แค่ก แค่ก
ซูหมิงใช้มือข้างหนึ่งกุมท้องไว้และไอออกมา มุมปากของเขามีเลือดไหลซึม สีหน้าของเขาเองก็ดูซีดจางลงอย่างมาก
"พี่หมิงท่านเป็นอย่างไรบ้าง"
ซูฉินที่เห็นอาการของพี่ชายของตนเองไม่ค่อยจะสู้ดีก็รีบกระโดดขึ้นไปบนเวทีเข้าไปพยุงร่างที่ซวนเซของซูหมิงอย่างรีบเร่งในทันที
ฉินหยางกระโดดขึ้นเวทีตามซูฉินมาติด ๆ และแอบใช้จิตสัมผัสกวาดสำรวจร่างกายของซูหมิงอย่างลับ ๆ เมื่อเขาเห็นว่าซูหมิงไม่ได้บาดเจ็บอะไรร้ายแรงมากนักก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"พี่ชายซูหมิงท่านไม่เป็นอะไรมากใช่หรือไม่?"
ฉินหยางเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง แม้พวกเขาจะพึ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แต่เขาเองในฐานะอดีตจักรพรรดิสวรรค์ที่เคยพบเจอผู้คนมามากมายสองพี่น้องตรงหน้านับว่าทำให้เขาประทับใจไม่น้อย
"ข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง"
ซูหมิงกล่าวออกมาอย่างอ่อนแรงก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งว่า
"ช่างน่าอายจริง ๆ ที่ข้าต้องมาพลาดท่าให้เจ้ามู่เฉินเช่นนี้"
"จริงสิ..พี่หมิงนี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจู่ ๆ ท่านถึงเสียท่าให้กับคุณชายมู่เช่นนี้ได้"
ซูฉินกล่าวออกมาอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์ ในตอนแรกของการประลองเขาคิดว่าพี่ชายของตนจะเป็นฝ่ายที่เหนือกว่านั้นก็เพราะว่าเขาและพี่ชายต่างก็พึ่งจะทะลวงขั้นพลังกันมา เห็น ๆ อยู่ว่าเหนือกว่ามู่เฉินอยู่หนึ่งขั้นไม่คิดว่าจะมาพ่ายแพ้ลงเช่นนี้
ซูหมิงได้ยินก็มีสีหน้าผิดหวังและงุนงงออกมาเขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้น เขารู้สึกเพียงว่าจู่ ๆ พลังปราณของเขาก็ลดลงอย่างผิดปกติ ในตอนนั้นเขายังไม่ทันคิดอะไรก็ถูกมู่เฉินจัดการลงเสียแล้ว
ซูหมิงเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการประลองเมื่อครู่ให้ทั้งสองฟัง
"เอาล่ะข้าว่าพี่ชายซูหมิงอย่าพึ่งพูดอะไรตอนนี้เลย น้องชายซูฉินข้าว่าเจ้ารีบพาพี่ชายซูหมิงพาไปรักษาอาการบาดเจ็บก่อนดีกว่า"
หลังจากฟังเรื่องราวที่ซูหมิงเล่าจบฉินหยางก็เอ่ยแทรกบทสนทนาของทั้งสองขึ้น
ทั้งสองพยักหน้าตอบรับและเก็บเรื่องราวความสงสัยนี้ไว้ในใจเดินลงจากเวทีประลองในที่สุด
"เจ้าว่าอย่างไร?"
จู่ ๆ เสียงของเสวี่ยอวี๋ก็ดังขึ้นมาในโสตประสาทของฉินหยาง
"เรื่องใดงั้นรึ?
ฉินหยางเอ่ยถามกลับใบหน้าของเขายังคงนิ่งเรียบ
"ก็เรื่องเม็ดยาระงับปราณอย่างไรล่ะ เจ้าไม่คิดว่ามันแปลกงั้นรึ"
"แปลก? เจ้าจะบอกข้าว่าความจริงแล้วเจ้าพวกนั้นมันคิดจะใช้เม็ดยาระงับปราณกับข้าโดยเฉพาะงั้นรึ?
