60 2-2
ตอนที่106 ย่าเฟิง (2)
ฉีหมิงเยว่เอนศีรษะพิงพักบนไล่ของย่าเฟิงระเบิดน้ำตาปล่อยโฮสุดแสนขื่นขมโดยมิได้สนใจฝูงชนที่อยู่รอบข้างใดๆ
เซียถงยืนท่ามกลางฝูงชนเหล่านั้นเหม่อมองไปทางฉีหมิงเย่ที่กำลังร้องห่มร้องไห้ด้วยความเห็นอกเห็นใจในเวลานี้นางพอจะเดาได้แล้วว่า เกิดอะไรขึ้นที่นี่และทันทีที่เงยหน้าขึ้นมองบนหน้าต่างชั้นสามเซียถงก็พบกับไป๋หลี่เย่ที่ชะโงกหน้าผ่านออกมาเจือแววตื่นตระหนกภาพฉากเบื้องหน้านี้ยิ่งทวีความเหี้ยมเกรียมเยียบเย็นจากดวงตาของนาง
เซี่ยหลู่เฟิงก็เช่นกันเขามองไปทางฉีหมิงเยว่ที่กำลังร้องห่มร้องไห้ทันทีทันใดพลันรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าสาวน้อยที่ครอบครองรอยยิ้มเสมือนดอกไม้งามเช่นนี้จะมีช่วงเวลาที่ขมขื่นน่ารันทดถึงขนาดร้องไห้ปานตายนางร้องไห้ออกมาดั่งว่ากำลังแบกรับความเจ็บปวดของผู้คนทั่วทั้งผืนพิภพชั่วขณะอึดใจ มือทั้งสองของเขาก็กระชับกำแน่นโดยไม่ทันรู้ตัว
หากเซี่ยหลู่เฟิงทำได้เขาเองก็ยินดีแบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดแทนสาวน้อยนางนี้
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องมองมาของเซี่ยหลู่เฟิงฉีหมิงเยว่ก็รีบห้ามน้ำตาหยุดร้องไห้โดยไว เงยหน้าขึ้นสบตาชายคนนั้นพอเห็นว่าสายตาที่อีกฝ่ายมีให้แก่ตน มันเปี่ยมล้นไปด้วยความสงสาร ทันทีทันใดใบหน้าที่ดเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาพลันเห่อร้อนวูบวาบโดยมิอาจควบคุมนางรีบลุกกขึ้นให้ไว ยกไม้ยกมือปาดเช็ดน้ำตาบนใบหน้า หันมากล่าวกับย่าเฟิงว่า
“ย่าเฟิงข้าไม่เป็นอะไรแล้ว”
“อืม!”
ย่าเฟิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มให้เบาๆเมื่อเห็นว่าอารมณ์ของฉีหมิงเยว่เริ่มคงที่ดีแล้ว หญิงชราก็เงยหน้าทอดสายตาขึ้นมองไปที่หน้าต่างชั้นสาม ชั่วขณะที่เห็นใบหน้าของไป๋หลี่เย่ประกายตาแห่งความกระหายเลือดสีโลหิตพลันสาดสะท้อนผ่านดวงตาของนางทันควัน
“ย่าเฟิงท่านนั่งพักอยู่ตรงนี้ก่อนย่าเฟิงคนนี้ขอตัวไปฆ่าไอ้สารเลวนั่นให้สิ้นซากสักประเดี๋ยว!”
ทันทีที่สิ้นเสียงร่างอันผอมแห้งแก่ชราของย่าเฟิงพลันอันตรธานหายวับไปทันใดเงาทมิฬสายหนึ่งโฉบแล่นพุ่งตรงไปที่หน้าต่างชั้นสามทันทีที่กระโจนเข้าไปผ่านหน้าต่างบานนั้น หัตถ์ขวาของหญิงชราเร่งโบกสะบัดปรากฏเส้นด้ายเนื้อสัมผัสนุ่มสีดำทมิฬนับหลายร้อยสายพวยพุ่งออกมาจากใต้แขนเสื้อนางเข้าพัลวันโจมตีไป๋หลี่เย่ประดุจอสรพิษทมิฬแตกรัง
ไป๋หลี่เย่ยังคงตื่นตกใจกับภาพฉากที่ฉีหมิงเยว่กระโดดลงหน้าต่างไม่หายทว่ายามนี้กลับมีหญิงชราจากที่ไหนมิทราบโผล่เข้าจู่โจมซ้ำอีก ชั่วขณะอึดใจเขารีบดึงสติกลับคืน ชักกระบี่ยาวบนเอวออกจากฝักเพื่อเข้าทักทามปัดป้อง
เส้นด้ายสีทมิฬสัมผัสนุ่มเหล่านี้ราวกับมีดวงตาก็มิปานสามารถหลบเลี่ยงคมกระบี่ยาวของฝ่ายตรงข้ามได้โดยสัญชาตญาณกระแสพลังลมปราณสีครามอ่อนประดุจอัสนีบาด โคจรรอบกายาไป๋หลี่เย่เขาเร่งเร้าระเบิดพลังคลั่งลงไปยังตัวกระบี่ยาว โหมโรงโจมตีสวนย่าเฟิงตอบคืนทันใด
หนึ่งเสียงเห่าหอนเปล่งคำรามย่าเฟิงเค้นเสียงเย็นดังฮึ กระโดดขึ้นไปทรงตัวบนหน้าต่าง ทั่วอณูกายาระเบิดรัศมีแสงสีครามบริสุทธิ์ทอแสงเจิดจรัสทั้งมือและนิ้วทั้งห้าข้างขวาเสมือนกำลังเต้นระบำไม่หยุดหย่อนควบคุมเส้นด้ายสีทมิฬเหล่านั้นไล่ล่าตามติดไป๋หลี่เย่ยิ่งกว่าเงาหวังจับได้เมื่อใดสังหารทิ้งทันที!
