โฟร์ทปิดประตูห้องเบา ๆ หลังจากที่ผมก้าวเข้าห้องมา ผมตรงไปที่โซฟาทันที และทรุดตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยล้า
ขณะเดียวกัน โฟร์ทเดินไปที่ตู้เย็น แล้วเปิดออก “นายกินอะไรมาหรือยัง” เธอถามพลางหยิบถุงหิ้วออกมา แล้วปิดตู้เย็นกลับตามเดิม
ผมหันไปมองเธอเล็กน้อย ยิ้มบาง ๆ แล้วตอบ “ยังเลยครับ”
เธอเดินกลับมาพร้อมถุงในมือ วางลงบนโต๊ะเล็กหน้าโซฟา “ฉันมีขนมปังนะ ถ้านายหิวก็กินได้”
“ขอบคุณมากครับ ผมกำลังหิวเลย”
เธอยิ้มตอบกลับมาเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังเดินไปทางห้องน้ำ “กินแล้วค่อยขนของก็ได้ ฉันขอเก็บของในห้องน้ำแป๊บนึง”
“ตามสบายเลยครับ ผมไม่รีบ” ผมตอบขณะแกะขนมปังออกจากห่อ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเนยลอยขึ้นมาแตะจมูกทันทีที่เปิดถุง
ผมกัดขนมปังคำเล็กๆ มองไปรอบห้อง กล่องของใช้วางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบแล้วเหลือเพียงแต่ขนขึ้นรถเท่านั้น
เวลาผ่านไปไม่นานนัก บรรยากาศในห้องก็เงียบลงเรื่อย ๆ ความอึดอัดแบบนี้ไม่ใช่อะไรที่ผมชอบนัก
“ระบบ… สกิลไว้วางใจใช้ได้แล้วใช่ไหม? ใช้กับโฟร์ททีสิ… เอาระดับสองเลย”
ผมสั่งระบบในใจอย่างไม่ลังเล
[รับทราบ สกิลไว้วางใจระดับสองทำงาน ระยะเวลา 60 นาที / คูลดาวน์ 12 ชั่วโมง ใช้งานได้อีกครั้งวันพรุ่งนี้เวลา 7.15 น.]
[ระดับความสนิทของคุณโฟร์ท: เพิ่มขึ้น → ระดับ 3 ]
[หากทำกิจกรรมอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง จะได้รับค่าตอบแทนจากเธอคูณ 6 ]
“โอ้...ขึ้นเป็นระดับ สามเลยแฮะ” ผมคิดในใจ
[เนื่องจากคุณโฟร์ทเป็นคนที่เข้ากับคนง่ายอยู่แล้ว ทำให้ระดับข้ามขั้นไปหนึ่งระดับครับ]
“อ่อ...” ผมพึมพำเบา ๆ
แต่จังหวะนั้นเองเสียงของโฟร์ทก็ดังลอดออกมาจากห้องน้ำ “ว่าไงนะเมื่อกี้ ฉันไม่ได้ยินเลย”
“เปล่าครับ ผมแค่พูดไปเรื่อย...” ผมตอบพลางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะลังเลว่าจะพูดต่อดีไหม “เอ่อ...ว่าแต่...” ผมหยุดคิดชั่วครู่ แล้วตัดสินใจถามออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ตอนกลางวันคุณคุยอะไรกับคุณหมอเหรอครับ”
ทันใดนั้นโฟร์ทก็ชะโงกหน้าออกมาจากห้องน้ำ และพูดว่า “อ่อ...ฉันว่าจะบอกนายอยู่พอดีเลย แป๊บนึงนะ”
ผมนั่งรออยู่ไม่นาน เธอก็เดินออกมาพร้อมถุงเครื่องอาบน้ำในมือ ก่อนจะตรงไปที่กล่องพลาสติกที่วางอยู่พื้น แล้วจัดการเก็บของเข้าไปอย่างเรียบร้อย
จากนั้นเธอเดินมานั่งบนโซฟาอีกตัวที่อยู่ข้าง ๆ ผม ยกขาขึ้นนั่งขัดสมาธิอย่างสบาย ๆ
