[จบ] มุมมองนักอ่านพระเจ้า (OMNISCIENT READERS VIEWPOINT)

    Episode 7 เจ้าของที่ดิน (1.2) (รีไรต์)

            ในตอนนั้นเองอีกิลยองที่นั่งนิ่งก็เปิดปากพูดขึ้น

            “พี่ครับ”

            “หืม?”

            “ผมอยากไปเข้าห้องน้ำครับ”

            “ด่วนเหรอ”

            “ครับ”

            มันเป็นไทม์มิ่งที่มาอย่างกะทันหันและเพราะเดิมทีอีกิลยองก็ไม่ใช่คนที่จะพูดเรื่องแบบนี้เลยยิ่งดูน่าสงสัยเข้าไปใหญ่แต่ยูซังอากำลังยืนหน้าแดงก่ำอยู่ข้างอีกิลยอง

            “...คือว่าฉันขอไปด้วยคนได้มั้ยคะ”

            ชั่วขณะนั้นผมพลันนึกถึงภาพที่ยูซังอากับจองฮีวอนมองหาของใช้จำเป็นที่สถานียักซูขึ้นมาพอจะเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น อีกิลยอง เจ้าเด็กนี่ เป็นเด็กแท้ ๆ แต่มีไหวพริบดีจริง ๆ

            เด็กหนุ่มได้ยินบทสนทนาของพวกเราจึงเอ่ยขึ้น

            “ห้องน้ำต้องขึ้นไปที่ชั้นใต้ดินบีสองด้านบนน่ะครับ แต่คงไปที่นั่นไม่ได้ง่าย ๆ”

            “...มีเรื่องอะไรงั้นเหรอ”

            “อืมลองไปดูเองน่าจะเข้าใจง่ายกว่า...ผมเองก็ว่าจะขึ้นไปอยู่พอดีงั้นไปด้วยกันเลยมั้ยครับ”

            “งั้นลองไปดูกันสักครั้งเถอะ”

            คนที่พูดประโยคนั้นคือผมเองแน่นอนว่าไม่เกี่ยวอะไรกับการอยากไปเข้าห้องน้ำจริง ๆแต่เพราะต้องการขึ้นไปตรวจสอบอะไรหลาย ๆ อย่างด้านบนเสียหน่อย

            การเคลื่อนไหวของยูจุงฮยอกระยะหลังมานี่แตกต่างไปจาก‘รอบที่ 3’ ที่ผมรู้แปลก ๆ ชอบกล เพราะฉะนั้นผมจึงจำเป็นต้องรู้ความแตกต่างนั้นให้ได้

            ผมแบกจองฮีวอนที่ยังคงไม่ได้สติขึ้นหลังแล้วขึ้นไปยังชั้นใต้ดินบีสามกับคนอื่น ๆ ในกลุ่ม

            “โอ้ พวกหน้าใหม่เมื่อกี้นี่หว่าหรือว่าขึ้นมาดู ‘ห้อง’ กันเนี่ย”

            กลุ่มชายวัยกลางคนยืนอยู่แถวบันไดเลื่อนรถไฟสายสี่พวกเขาผิวปากถามเด็กหนุ่มส่ายหน้าพลางตอบ

            “อ่า ขอโทษครับพวกเรามีธุระที่ชั้นบนน่ะ...”

