"นี่ เจ้าชื่ออะไร แล้วทำงานกับพ่อของข้ามานานหรือยัง" ภายในรภม้าสุดหรูหา ขณะเดินทาง เกาเซียงเซียงเอ่ยปากถามผู้ติดตามหนุ่มของนางด้วยความสงสัย
เย่หยุนซีโค้งศีรษะ ก่อนจะตอบกลับไป"เรียนคุณหนู ข้ามีนามว่าหยุน ทำหน้าที่เป็นสายลับให้กับนายท่านมานานนับ 10 ปี"
"โอ่ว ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้" เกาเซียงเซียงพยักหน้าพลางกล่าวเมื่อสดับวาจานั้น ซึ่งมันเป็นเวลาเดียวกันกับที่รถม้าเดินทางมาถึงยังพระราชวังอันเป็นจุดหมาย
ที่บริเวณด้านนอกมีเหล่าผู้สูงศักดิ์และผู้แกร่งกล้าของเผ่าภูตราตรีจำนวนมากมายที่บัดนี้กำลังเดินขวักไขว่สนทนากันอย่างหนาตา
"คุณหนู จะไปสถานที่ใดก่อนดีขอรับ" เย่หยุนซีเอ่ยปากกล่าวออกมา หลังจากที่ลงจากรถม้าได้ไม่นาน
ทางด้านเกาเซียงเซียงเมื่อได้ยินคำถามก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นชี้ไปยังตำหนักเล็กๆซึ่งตั้งอยู่ตรงบริเวณด้านซ้ายของพระราชวังหลักที่สุดแสนจะโออ่า
"อันดับแรก คงต้องไปหาองค์หญิงฮั่นผิงก่อน เพราะนางเป็นทั้งสหายและพี่สาวของข้า" หลังสิ้นสุดวาจา! โฉมสะคราญบุตรสาวแม่ทัพก็เดินนำหน้าไปอย่างอารมณ์ดี
เย่หยุนซีเมื่อเห็นภาพนี้ก็เดินตามนางไปติดๆ จนกระทั่งในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูตำหนัก แต่ทว่ายังไม่ทันที่นางจะเอ่ยปาก จู่ๆเสียงอันไพเราะอ่อนหวานก็ดังขึ้นพร้อมกับสตรีหน้้าตางดงามนางหนึ่งที่เดินออกมาหา ทุกอากัปกิริยาดูเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้
"เซียงเซียง ในที่สุดเจ้าก็มาจนได้"
"คิกคิก คาราวะองค์หญิงใหญ่" เกาเซียงเซียงย่อตัวโค้งศีรษะทักทาย ก่อนที่นางจะเข้าไปเกาะแขนอีกฝ่ายราวกับเด็กน้อยไร้เดียงสา
"เด็กดี เด็กดีของข้า การที่เจ้าเข้าวังมาในวันนี้ก็เพื่อมองหาความบันเทิงอีกแล้วใช่หรือเปล่า" องค์หญิงฮั่นผิงลูบศีรษะของเด็กสาวพลางกล่าวอย่างอ่อนโยน ใบหน้าประดับรอยยิ้มยินดี
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่"
สรรพนามในการเรียกขานของเกาเซียงเซียงแปรเปลี่ยนเป็นสนิทสนมอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าเก่า หลังจากนั้นไม่นาน! ทั้งสองสาวก็พากันเดินไปยังสนามประลองที่มีลักษณะเป็นลานกว้างๆ
ซึ่งด้้วยความงดงามของพวกนาง มันจึงทำให้เหล่าขุนนาง แขกผู้มีเกียรติ และผู้เกรงกล้าที่มาเข้าร่วมงานต้องหันมองด้วยความหลงไหล โดยเฉพาะเหล่าภูตราตรีและภูตวารีรุ่นเยาว์ที่เป็นเพศชาย แววตาของพวกมันต่างเต็มไปด้วยความหื่นกระหายระคนปรารถนา
"เห้อๆ ข้าไม่ค่อยชอบสายตาที่น่ารังเกียจพวกนั้นเอาเสียเลย" เกาเซียงเซียงเอ่ยปากกล่าวออกมา หลังจากเดินมาถึงที่นั่งประจำตำแหน่งขององค์หญิงใหญ่
"คิกคิก เจ้าต้องชินกับมันให้ไว เพราะในอนาคตพวกเรายังต้องเผชิญกับสายตาแบบนี้อีกมาก" ฮั่นผิงหัวเราะพลางเอ่ยปาก ขณะนั่งลงด้วยท่าทางงามสง่าสมเป็นกุลสตรี
ภาพนี้ทำเอาเย่หยุนซีที่ยืนอยู่ด้านหลังทั้งสองถึงกับครุ่นคิดถึงภรรยาสาวอย่างหลิงจีและเซี่ยอวี่ซีที่มีลักษณะนิสัยเรียบร้อยคล้ายๆกัน แต่ทว่าตัวเขาก็ต้องสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไปในเวลาต่อมา ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองหญิงงามผู้หนึ่งซึ่งกำลังก้าวท้าวเดินเข้ามาหาสองโฉมสะคราญ แล้วเอ่ยปากทักทายถากถางอย่างไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่