โฟร์ทถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ “อันที่จริง...พี่ไผ่น้ำบอกฉันว่าไม่ให้เล่าเรื่องนี้กับนาย”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง เม้มปากแน่น สายตาจับจ้องมาที่ผมอย่างลังเล
“พี่ไผ่น้ำถามฉันว่านายเป็นพนักงานขับรถให้พ่อของเธอใช่ไหม” เธอพูดต่อ “ฉันก็ตอบว่าใช่ แล้วเธอก็ถามอีกว่า ฉันกับนายรู้จักกันมานานแล้วเหรอ”
โฟร์ทหยุดพูด แล้วลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เย็น เปิดประตูตู้ช้า ๆ ก่อนจะพูดต่อโดยไม่หันกลับมา
“ฉันก็เลยบอกว่า...เพิ่งรู้จักกันเมื่อวันก่อน” แล้วโฟร์ทก็เงียบไป
“แค่นี้เหรอ” ผมถามกลับ
โฟร์ทเดินกลับมานั่งลงที่เดิม แล้วยื่นขวดน้ำให้ผม “ก็ประมาณนี้แหละ”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงติดงอน “ฉันว่าพี่ไผ่น้ำต้องชอบนายแล้วแน่ ๆ”
เธอทำหน้ามุ่ยใส่ผม “ดูนายสิ...หน้าตาก็ดี หุ่นก็ดี แล้วดูฉันสิ สู้อะไรนายไม่ได้เลย”
พูดจบ เธอก็ถอนหายใจยาว ๆ พลางเอนตัวพิงพนักโซฟา ท่าทางเหมือนคนที่กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“ไม่หรอกมั้ง...คุณเป็นผู้หญิงนี่ครับ มันเทียบกันไม่ได้หรอก” ผมพูดพลางยิ้มแห้ง ๆ ขณะสบตาเธอ
โฟร์ทดูมีแววกังวลอยู่ในดวงตา ก่อนจะหลุดเสียงบ่นใส ๆ ออกมา “อกหักแล้วสิ...”
ผมเงียบไปครู่หนึ่ง คิดทบทวนคำพูดของเธอ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ “คุณหมอ...เธอไม่มีแฟนเหรอครับ”
“น่าจะไม่นะ พี่เขาเคยบอก...แต่ก็นานแล้ว” โฟร์ทพูดพลางถอนหายใจเบา ๆ “จำได้ว่าพี่เขาบอกว่ายังไม่อยากมีแฟน”
ผมยิ้มแห้ง ๆ ขณะคิดในใจว่าบรรยากาศเริ่มจะอึมครึมเกินไปแล้ว จึงพยายามเปลี่ยนโทนด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“เอาน่า ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ...คุณหมอเธอไม่ได้ชอบผมหรอก”
โฟร์ทหันมามองผมทันที “ทำไมนายถึงคิดแบบนั้นล่ะ”
“ไม่รู้สิ” ผมพูดพลางหัวเราะเบา ๆ “เอาแบบนี้ไหม...เพื่อตัดปัญหาเรื่องนั้นไปเลย” ผมหยุดพูดแค่นั้น แล้วหันไปมองสีหน้าเธอ
“แบบไหนเหรอ” โฟร์ทถามกลับ ขณะเอื้อมมือไปหยิบขนมจากโต๊ะอย่างไม่รู้ตัว
ผมยิ้มมุมปากอย่างกวน ๆ ก่อนจะเอ่ยออกไป “เราก็แกล้งเป็นแฟนกันไง เท่านี้ก็จบ คุณไผ่น้ำก็จะได้ไม่มายุ่งกับผมอีก...ถ้าเธอสนใจผมจริง ๆ นะ”
“บ้า...ไม่เอาหรอก” โฟร์ทหลุดยิ้มเขิน ๆ ออกมา แก้มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่
ผมยักไหล่เบา ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “ก็แล้วแต่นะ...ผมก็ช่วยคุณได้เท่านี้แหละ”
พูดจบ ผมก็ลุกขึ้น เดินไปจัดการกับข้าวของที่กองอยู่ข้างมุมห้อง พลางหันกลับมาพูดทิ้งท้าย “เอาไว้คิดดูอีกทีก็ได้นะ”
โฟร์ทไม่ได้ตอบอะไร เธอยังคงนั่งอยู่บนโซฟา ท่าทางน่ารัก กัดขนมปังคำเล็ก ๆ พลางทำหน้าครุ่นคิดเหมือนกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ผมกับโฟร์ทนั่งหอบอยู่ในห้องใหม่ของเธอ ข้าวของทุกชิ้นถูกขนเข้ามาเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่จัดให้เข้าที่ ซึ่งหน้าที่นั้นคงตกเป็นของโฟร์ท เพราะเธอเป็นเจ้าของห้อง
“ของเยอะฉิบหายเลย...” ผมหลุดปากบ่นออกมาอย่างเหนื่อยล้า
“เฮ้ย...นายว่าไงนะ” โฟร์ทที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมาถามทันที ขมวดคิ้วอย่างไม่แน่ใจว่าเธอควรจะโกรธหรือขำดี
“เปล่านี่...ผมไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย” ผมเอ่ยพลางยิ้มแห้ง หลีกเลี่ยงสายตาของเธอ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง “ห้องคุณสวยดีนะครับ ไม่เล็กไปไม่ใหญ่ กำลังพอดีเลย”
“แหม่...เปลี่ยนเรื่องเลยนะ” โฟร์ทพูดด้วยน้ำเสียงปนขำ แววตาเจือรอยหยอกล้อ
ผมลุกขึ้น เดินสำรวจไปรอบ ๆ ห้องใหม่ของเธอ ห้องอยู่ชั้นห้า โชคดีที่มีลิฟต์ช่วยให้การขนของไม่ลำบากมากนัก
“คุณเช่าเดือนเท่าไหร่เหรอครับ” ผมถามเสียงเรียบ
“เดือนละ 4,000 บาทค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงลากยาวเล็กน้อย
“โอ้...ก็แพงอยู่นะ” ผมพึมพำ
“ฉันก็อยากอยู่ที่ดี ๆ บ้าง” โฟร์ทพูดต่อ “โรงแรมเก่าที่ฉันเคยอยู่ เดือนละ 2,500 บาท ห้องก็...อย่างที่นายเห็นนั่นแหละ”
ผมพยักหน้าเบา ๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไร แต่เดินดูรอบห้องแก้เบื่อ ถึงแม้มันจะไม่มีอะไรให้ดูมากนักก็ตาม
“ว่าแต่...รถที่นายขับมา เป็นของนายเองเหรอ” โฟร์ทถามขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“รถของผมเองครับ ทำไมเหรอ” ผมตอบเสียงเรียบ
เธอมองผมอย่างครุ่นคิด “ถ้าอย่างนั้น...นายก็ต้องฐานะดีน่ะสิ ถึงขับรถแบบนั้นได้”
ผมหัวเราะเบา ๆ พลางส่ายหน้า “คุณก็พูดเกินไป ผมเก็บเงินซื้อมาตั้งนานนะครับ”
“นายเก็บเงินตั้งแต่อายุเท่าไหร่กันล่ะ นายเพิ่งอายุ 25 เองนะ” โฟร์ทถามกลับอย่างรู้ทัน แววตาเจือรอยขี้เล่น
“ผมอาจจะถูกหวยรางวัลที่หนึ่งก็ได้...ใครจะรู้” ผมพูดแล้วยิ้ม ต้องใช้มุกเดิมอีกแล้วสินะ
ทันใดนั้นโฟร์ทก็หัวเราะออกมาด้วยเสียงใส ๆ
“ฉันแค่หยอกเล่นเฉย ๆ น่ะ” เธอพูดพร้อมรอยยิ้ม “ปกติก็อยู่ห้องคนเดียว ไม่มีเพื่อนคุยด้วย พอดีนายอยู่ด้วยก็เลยชวนคุยไปเรื่อย...อย่าโกรธกันล่ะ”
ไม่นานจากนั้น ผมก็บอกลาโฟร์ท ก่อนจะออกจากห้องของเธอแล้วเดินทางกลับคอนโดของตัวเอง