หลิวซื่อเอ่ยเสียงดัง“เอาเถิด ปีนั้นเจ้ามีชื่อเสียงอย่างไร เจ้าเองยังไม่รู้อีกหรือคนในตระกูลเจ้าเองไม่กล้าแม้แต่จะเข้าประตูบ้านเจ้า เป็นเพราะข้าไม่กลัวดวงเจ้ากินจึงแต่งให้เจ้า”
หวังจื้อสามีภรรยากลั้นหัวเราะหลี่ชิงชิงก็หันหน้าไปหัวเราะ หวังเลี่ยงและหวังจวี๋หัวเราะจนหุบไม่ลง
ผู้เฒ่าหวังพึมพํา“แต่ข้าก็แต่งงานครั้งแรก”
จางซื่อเอ่ยอย่างดีใจยิ่งนัก“ท่านแม่ ข้าจะไปถามน้องหญิงรอง ถ้านางอยากแต่ง เช่นนั้นก็เลือกหนึ่งในสามคน”
ตอนบ่ายหลิวซื่อยุ่งกับการรับผักครั้นกลับถึงบ้านก็หารือเรื่องราคาผักกับหลี่ชิงชิง จากนั้นก็กินข้าวยังไม่ว่างหารือกับหวังเยวี่ย “ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”
“เจ้าอย่ารีบร้อนสืบถามสภาพของทั้งสามคนให้ชัดเจนแล้วค่อยบอกหวังเยวี่ย” ผู้เฒ่าหวังเอื้อมมือไปดึงหลิวซื่อเอาไว้แล้วเอ่ยอีกว่า “เดือนแรกของปีพวกเราต้องไปเยี่ยมหวังเฮ่าที่ค่ายเยี่ยมหวังเฮ่าเสร็จค่อยคุยเรื่องแต่งงานหวังเยวี่ย”
นิสัยของหลิวซื่อนั้นบุ่มบ่ามผู้เฒ่าหวังจึงกลัวว่าหลิวซื่อจะกําหนดวันแต่งงานของหวังเยวี่ยในเดือนแรกการแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ เช่นนั้นเขาจะไม่อาจไปเยี่ยมบุตรชายคนโตแท้ๆ ได้
สําหรับเขาแล้วเรื่องใหญ่ที่สุดของเดือนแรกคือการไปเยี่ยมหวังเฮ่า เรื่องอื่นล้วนวางไว้ด้านหลัง
หลิวซื่อย่อมรู้ความคิดของผู้เฒ่าหวังเป็นอย่างดีเอ่ยว่า “ตาเฒ่า เจ้ากล่าวอันใดกัน ตอนนี้เป็นช่วงล่าเยวี่ยแล้วเดือนหน้าก็เป็นเดือนแรกของปี งานแต่งของหวังเยวี่ยจะจัดเร็วเพียงนั้นได้อย่างไรอย่างไรก็ต้องครึ่งปีหลัง”
จางซื่อเอ่ย “ท่านพ่อข้าและท่านแม่บอกกับน้องหญิงรองก่อน เพื่อดูท่าทีของนางเจ้าค่ะ”
แสงสีสลัวภายใต้ตะเกียงน้ำมันหลี่ชิงชิงทอดมองเงาหลังของหลิวซื่อและจางซื่อหายไปจากห้องโถงในใจนึกถึงเรื่องแต่งงานของหวังเยวี่ย
หวังเยวี่ยขยันเป็นอย่างยิ่งทำงานคล่องแคล่ว และยังรักสะอาด เหมาะสําหรับการทําอาหารมาก หลายเดือนมานี้หลี่ชิงชิงคุ้นเคยในการทำซาลาเปากับหวังเยวี่ยแล้ว
หากหวังเยวี่ยแต่งออกไปก็ต้องออกจากบ้านตระกูลหวังไปอยู่บ้านสามี ไม่อาจช่วยหลี่ชิงชิงทําซาลาเปาได้
ในใจหลี่ชิงชิงหวังว่าหวังเยวี่ยจะแต่งออกไปแล้วพบกับความสุขอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตหวังเยวี่ยชอบเด็กมาก ย่อมอยากแต่งออกไปเป็นแน่
ซาลาเปาตระกูลหวังมีชื่อเสียงเล็กน้อยในอำเภอเหอแล้วรอผ่านช่วงล่าเยวี่ยนี้ไป ผู้คนจะรู้จักมากขึ้นเมื่อถึงยามนั้นจะมีคนมาสั่งซาลาเปาบ่อยๆเช่นเดียวกับพ่อบ้านถงที่วันนี้สั่งซาลาเปาสามพันลูกในคราวเดียว
ต่อไปหลี่ชิงชิงยังต้องทําอาหารใหม่ๆออกมา นางต้องการลูกมือ
ในขณะที่หลิวซื่อและจางซื่อหยั่งเชิงดูท่าทีของหวังเยวี่ยหลี่ชิงชิงก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะหาลูกมือเพิ่ม
คนตระกูลหวังล้วนยุ่งอยู่กับงานเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
สามวันต่อมาซาลาเปาท้ออายุยืนสิบลูกที่หลี่ชิงชิงนึ่งก็ปรากฏในงานเลี้ยงวันเกิดของท่านผู้เฒ่าถง
เหมันตฤดูเช่นนี้กลับมีลูกท้อแม้ว่าจะใช้แป้งทำ แต่ก็ดึงดูดความสนใจจากผู้คนเป็นพิเศษ กอปรกับความหมายแฝงที่ดีงามของท้ออายุยืนทุกคนที่ได้เห็นต่างก็ชื่นชม
ท่านผู้เฒ่าถงที่ปากเหลือฟันไม่กี่ซี่ยามปกติไม่ค่อยเจริญอาหาร ไม่คิดว่าจะกินท้ออายุยืนลูกแล้วลูกเล่า “ดีซาลาเปานี้ดี”
ท้ออายุยืนมีเพียงสิบลูกคนที่นั่งโต๊ะหลักแบ่งกันกินคนละลูกพอดีคนอื่นได้แต่มองอย่างเปิดหูเปิดตากับอาหารใหม่
“ซาลาเปาของตระกูลหวังทําได้ดีไม่คิดว่ายังสามารถทำท้ออายุยืนได้!”