            “เห น่าเสียดายจัง งั้นเหรอระวังตัวก็แล้วกัน”

            ชายวัยกลางคนโบกมือให้พวกเราอย่างไม่สนใจไยดียูซังอามองฝ่ายนั้นที่เริ่มห่างออกไป ก่อนจะเอียงคอถามด้วยความสงสัย

            “ว่าแต่...ได้ยินคำว่า ‘ห้อง’ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว มันหมายถึงอะไรกันแน่คะไม่น่าจะใช่ห้องที่ฉันรู้จักนะ”

            “พูดง่าย ๆ ก็คือสิ่งนั้นครับ”

            บริเวณที่เด็กหนุ่มชี้นิ้วไปมีกระเบื้องรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสปูอยู่มันเป็นกระเบื้องแบบเดียวกันกับที่ชานชาลารถไฟสายสามเมื่อครู่นี้กระเบื้องเรืองแสงสีเขียวขนาดประมาณหนึ่งพยอง

            มองให้ละเอียดจะสังเกตเห็นว่ากลางอากาศเหนือกระเบื้องมีบางอย่างเขียนอยู่

            [กรีนโซน 0/1]

            “ชื่อตามซีนาริโอคือ ‘กรีนโซน’ แต่คนที่นี่เรียกมันว่า ‘ห้อง’ ครับ”

            ข้างกระเบื้องนั่นมีชายสองคนต่อสู้กันอยู่ราวกับกำลังแย่งชิงกระเบื้องคราวนี้อีฮยอนซองเป็นคนถามขึ้นมา

            “นั่นมันอะไรกันแน่ทำไมคนพวกนั้นต้องต่อสู้เพื่อแย่งมันด้วย”

            เด็กหนุ่มมีสีหน้าไม่อยากตอบเท่าไหร่คล้ายกลัวว่าถ้าเขาบอกพวกเราแล้วชีวิตของเขาเองก็จะตกอยู่ในอันตราย

            “เดี๋ยวถึงชั้นใต้ดินบีสองทุกคนก็จะทราบเรื่องทั้งหมดเองครับ”

            ยิ่งขึ้นไปชั้นบนก็ยิ่งเห็นการต่อสู้แย่ง ‘ห้อง’บ่อยครั้งขึ้น แต่ละห้องมีตัวเลขแตกต่างกันไป มีตั้งแต่ห้องขนาดเล็ก ‘0/1’ ไปจนถึงห้องขนาดใหญ่ ‘0/7’ บางทีตัวเลขข้างหลังนั่นน่าจะหมายถึงจำนวนคนที่สามารถใช้งานได้

            ผมมองสำรวจรอบ ๆ อย่างละเอียดพลางเอ่ยถาม

            “ตั้งแต่ชั้นใต้ดินบีสามขึ้นไปจนถึงชั้นใต้ดินบีหนึ่งทั้งหมดเป็นพื้นที่ของ‘สมาพันธ์เจ้าของที่ดิน’ ใช่มั้ย”

            “ครับ มีกองกำลังเล็ก ๆ อยู่บ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นของพวกสมาพันธ์เจ้าของที่ดินครับ”

            สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดของชุงมูโรอยู่ที่ชั้นใต้ดินบีสองกับบีหนึ่งเพราะฉะนั้นในความเป็นจริงแล้วนี่ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสมาพันธ์กลุ่มหนึ่งที่ผูกขาดอำนาจทั้งหมดเอาไว้

            “ยูจุงฮยอกไม่ทำอะไรเลยงั้นเหรอไหนว่าช่วยพวกนายเอาไว้”

            “เรื่องนั้น...”

            คำถามของผมทำให้ใบหน้าของเด็กหนุ่มหม่นหมองลงทันตาเด็กหนุ่มขยับปากอ้า ๆ หุบ ๆ เหมือนลังเลอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเปิดปากพูด

            “เขาบอกว่าพวกเราต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง...”