ฉินหยางยกยิ้มเล็กน้อยตอบกลับเสวี่ยอวี๋ราวกับรู้อยู่ก่อนแล้ว
"ไม่ผิดข้าว่าเรื่องเมื่อครั้งก่อนคงทำให้พวกมันไปเคียดแค้นเจ้าน่าดู ถึงขั้นวางแผนจะจัดการเจ้าคืนในการประลองเช่นนี้"
เสวี่ยอวี๋กล่าวสิ่งที่ตนคิดออกมา
"ปล่อยให้พวกเขาทำในสิ่งที่อยากทำไปเถอะ ก็แค่การละเล่นของเด็ก ๆ อย่าได้เก็บมาใส่ใจ"
ฉินหยางกล่าวพร้อมยกยิ้มราวกับไม่เห็นการกระทำของมู่เฉินอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
หลังจากที่พวกเขาเดินลงจากเวทีประลองซูฉินก็ขอตัวพาซูหมิงกลับไปยังคฤหาสน์ของตระกูลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ในตอนนี้พวกเขาทั้งสองได้พ่ายแพ้ในการประลองและหมดสิทธิ์ที่จะได้รับโอกาสเป็นศิษย์ของสำนักอัคคีสวรรค์แล้ว เหลือแค่เพียงฉินหยางที่ตอนนี้ยังคงยืนรอการจับคู่ประลองรอบต่อไปด้วยท่าทีสงบนิ่ง
"เอาล่ะเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาข้าขอประกาศให้เริ่มการประลองรอบต่อไป ณ บัดนี้"
ชายวัยกลางคนกล่าวขึ้นเสียงดังก้องพร้อมวาดฝ่ามือขึ้นไปกลางอากาศก่อนจะปรากฏเป็นอักษรจีนที่เป็นชื่อของคนทั้งหกคนที่ต้องทำการประลองกันในรอบที่สองนี้นั่นเอง
"คู่แรก หลางเยว่ ปะทะ จางหย่ง ขอให้พวกเจ้าทั้งสองขึ้นมาบนเวทีประลอง"
ชายวัยกลางคนเอ่ยเรียกทั้งสอง ไม่นานหลางเยว่ก็กระโจนขึ้นไปบนเวทีประลองอย่างอึกทึก ไม่นานก็มีชายหนุ่มอีกคนอายุราว ๆ 19-20 ปี สวมชุดสีจีนโบราณสีส้มเหลือง เดินเอามือไขว้หลังก้าวเท้าขึ้นไปบนเวทีอย่างไม่รีบร้อน
"เจ้าชื่อหลางเยว่งั้นสินะ?"
จางหย่งที่เดินมาหยุดอยู่ใจกลางเวทีห่างไปจากหลางเยว่ไม่ไกลจู่ ๆ ก็เอ่ยปากถามขึ้นด้วยน้ำเสียงหยิ่งทะนง"
"ถ้าใช่แล้วอย่างไร?"