“ข้าก็อยากสั่งท้ออายุยืนมอบให้ผู้อาวุโสในวันปีใหม่คนตระกูลหวังที่มาส่งท้ออายุยืนจากไปหรือยัง?”
ผู้ใดจะนึกได้ว่าในวันนั้นมีสามตระกูลส่งคนมาที่บ้านตระกูลหวังเพื่อสั่งท้ออายุยืนหนึ่งพันสองร้อยลูก
“ท้ออายุยืนใช้เวลาทำนานมากขนาดนี้ทำไม่ไหวเจ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงส่ายหน้า
คนที่ทั้งสามตระกูลส่งมาต่างเอ่ยว่า“เท่าใด บ้านพวกเจ้าเสนอราคามาได้!”
“ไม่ใช่เรื่องของราคาแต่ท้ออายุยืนทํายากจริงๆ” หลี่ชิงชิงปฏิเสธอีกครั้ง
สุดท้ายตระกูลหวังได้ลงนามสัญญากับสามตระกูลท้ออายุยืนตระกูลละหนึ่งร้อยลูก ลูกละยี่สิบเหรียญทองแดงส่งมอบในเดือนล่าเยวี่ยวันที่ยี่สิบแปด
หลังจากคนของทั้งสามตระกูลจากไปผู้เฒ่าหวังก็เอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า “ราคาของท้ออายุยืนหนึ่งลูกแพงกว่าเนื้อหมูหนึ่งจิน!”
ราคาเนื้อหมูเดือนล่าเยวี่ยขึ้นราคาแล้วเนื้อหมูติดมันน้อยหนึ่งจินสิบหกเหรียญทองแดง หมูสามชั้นขึ้นราคาไปถึงสิบแปดเหรียญทองแดง
“ทำท้ออายุยืนค่อนข้างยุ่งยากจึงไม่รับมากขนาดนั้นแล้วเจ้าค่ะ”หลี่ชิงชิงครุ่นคิดว่ารอหารือเรื่องเพิ่มลูกมือกับผู้เฒ่าหวังสามีภรรยาระหว่างทางไปเยี่ยมหวังเฮ่าในเดือนแรก
วันนี้ลานบ้านของตระกูลหวังได้สร้างเพิงชั่วคราวขนาดใหญ่และเตาดินสี่เตาก็สร้างเสร็จแล้ว ตระกูลหวังเริ่มนึ่งซาลาเปาและซาลาเปาหวานจํานวนมากทั้งวันสิบสองชั่วยามโดยไม่หยุดพัก
คนท้องถิ่นมอบของขวัญกันก่อนปีใหม่ญาติมิตรสหายต่างมอบให้กัน ของขวัญปีใหม่ล้วนมอบออกไปช่วงเดือนล่าเยวี่ย
ซาลาเปาไส้เนื้อสีขาวลูกเล็กๆเป็นอาหารที่ขายดีที่สุดในอําเภอเหอของปีนี้สมกับคำกล่าวขานว่าเป็นอาหารที่ตั้งแต่นายอำเภอระดับบนไปจนถึงสามัญชนระดับล่างมอบเป็นของขวัญปีใหม่
ราษฎรลำบากมาเป็นปีพอถึงปีใหม่ก็ต้องกินอาหารดีๆ เลี้ยงฉลองให้กับตนเองบ้าง
เหล่าชาวบ้านในช่วงล่าเยวี่ยใช้จ่ายเงินอย่างใจกว้างกว่ายามปกติ
“ซาลาเปาที่ตระกูลหวังขายสองลูกเพียงห้าเหรียญทองแดงถูกกว่าขนมมาก ขนมคราวเดียวก็กินหมดแล้วข้าว่าซื้อซาลาเปามอบให้ท่านพ่อท่านแม่ดีกว่า!”