            สมควรแล้ว ยูจุงฮยอกที่ผมรู้จักต้องพูดแบบนั้นแน่บางทียูจุงฮยอกคงไม่เคยพูดด้วยซ้ำว่าให้คนพวกนี้ติดตามเขาไป

            คนพวกนี้ก็แค่หลงใหลในความแข็งแกร่งที่ยูจุงฮยอกแสดงให้เห็นแล้วเพ้อฝันไปเองอยู่ฝ่ายเดียวว่ายังมีความหวังเหลืออยู่

            ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็ขึ้นมาถึงชั้นใต้ดินบีสองใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความตึงเครียด

            “ตั้งแต่ตรงนี้เป็นต้นไปต้องระวังให้มากนะครับ”

            ชั้นใต้ดินบีสองนี่มีจำนวน ‘ห้อง’มากกว่าชั้นล่างอยู่มาก ดังนั้นจึงไม่ค่อยเห็นใครมาชักชวนเหมือนอย่างเมื่อครู่เท่าไหร่กลับกันมีเพียงแค่คนที่เฝ้ากรีนโซนด้วยสายตาหวาดกลัวเท่านั้น

            [กรีนโซน 7/7]

            พวกเราเดินผ่านคนพวกนั้นแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังห้องน้ำ

            “หืม...ทำไมถึงหยุดตรงนี้ล่ะ”

            พวกเราหยุดเดินตรงหน้าทางเดินสุดท้ายที่ใช้เดินต่อไปยังห้องน้ำซอยแคบเล็ก ๆ เหมือนคอขวดมีคนหลายสิบคนยืนออกันอยู่

            “ไปข้างหน้ากันเถอะ”

            ผมพูดแบบนั้นแล้วผลักคนรอบ ๆออกในขณะที่เดินแทรกไปข้างหน้า

            “คุณพิลดู!ได้โปรดรับไว้อีกครั้งเถอะครับ! คราวนี้ผมจะไม่ทำอีกแล้ว!”

            “ได้โปรด ได้โปรดเถอะครับ!ให้ผมพักอีกแค่วันเดียวก็พอต่อให้ต้องกู้หนี้ยืมสินผมก็จะเอาเหรียญมามอบให้แน่นอนครับ!”

            ผู้คนที่อยู่ข้างหน้ากำลังขอร้องอ้อนวอนด้วยความร้อนรน

            “เอาละ ๆ ถอยไป ถอยไปสิ”

            ตรงข้ามพวกเขาเหล่านั้นคือกลุ่มคนถืออาวุธยืนเรียงแถวกันอยู่ดูแล้วน่าจะเป็นพวกสมาพันธ์เจ้าของที่ดิน ผมสามารถรู้ได้ทันทีด้วยสัญชาตญาณ

            ‘สิบอสูร’ อยู่ที่นี่

            ผมพยายามมองหา ‘สิบอสูร’โดยอ้างอิงเอาจากคำบรรยายในนิยาย แต่ทุกคนหน้าตาดูคล้าย ๆ กันหมด ทำให้การหา‘สิบอสูร’ จากกลุ่มคนเหล่านั้นไม่ง่ายเลย

            พวกเจ้าของที่ดินนี่ต้องหน้าตาคล้ายกันหมดเลยหรือไงนะแต่แล้วในตอนนั้นเองก็มีอะไรบางอย่างขยุกขยิกอยู่แถวขาของผม ก่อนจะโผล่พรวดออกไป

            อีกิลยองนั่นเองวินาทีที่ผมสัมผัสได้ถึงอันตรายและพยายามจะคว้าไหล่ของเขาไว้ใครบางคนก็ผลักอีกิลยองกระเด็น

            “อ๊ะ”

            อีกิลยองเสียการทรงตัวล้มลงบนพื้น

            [อวตาร ‘อีกิลยอง’ บุกรุกพื้นที่ส่วนตัว!]

            บรรยากาศเย็นยะเยือกลงในพริบตา หลายคนในกลุ่มพวก‘สมาพันธ์เจ้าของที่ดิน’ ที่ยืนอยู่ด้านหน้าแถวหันมามองอีกิลยอง

            “เด็กนี่มันอะไรกัน”

            แทบจะพร้อมกับเสียงนั่นฝูงชนที่เคยยืนออกันก็ส่งเสียงกรีดร้องพลางถอยห่างออกไป

            “บ้าไปแล้ว!”