ทุกการเคลื่อนไหวของเส้นด้ายนับหลายร้อยสายพลิ้วไหวดุจอสรพิษทมิฬลีลาจัดจ้านพร้อมพิฆาตชีวา ไม่ว่าจะเป็นในแง่มุมใด ทั้งความเร็ว พละกำลังหรือความทนทาน ล้วนแล้วแต่ถูกจัดอยู่ในระดับน่าสะพรึงขวัญ
ไป๋หลี่เย่ถูกต้อนบังคับให้เปลี่ยนจากกระบวนจู่โจมเป็นป้องกันครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงไม่กี่เสี้ยวอึดใจถัดมา ทั่วทั้งร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลคมบาดธารเลือดสีแดงสดไหลซิบออกมาต่อเนื่องโดยเฉพาะกับบริเวณใบหน้ายามนี้อาบชโลมไปด้วยโลหิตแดงฉาน บริเวณเนื้อแก้ม คิ้วหน้าผากมีแต่บาดแผลที่เกิดจากเส้นด้ายมีคมบาดนับไม่ถ้วน
“ไอ้สารเลวกล้าดีอย่างไรถึงบีบบังคับให่เสี่ยวเยว่กระโดดหน้าต่างลงมา!หากวันนี้ข้ามิได้สับแขนขาของเจ้าให้เป็นพันหมื่นชิ้นเกรงว่ายากแล้วที่จะขจัดความเกลียดชังภายในใจข้า!”
ใบหน้าเหี่ยวชราของย่าเฟิงบิดเบี้ยวน่าเกลียดเปี่ยมล้นความพิโรธจุกอกชนิดที่ว่าหายใจหายคอไม่สะดวก นางในขณะนี้ดู๔น่าสยดสยองดั่งผีและยังดูน่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่อยู่บนภูเขาเสียอีก ทำเอาไป๋หลี่เย่เสียขวัญหนักกเนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเหตุใดมิทราบกระบี่ยาวในมือของนางพลันรู้สึกหนักกว่าเดิมมากราวกับถือแท่นหินหนักร้อยตัน ทั้งมือไม้แขนขาอ่อนยวบไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ตอบโต้ใดๆ อีกต่อไป
เมื่อเห็นไป๋หลี่เย่เป็นเช่นนี้ย่าเฟิงก็ยิ่งขุ้นเคืองยิ่งขึ้นไปอีกนี่นางตัดสินใจให้องค์หญิงของตนรุกจีบคนไร้น้ำยาขนาดนี้ได้อย่างไร? ทั้งขี้ขลาด ทั้งอ่อนแอแต่แล้วเศษขยะเช่นนี้ยังกล้าบีบบังคับให้องค์หญิงกระโดดหน้าต่างได้? ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ ย่าเฟิงก็ยิ่งเดือดดาลอาฆาตจัด หนึ่งฝ่ามือโบกสะบัดเส้นด้านสีทมิฬนับหลายร้อยเสมือนเปล่งคำราม และเพียงชั่วพริบตาขณะทั่วทั้งร่างกายของไป๋หลี่เย่ก็ถูกพันธนาการเอาไว้โดยสมบูรณ์บีบรัดไว้แน่นเนื้อหนังแทบฉีกขาด
“ท่านผู้เฒ่าข้าเป็นองค์รัชทยาทแห่งจักรวรรดิตงหลี่ หากปล่อยข้าไป ข้าจะมอบเงินจำนวนหนึ่งพันเหรียญทองแก่ท่าน!”