“พ่อตาชราของข้าเหลือฟันไม่กี่ซี่กินของแข็งไม่ได้ คนแก่ในบ้านก็ไม่ชอบกินขนมหวานภรรยาข้าจึงให้ข้าซื้อซาลาเปาสิบกว่าลูกส่งไป”
“มอบของขวัญปีใหม่หลายปีมานี้มักจะให้ขนมพวกนี้เสมอมอบของขวัญปีนี้เปลี่ยนเป็นของกินแบบใหม่บ้านพวกข้ามอบของขวัญให้ญาติมิตรสหายก็มอบซาลาเปาตระกูลหวัง”
“ยิ่งจวนจะถึงปีใหม่อากาศยิ่งหนาวข้าซื้อซาลาเปาสองร้อยกว่าลูก หิวก็นึ่งซาลาเปากิน มีผักมีแป้งยังมีเนื้อล้วนมีทุกอย่าง”
เมื่อเหล่าชาวบ้านเอ่ยถึงการมอบของขวัญปีใหม่และอาหารรสเลิศล้วนแทบจะเอ่ยถึงซาลาเปาตระกูลหวัง
ไม่เพียงแต่อําเภอเหอเท่านั้นแม้แต่ชาวบ้านบางส่วนในเมืองเซียงก็คิดว่าซาลาเปาตระกูลหวังอร่อยและไม่แพงโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารอื่นๆ ของช่วงล่าเยวี่ยล้วนขึ้นราคามีเพียงซาลาเปาตระกูลหวังเท่านั้นที่ไม่ได้ขึ้นราคาจึงตัดสินใจซื้อซาลาเปาตระกูลหวังเป็นของขวัญในปีนั้น
นายทหารสิบกว่าคนในค่ายทหารเขตนอกเมืองของเมืองเซียงที่ไม่อาจกลับบ้านไปรวมตัวกับครอบครัวได้จึงส่งทหารชั้นประทวนไปซื้อซาลาเปาหลายพันลูกจากตระกูลหวังแล้วส่งกลับบ้านโดยเฉพาะ
ยังมีบ้านที่แต่งงานจัดงานเลี้ยงมงคล ก็ซื้อซาลาเปาจากตระกูลหวังเป็นอาหารหลักซาลาเปาทำให้ดูใจกว้างและหรูหรากว่าข้าวขาวมาก
หลายคนชอบตามกระแสเห็นญาติมิตรสหายล้วนซื้อซาลาเปาตระกูลหวัง ก็ซื้อตามด้วย
ทุกอย่างเป็นดั่งที่หลี่ชิงชิงคาดไว้เพิ่งเข้าสู่กลางเดือนล่าเยวี่ย ใบสั่งจองซาลาเปายัดไส้ ซาลาเปาหวานท้ออายุยืนของตระกูลหวังก็มีนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะซาลาเปายัดไส้ ขายอย่างบ้าคลั่งยิ่งนัก!
ทุกวันตระกูลหวังต้องนึ่งซาลาเปามากกว่าแปดพันลูกยังนึ่งซาลาเปาหวานหลายร้อยลูก ท้ออายุยืนหลายสิบลูกทุกคนในบ้านยุ่งจนเท้าไม่แตะพื้น
หวังจื้อและหวังเลี่ยงรีบพาต้าหวงไปส่งสินค้าแต่ละบ้านตามลำดับพวกเขายุ่งจนมีเวลาอยู่ในบ้านไม่เกินครึ่งชั่วยามพอง่วงแล้วสองพี่น้องก็สลับกันนอนบนเกวียนวัวเพื่อพักผ่อน หิวก็กินซาลาเปา
จางซื่อเข้ามาช่วยทำงานในครัวนานแล้วนางแบกหวังชงเยวี่ยสับผักทุกวัน เสียงสับไส้ซาลาเปาดังปังปังปังเริ่มแรกหวังชงเยวี่ยได้ยินเสียงดังขนาดนี้ก็ร้องไห้จ้า จางซื่อหาได้สนใจไม่ต่อมาหวังชงเยวี่ยฟังจนชินแล้วจึงไม่ร้องไห้อีก ทั้งยังสามารถหลับได้ทั้งอย่างนั้น
หลี่ชิงชิงเห็นว่าหวังเยวี่ยเหนื่อยจนแม้แต่เข้าห้องสุขาก็ยังต้องวิ่งไป“พี่หญิง อย่ารีบร้อนเจ้าค่ะ”
หวังเยวี่ยอธิบาย“ข้าปวดเบา”
ร่างกายของหวังจวี๋ดีขึ้นกว่าเดิมมากแล้วนางตามมาทำซาลาเปากับคนในบ้าน บางครั้งเห็นว่าทุกคนยุ่งมากจึงเป็นฝ่ายหุงหากับข้าวเองนางหั่นเนื้ออบเป็นลูกเต๋าตามหลี่ชิงชิงบอกแล้วใส่ลงในข้าวหุงพร้อมกันทําเป็นข้าวเนื้ออบ และผัดผักอีกหนึ่งอย่าง