"ก็ไม่อย่างไร ข้าแค่จะแนะนำอะไรเจ้าสักอย่างให้เจ้ารีบเอ่ยยอมแพ้ซะ ข้าไม่อยากไม่ประมือกับพวกบ้านนอกและอ่อนแอเช่นเจ้า"
คำพูดของเขาฟังดูหยิ่งยโสราวกับตนเป็นราชาก็ไม่ปานท่าทีของเขาดูหยิ่งยโสกว่าหลินลู่เฟยเสียอีก
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ บ้านนอกงั้นรึ? ถ้าใช่แล้วอย่างไรเล่า? บนโลกใบนี้ความแข็งแกร่งนั่นคือทุกสิ่ง หากเจ้ามีความแข็งแกร่งมากพอล่ะก็ลองใช้กำลังของเจ้าทำให้ข้าเอ่ยพูดดูสิ"
หลางเยว่พูดพร้อมฉีกยิ้มกว้างเขาดึงดาบใหญ่ที่สะพายไว้กลางหลังออกมาและปลดปล่อยเปลวเพลิงอันร้อนระอุปกคลุมตัวดาบเตรียมพร้อมต่อสู้ในทันที
"ยอดเยี่ยมเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่เลวเลยจริง ๆ"
ฉินหยางกล่าวชมอยู่ในใจเมื่อเห็นท่าทีที่หลางเยสผู้คนรอบบริเวณเองต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของกลางเยว่ เพราะโลกของผู้วิเศษนั้นมันเป็นดั้งที่เขาพูดมาทุกประการ
จางหย่งที่สังเกตเห็นปฏิกิริยาของผู้คนที่ยืนดูอยู่ด้านล่างเวทีประลองก็ต้องหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและอับอายก่อนปั้นหน้าทำเป็นไม่รู้สึกอะไรและเอ่ยขึ้นว่า
"เจ้าอย่าคิดว่าข้าจะกระจอกเหมือนเจ้าหลินลู่เฟยซะล่ะ เจ้านั่นมันอ่อนหัดเกินไปต่างหากที่มาพ่ายแพ้ให้คนบ้านนอกเช่นเจ้า"
จางหย่งกล่าวเหยียดหยามราวกับตนเป็นบุคคลสูงส่งเหนือใครเทียบหลังจากนั้นเขาก็ไม่คิดจะสนทนาใด ๆ ต่อไปอีก เขาเร่งวาดฝ่ามือปลดปล่อยเปลวเพลิงโจมตีใส่หลางเยว่ในทันที
หลางเยว่ที่ถือดาบใหญ่อยู่ในมือเห็นการเคลื่อนไหวของจางหย่งก็ตวัดดาบปลดปล่อยเปลวเพลิงโจมตีสวนกลับในทันทีเช่นเดียวกัน
ตู้ม ๆ ๆ ๆ ๆ !!!
ทั้งสองเริ่มเปิดฉากโจมตีใส่กันไปมาอย่างดุเดือดและยังไม่หาข้อสรุปได้ว่าใครเหนือกว่าใคร นั่นเพราะแม้ว่าจางหย่งจะผ่านเข้ารอบแรกมาด้วยพรสวรรค์เพียงระดับ 5 แต่ฝีมือการใช้เพลิงของเขานั้นนับว่ายอดเยี่ยม แถมเขายังเป็นผู้วิเศษที่มีพลังอยุ่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 5 จึงไม่ใช่ง่ายที่หลางเยว่ที่มีพลังระหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 3 จะสามารถรับมือได้อย่างไม่เปลืองแรง
อันที่จริงการที่เขาสามารถต่อสู้กับผู้ที่มีพลังมากกว่าตัวเองถึงสองขั้นเช่นนี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมยิ่งแล้ว
ทั้งสองยังคงแลกกระบวนท่ากันไปมาอย่างดุเดือด ผู้คนโดยรอบเองต่างก็โหร้องส่งเสียงฮือฮาไปกับการต่อสู้ที่ตรงหน้าอย่างออกรส
"แฮ่ก แฺฮ่ก นี่มันอะไรกัน ทำไมไอ้บ้านนอกนี่ถึงแข็งแกร่งเช่นนี้"
หลังจากประมือกันไปราวหนึ่งก้านธูปจางหย่งก็เริ่มหอบหายใจหนักขึ้นพร้อมทั้งสบถกับตัวเองในใจด้วยความแตกตื่นแต่ก็ยังคงปลดปล่อยเปลวเพลิงออกมายิงสกัดกั้นการโจมตีของหลางเยว่ที่กระหน่ำเข้ามาอย่างไม่หยุดพัก
"บัดซบ!! ขืนเป็นแบบนี้คงต้านได้อีกไม่นานแน่!! ครั้งที่มันชนะเจ้าหลินลู่เฟยได้คงไม่ใช่โชคช่วยอย่างที่ข้าคิดงั้นสินะ"
จางหย่งคิดถึงคำที่ตนกล่าวดูถูกหลางเยว่เมื่อตอนก่อนต่อสู้ขึ้นมาก็รู้สึกขมขื่นในใจ
ตู้ม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!!!
จางหย่งยิงเปลวเพลิงสกัดกั้นการโจมตีของหลางเยว่ที่พุ่งเข้ามาอีกครั้งก่อนเขาจะหาจังหวะกระโดดดีดตัวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่างให้เขาได้พักหายใจ
หลางเยว่ยังคงฟาดฟันดาบปลดปล่อยท่าโจมตีท่าแล้วท่าเล่าแม้ว่าเขาเองจะมีอาการเหนื่อยหอบออกมาให้เห็นแต่ยังคงถือว่าดีกว่าจางหย่งอยู่มากพอควร
"ว่าเช่นไรล่ะคุณชายจางยอมแพ้ดีกว่าหรือไม่?"
หลางเยว่ยกยิ้มกล่าวขึ้นน้ำเสียงของเขาแฝงการเหน็บแนมเล็กน้อย
"บัดซบ!! นี่มันบัดซบชะมัด!!"
จางหย่งสบถในใจเมื่อได้ยินเสียงของหลางเยว่เขากัดฟันกรอดอย่างไม่อยากยอมรับ
"เหอะ!! ฝันไปเถอะเป็นแค่บ้านนอกคิดว่าจะเอาชนะข้าได้จริง ๆ งั้นรึ?"
จางหย่งแค่นเสียงเหอะออกมาและกล่าวอย่างดูถูกเหยียดหยัน ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ชูมือข้างขวาขึ้นเหนือศีรษะ ปากของเขาขยับไปมาราวกับกำลังบ่นพึมพำบางอย่าง บรรยากาศรอบตัวของจางหย่งเริ่มมีสายลมพัดหมุนวนเเรงขึ้น ๆ กลางฝ่ามือที่ชูขึ้นเริ่มมีลุกไฟขนาดเล็กก่อตัวขึ้นและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลาไม่นาน
"แน่จริงก็รับสิ่งนี้ให้ได้สิ!!"
"เพลิงโลกันตร์"
จางหย่งกล่าวพร้อมยกยิ้ม เหนือขึ้นไปบนศีรษะของเขามีเปลวเพลิงที่ก่อตัวเป็นวงกลมขนาดราว ๆ 10 ฉื่อ ราวกับเป็นดวงอาทิตย์ดวงเล็กปรากฏขึ้นและปลดปล่อยการโจมตีใส่หลางเยว่ในทันที
ผู้คนรอบเวทีประลองเริ่มรับรู้ได้ถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติและพากันถอยร่นออกห่างกันอย่างจ้าระหวั่น
หลางเยว่ที่อยู่ห่างออกไปจากจางหย่งไม่ไกลเริ่มขมวดคิ้วและมีสีหน้าจริงจังเพิ่มมากขึ้น
"เป็นเปลวเพลิงที่รุนแรงมาก คิดจะจัดการข้าด้วยการโจมตีนี้สินะ ถ้าเช่นนั้น..."
หลางเยว่ขบคิดกับตัวเองในใจก่อนจะกำดาบด้วยสองมือชูขึ้นเหนือศีรษะพร้อมทั้งโคจรพลังภายในจุดตันเถียนและตะโกนก้องขึ้นว่า
"คมเขี้ยวหมาป่าเพลิงสังหาร"
หลางเยว่ตวัดดาบพร้อมปลดปล่อยคลื่นดาบเปลวเพลิงรู้ร่างคล้ายเขี้ยวของหมาป่าออกมาปะทะเข้ากับการโจมตีของจางหย่ง เสียงระเบิดจากการปะทะกันของพลังทั้งสองดังกึกก้องเกิดคลื่นความร้อนปะทุออกมาจนผู้คนโดยรอบต้องพากันวิ่งหนีกันอย่างชุลมุน
พลังของทั้งสองต้านทานกันไปมาอยู่ราวห้าลมหายใจก็สลายหายไปทั้งคู่
"อะ..อะไรกันต้านทานไว้ได้? มันเป็นไปได้อย่างไรท่าโจมตีที่เเข็งแกร่งที่สุดของข้า.."