ไป๋หลี่เย่พยายามใจดีสู้เสือเอ่ยข้อเสนอต่อหน้าย่าเฟิงที่ยืนปั้นสีหน้ามืดทมิฬไม่คลายอ่อน
“สวะโดยแท้! ถุย!”
ย่าเฟิงเหลือบสายตามองไป๋หลี่เย่ส่อแววดูถูกดูแคลนชัดแจ้งพร้อมขากเสลด บ้วนน้ำลายก้อนใหญ่สีเหลืองเข้มพุ่งออกมาจากปาก ยิงเข้าใส่ใบหน้าของไป๋หลี่เย่เสียงดังแปะเหม่อมองน้ำลายปนเสลดก้อนใหญ่บนใบหน้าที่ทั้งเหนียวเหนอะหนะและเหม็นเน่าไป๋หลี่เย่แทบเป็นลมหมดสติลงไปด้วยความรังเกียจ
“เศษสวะที่ทั้งอ่อนแอและขี้ขลาดอย่างเจ้าไม่สมควรได้เป็นองค์รัชทยาทเลยสักนิด เช่นนั้นแล้ว ข้าผู้นี้จะฆ่าสวะรกผืนพิภพอย่างเจ้าทิ้งซะ!”
คล้อยหลังกล่าวจบนย่าเฟิงก็ลอบกระตุกข้อมือเล็กน้อยทีหนึ่งเส้นด้ายสัมผัสนุ่มที่พันธนาการลอบตัวของไป๋หลี่เย่ จู่ๆก็เผยคมขึ้นมาเสมือนด้ายเหล็ก บีบรัดแขนขาจนตัวด้ายกลืนเข้าไปในเนื้อหนังบาดร่างอีกฝ่ายลึกขึ้นเรื่อยๆ
ทั่วทั้งร่างกายของไป๋หลี่เย่เสมือนถูกตัดด้วยมีดคมนับพันเล่มทุกครั้งที่เส้นด้ายเหล่านี้บาดลึกจมเข้าเนื้อเขาจะกรีดร้องระงมลั่นอย่างสุดแสนเวทนา เจ็บปวดเกินบรรยาย
“ผู้อาวุโสท่านนี้ได้โปรดลดอาวุธในมือลงด้วยเถิด”
เซี่ยหลู่เฟิงรีบกระโดดขึ้นหน้าต่างมาหาย่าเฟิงประสานมือโค้งคำนับให้โดยไว
พอเห็นรัศมีลมปราณขอบเขตเสาหลักฟ้าสว่างวาบจากบนร่างกายาของย่าเฟิงเซี่ยหลู่เฟิงก็รีบกระโดจนขึ้นไปในห้องอาหารส่วนตัวบนชั้นที่สามโดยไวพอเห็นว่าย่าเฟิงเจตนาถึงขั้นเอาชีวิตไป๋หลี่เย่ เขาจึงออกหน้าปรากฏตัวเพื่อขอร้องในทันใด
ทั้งหมดนี้เซี่ยหลู่เฟิงล้วนทำไปเพราะหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ปกป้ององค์รัชทยาทและเขาก็จำใจต้องทำแม้ว่าตนจะรังเกียจพฤติกรรมขององค์รัชทายาทมากแค่ไหนก็ตาม
“หึ!”
ย่าเฟิงส่งหางตามองเซี่ยหลู่เฟิงหนึ่งปราดกระตุกข้อมือขึ้นอีกคราเพิ่มแรงบีบเป็นเท่าทวีบาดเข้าไปในเนื้อหนังทั่วร่างกายของไป๋หลี่เย่ลึกยิ่งขึ้นกว่าเดิมทำเอาเจ้าตัวร้องคร่ำครวญจนเสียงหลงแทบไม่เป็นภาษาธารเลือดสีแดงสดทะลักพุ่งออกมาดั่งน้ำพุ
ชีวิตของไป๋หลี่เย่ใกล้ถึงคราวดับมอดเต็มทนแล้วเซี่ยหลู่เฟิงได้แต่กระชับจับกระบี่คาดเอวขึ้นมาทว่ายังไม่ทันได้เคลื่อนไหวอันใดต่อคมแสงประกายสีเย็นเยียบพลันสาดสะท้อนโฉบเข้าต่อหน้าเส้นด้ายทมิฬสัมผัสนุ่มเพียงหนึ่งเส้นสามารถตัดคมกระบี่ยาวในมือของเซี่ยหลู่เฟิงจนหักเป็นสองท้อนในเสี้ยวพริบตา
“เกร๊ง!”
ร่างของเซี่ยหลู่เฟงิปลิวกระแทกอัดเข้ากับกำแพงห้องด้านหนึ่งในมือยังคงถือกระบี่ยาวที่หักครึ่งท่อนเงยหน้าแผดมองