลโลหิต รวมถึงคนของลัทธิประตูสวรรค์ที่เอ่ยถึงบุคคลผู้หนึ่งด้วยคำเรียกเดียวกัน

            เหวินซานหันไปมองซูอวิ๋นเหอทันที "ศิษย์พี่ เรื่องหนึ่งข้ายังไม่ได้บอกท่าน"

            ซูอวิ๋นเหอเห็นสีหน้าของเขา ก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก "เรื่องใด?"

            เหวินซานลดเสียงลง "ก่อนหน้านี้ ตอนที่ข้าติดอยู่ในเหมือง ข้าพบคนของลัทธิประตูสวรรค์"

            แววตาของซูอวิ๋นเหอหดวูบ "ลัทธิประตูสวรรค์?"

            "ขอรับ" เหวินซานพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึมขึ้น "พวกมันลอบสร้างค่ายกลอยู่ใต้เหมือง ใช้ชีวิตผู้คนหล่อเลี้ยงเพลิงวิญญาณ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกมันกำลังวางแผนอะไร แต่ในตอนนั้น ข้าเคยได้ยินพวกมันกล่าวถึงคนผู้หนึ่ง" เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้า ๆ "พวกมันเรียกคนผู้นั้นว่านายท่านเช่นกัน"

            บรรยากาศภายในถ้ำพลันเงียบลง ซูอวิ๋นเหอขมวดคิ้วแน่น "เจ้าหมายความว่า คนที่ตามล่าข้าอยู่ด้านนอก"

            "ข้ายังยืนยันไม่ได้ว่าพวกมันเป็นคนกลุ่มเดียวกัน" เหวินซานส่ายหน้า "แต่หากเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ ก็บังเอิญเกินไปหน่อย"

            เขานึกย้อนถึงกลิ่นอายของคนชุดดำที่พบระหว่างทาง ก่อนกล่าวต่อ "ทั้งวิชาที่พวกมันใช้ กลิ่นอายพลัง ล้วนมีส่วนคล้ายกับคนที่ข้าพบในเหมือง"

            สีหน้าของซูอวิ๋นเหอค่อย ๆ เคร่งเครียดขึ้น นางก้มมองตำราโบราณที่วางอยู่ข้างกาย ก่อนกล่าวเสียงต่ำ "หากเป็นเช่นนั้นจริง การที่พวกมันต้องการตำราเล่มนี้... ก็คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว"

            เหวินซานมองตามสายตาของนาง เดิมเขาคิดว่าเรื่องในเหมืองกับหุบเขาหมื่นพิษไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ตอนนี้ เขาเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว

            เด็กหนุ่มกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ตอนแรกพวกมันมีกันสิบคน กลุ่มที่ไล่ข้ามามีหกคน ข้าสังหารไปหนึ่งคน แต่ที่เหลือย่อมกลับมาสมทบกันแล้ว ตอนนี้ข้างนอกน่าจะมีอยู่เก้าคน"

            "พวกมันไม่มีทางยอมถอย" เหวินซานตอบกลับทันทีอย่างมั่นใจ "นอกจากจะได้ตำราโบราณนี้ไป" เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนมองสำรวจสภาพของซูอวิ๋นเหอ "แล้วตอนนี้ศิษย์พี่พอจะใช้พลังได้มากน้อยเพียงใด?"

            ซูอวิ๋นเหอก้มมองฝ่ามือของตนเอง ก่อนตอบตามตรง "ระดับพลังของข้ายังอยู่ที่จุดประกายวิญญาณขั้นเจ็ด แต่สภาพร่างกายในตอนนี้"

            นางลองโคจรพลังวิญญาณขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ความเจ็บปวดก็แล่นผ่านเส้นวิญญาณจนคิ้วขมวดเข้าหากัน "เส้นวิญญาณเสียหายหลายแห่ง พิษก็ยังตกค้างอยู่ในร่าง หากฝืนใช้พลัง อย่างมากคงดึงออกมาได้เพียงสามถึงสี่ส่วน"

            เหวินซานชะงักไปเล็กน้อย "ขั้นเจ็ด..."

            เหวินซานหันกลับมามองนางทันทีด้วยความประหลาดใจ แม้ว่าเขาจะพอคาดเดาไว้บ้างแล้วว่าซูอวิ๋นเหอจะต้องมีความแข็งแกร่งไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่นึกเลยว่านางจะทะลวงมาถึงขอบเขตประกายวิญญาณขั้นเจ็ดแล้ว

            เหวินซานนิ่งเงียบใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น "เส้นทางออกไปจากที่นี่ มีเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้นหรือ?"

            ซูอวิ๋นเหอพยักหน้ารับ "ถูกต้อง ทางออกของช่องเขาด้านนอกนั้นแคบและยาวมาก พื้นที่จำกัดจนสามารถเดินผ่านไปได้ทีละไม่กี่คนเท่านั้น"

            นางก้มลงหยิบเศษหินปลายแหลมขึ้นมาจากพื้น ก่อนใช้มันขีดลากลงบนพื้นถ้ำ "แต่เพราะว่ามันเป็นช่องแคบเช่นนี้นี่แหละ พวกเราถึงได้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมากในยามนี้ พวกมันไม่จำเป็นต้องบุกเข้ามาข้างในเลย ขอเพียงแค่คอยตรึงกำลังเฝ้าปากทางออกเอาไว้ พวกเราก็ไม่มีทางหนีรอดออกไปได้"

            เหวินซานก้มมองเส้นทางบนพื้นหิน ศัตรูเก้าคน ช่องทางเข้าออกคับแคบ ศิษย์พี่ขอบเขตจุดประกายวิญญาณขั้นเจ็ดแต่ได้รับบาดเจ็บสาหัส กับเขาที่เพิ่งจะเลื่อนระดับขึ้นมาสู่จุดประกายวิญญาณขั้นสี่ หากต้องบุกเข้าปะทะห้ำหั่นกันตรง ๆ แบบซึ่งหน้า โอกาสรอดชีวิตแทบจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์

            แทนที่สีหน้าของเด็กหนุ่มจะแสดงความเคร่งเครียดหวาดกลัวออกมา นัยน์ตากลับหรี่แคบลงทีละน้อย ปลายนิ้วเรียวเคาะลงบนพื้นหินเบา ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ…

            ภาพกระดานหมากล้อมผุดขึ้นในห้วงความคิด ช่องทางแคบ ศัตรูเก้าคน พวกมันกำลังเฝ้าระวังปากทางออก สุ้มเสียงคำสอนของชายชราลึกลับค่อย ๆ ดังสะท้อนกังวานขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง เมื่อหมากตัวหนึ่งขยับ... ทั้งกระดานย่อมแปรเปลี่ยนตาม

            เหวินซานเงยหน้าขึ้นสบตากันตรง ๆ "ศิษย์พี่..."

            ซูอวิ๋นเหอมองตอบกลับมา "ว่าอย่างไร?"

            มุมปากของเหวินซานค่อย ๆ ยกโค้งขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย "หากพวกเราไม่สามารถเอาชนะศัตรูทั้งเก้าคนพร้อมกันได้..."

            เขาเคาะปลายนิ้วลงบนพื้นหินตรงหน้า "ก็ทำให้พวกมันสู้ได้ทีละคนเสีย"