            “ถอย! ถอยไปข้างหลัง! เร็วเข้า!”

            ราวกับเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นผู้คนที่เคยมุงอยู่แถวหน้าถอยกรูดห่างออกไปราวกับคลื่นที่ม้วนกลับลงทะเล

            พอฝูงชนหายไปผมจึงค่อยมองเห็นเส้นเขตแดนส่องแสงสีแดงอยู่ตรงบริเวณที่คนพวกนั้นเคยยืนอยู่ชายคนหนึ่งมองอีกิลยองสลับกับเส้นเขตแดน ก่อนจะพูดขึ้น

            “หืม ดูเหมือนจะหลงทางสินะรู้หรือเปล่าว่าที่นี่เป็นที่ไหน”

            “ไม่ใช่ทางไปห้องน้ำเหรอครับ”

            “ห้องน้ำ? ฮ่าๆ ช่วงหนึ่งก็ใช่อยู่หรอก แต่เด็กน้อย...พ่อแม่นายอยู่ที่ไหน”

            “...ครับ?”

            “บุกรุกเข้ามาในที่ดินของคนอื่นไม่ได้นะไม่ได้เรียนมาเหรอไง”

            ‘ที่ดินของคนอื่น’ อย่างนั้นเหรอที่จริงมันก็ไม่ผิดเสียทีเดียว

            ชายคนนั้นลูบศีรษะทุยของอีกิลยองด้วยแววตาไม่อาจทราบความนัยได้ขณะเดียวกันก็พูดต่อ

            “เด็กนี่คงจะไม่รู้อะไรสินะถ้าอย่างนั้นตั้งแต่นี้เป็นต้นไปลุงคนนี้จะช่วยสั่งสอนให้เอง”

            [ตัวละคร ‘กงพิลดู’เปิดใช้งานอักขระ ‘เขตติดอาวุธ Lv.3’!]

            วูมมมมม เสียงหวีดหวิวดังขึ้นป้อมปืนขนาดย่อมคล้ายปืนกลแก็ตลิง[1]ถูกเปิดใช้ตั้งตระหง่านอย่างพร้อมเพรียง

            [ตัวละคร ‘กงพิลดู’ เรียกร้องค่าปรับจำนวน 500 เหรียญโทษฐานบุกรุกพื้นที่ส่วนตัว]

            [หากไม่ทำตามข้อเรียกร้องป้อมปืนทั้งหมดในบริเวณนี้จะยิงกระสุนในทันที]

            ชายคนนั้นกล่าวขึ้น

            “จ่ายเงินมา”

            ป้อมปืนโหลดกระสุนพร้อมยิง เล็งตรงไปที่อีกิลยองเด็กชายตื่นตระหนกก้าวถอยหลังกลับมาอยู่ข้างผมอย่างทุลักทุเลชายคนนั้นสังเกตเห็นผมก่อนจะหัวเราะ

            “โอ้ มีผู้ปกครองมาด้วยนี่เองถ้าอย่างนั้นคุณผู้ปกครองก็ควรจะจ่ายห้าร้อยเหรียญแทนเด็กสิ”

            ผมแสยะยิ้ม มองมือของชายคนนั้นที่ยื่นตรงมาหา

            ...น่าสนุกดีนี่ ยูจุงฮยอกนายปล่อยไอ้เวรพวกนี้เอาไว้เฉย ๆ อย่างนั้นสินะ


    [1] ปืนกลแก็ตลิง (Gatling Gun) ปืนกลรุ่นแรก ๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาในโลก โดยฝีมือการออกแบบของ ดร.ริชาร์ด เจ แก็ตลิง ปืนนี้ถูกนำไปใช้ในสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกาด้วยลำกล้องปืนที่มากถึง 6 ลำกล้อง ใช้มือหมุนในการยิงทำให้สามารถยิงกระสุนได้ถึง 350 นัดในหนึ่งนาที