"อ้าวๆ พี่หญิงใหญ่ มาด้วยงั้นหรือเจ้าคะ ข้าก็นึกว่าท่านรู้จักแต่การเย็บปักถักร้อย ไม่สนใจเรื่องอะไรพวกนี้"
"คาราวะองค์หญิงฮั่นซูลี่" เกาเซียงเซียงลุกขึ้นโค้งศีรษะเอ่ยทักทายตามมารยาท
องค์หญิงฮั่นผิงหันมองอีกฝ่าย จากนั้นยิ้มรับ "นานๆทีพี่ก็อยากจะเปลี่ยนบรรยากาศบ้างน่ะ ว่าแต่น้องล่ะ จะมานั่งด้วยกันกับพี่ไหม"
องค์หญิงฮั่นซูลี่เผยรอยยิ้มเยาะพลางส่ายศีรษะตอบกลับไป "ไม่ล่ะๆ ตัวข้าไม่สะดวกจะนั่งกับท่าน เพียงแต่มีเรื่องที่ต้องแจ้งให้ทราบ"
"โอ่ว มันเป็นเรื่องสำคัญมากเลยหรือ?"ผู้เป็นพี่เอ่ยถามกลับด้วยความสงสัย
"หึหึ สำหรับข้าน่ะไม่ แต่มันน่าจะสำคัญสำหรับท่านนะ ท่านพี่"
"เพราะเนื่องจากบัดนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะส่งท่านไปแต่งงานกับองค์ชายเผ่าภูตวายุเพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างเผ่า"
"เปรี้ยง"
องค์หญิงฮั่นผิงเมื่อสดับวาจานั้น ร่างอรชรก็สั่นสะท้าน ดวงตาเบิกกว้าง ใบหน้าซีดขาว
"นี่ท่านพ่อเขามิได้เห็นข้าเป็นลูกสาวเลยสินะ ถึงได้ทำกับข้าแบบนี้"
"เห้อๆ ก็ไม่รู้สิ แต่ข้าขอยินดีกับท่านล่วงหน้าเลยก็แล้วกันนะ พี่สาวของข้า" หลังสิ้นสุดวาจา องค์หญิงฮั่นซูลี่ก็เดินหัวเราะร่าออกไปในทันที
"ท่านพี่ ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ" เกาเซียงเซียงรีบเดินเข้าไปจับมือฮั่นผิงด้วยความห่วงใย
"ขะ ข้าไม่เป็นไรๆ เซียงเซียง นั่งรอข้าอยู่ที่นี่ก่อนนะ ข้ามีธุระต้องไปจัดการ" พูดจบ! ผู้เป็นองค์หญิงก็ลุกขึ้นเดินไปยังพระราชวังโดยไม่คิดรอช้า
เกาเซียงเซียงถอนหายใจยาวออกมา ก่อนจะนั่งลงพลางทำหน้ามุ่ยไม่พอใจ "เห้อ ให้ตายเถอะ ถึงจะคนละแม่ แต่ไฉนองค์หญิงทั้งสองถึงมีนิสัยแตกต่างกันขนาดนี้"
"นี่ หยุนซี เจ้าพอจะมีวิธีช่วยองค์หญิงพี่สาวข้าหรือเปล่า?"
"เอ๊ะ! ทำไมถึงมาถามข้าล่ะขอรับ" เย่หยุนซีหันไปกล่าวด้วยความแปลกใจ
"หึ! ก็ข้าคิดวิธีไม่ออกไง หากไม่ถามเจ้าแล้วจะไปถามใครที่ไหนกัน?" เกาเซียงเซียงเอ่ยปากพูดขึ้นมาเช่นนั้น
เย่หยุนซีเมื่อได้สดับรับฟังก็ครุ่นคิดพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับอีกฝ่าย "เรียนคุณหนู สำหรับการแต่งงานการเมืองครั้งนี้ถือว่าล้มเลิกได้ไม่ง่าย เพราะมันจะส่งผลกระทบครั้งใหญ่กับความมั่นคงของเผ่าภูตราตรี"
"อืมๆ เรื่องนั้นข้ารู้ดี ถ้าหากเดินเข้าไปขอยกเลิกตรงๆเผ่าภูตวายุที่เป็นกลางก็จะต้องขุ่นเคือง และไปเข้าร่วมกับฝ่ายตรงข้าม" เกาเซียงเซียงเองก็รู้ซึ้งถึงสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้
"แต่ทว่ามันยังมีอยู่อีก 3 วิธี นั่นคือ 1.คือต้องหาสมบัติล้ำค่าไปมอบให้กับเผ่าภูตวายุเพื่อแลกเปลี่ยนกับสัญญาหมั้นหมาย 2.ใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยเพื่อที่จะทำให้องค์หญิงฮั่นผิงหมดคุณค่า ยกตัวอย่างเช่น กล่าวหาว่านางแอบสามีและไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป ซึ่งด้วยความเคร่งครัดของราชวงศ์ใหญ่ย่อมไม่มีทางให้องค์ชายแต่งงานกับสตรีที่มีราคี แต่ทว่าด้วยวิธีนี้อาจจะส่งผลให้นางโดนดูถูกจากผู้คนทั้งใต้หล้าไปพักใหญ่ๆ"
"อืมๆน่าสนใจๆ แล้วอีกวิธีล่ะ?"เกาเซียงเซียงยังคงเอ่ยถาม
เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มบาง "สำหรับวิธีที่ 3 นั้นอาจดูชั่วร้ายไปเสียหน่อย นั่นคือการลอบสังหารองค์ชายของเผ่าภูตวายุผู้ซึ่งเป็นคู่หมาย!"