จางหย่งกล่าวออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ เขาหอบหายใจหนักและทรุดเข่าลงกับพื้น สภาพของเขาในตอนนี้ดูอ่อนล้าลงอย่างมากเพราะในตอนนี้เขาได้ใช้พลังปราณที่มีไปจนเกือบหมดแล้ว
ทางฝั่งของหลางเยว่เองแม้จะเหนื่อยหอบเช่นเดียวกันแต่ก็ยังถือว่าไม่สะบักสะบอมมากนัก เขาให้ดาบปักลงพื้นเพื่อประคองไม่ให้เขาต้องล้มลงและกัดฟันพยายามปรับลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติ
หลังจากอาการเหนื่อยล้าค่อย ๆ ดีขึ้น เขาก็จ้องมองไปยังจางหย่งที่ยังคงทรุดเข่าหอบหายใจหนักอยู่ หลางเยว่ดึงดาบที่ปักอยู่กับพื้นออกก่อนจะเดินลากดาบใหญ่ไปกับพื้นเกิดเสียงดังเสียดสี
ผู้คนที่ยืนดูรอบบริเวณเวณต่างก็เงียบเสียงจ้องมองไปบนเวทีอย่างลุ้นระทึกเพราะพวกเขารู้ดีว่าใกล้จะถึงจุดจบของการประลองในครั้งนี้แล้ว
จางหย่งที่ทรุดเข่าหอบหายใจหนักได้ยินเสียงลากดาบเข้ามาใกล้ก็กลั้นใจเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความแตกตื่นระคนหวาดกลัว
"จะ...เจ้าคิดจะทำอะไร? อย่าเข้ามานะ ข้าบอกว่าอย่าเข้ามาเจ้าไม่ได้ยินหรืออย่างไร"
หลางเยว่ที่เห็นท่าทีของจางหย่งก็แสยะยิ้มออกมาแต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใด เขายังคงเดินลากใบดาบไปกับพื้นอย่างเชื่องช้าก่อนที่หลายลมหายใจต่อมาเขาจะมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าจางหย่งที่ยังคงคุกเข่าหอบหายใจหนักและไม่สามารถลุกยืนขึ้นได้
"จะเจ้าบ้านนอกเจ้าคิดจะทำอะไร!!"
จางหย่งกล่าวออกมาอย่างอ่อนแรงและรู้สึกหวาดกลัว แต่ก็ยังคงแฝงคำดูถูกอยู่ในนั้น หลางเยว่ที่ยืนอยู่ตรงหน้ายังคงทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่จางหย่งพูดเขาทำเพียงยกยิ้มมุมปากและไม่เอ่ยสิ่งใดตอบกลับก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ยกดาบขึ้นมาจี้ที่คอของจางหย่งและเอ่ยด้วยน้ำเสียงมืดทะมึนว่า
"บ้านนอกงั้นรึ? หึหึ!! คุณชายจาง..แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าคนบ้านนอกเช่นข้าสามารถฆ่าคุณชายอย่างท่านได้"
"เจ้ากล้า!!!"
จางหย่งเงยหน้าและเอ่ยขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยวแต่เมื่อสังเกตเห็นแววตาของหลางเยว่ก็ต้องหน้าเปลี่ยนสีไปในทันทีเพราะใบหน้าของหลางเยว่ในตอนนี้ดูมืดทะมึนและปลดปล่อยจิตสังหารของนักล่าออกมาจนจางหย่งต้องขนลุกชี้ชันอย่างห้ามไม่ได้ เขากำหมัดเเน่นด้วยความไม่อยากยอมรับสภาพตรงหน้าและเงียบไปสักพักก่อนจะกัดฟันพูดขึ้นว่า
"จะ ข้า..ข้าขอยอมแพ้"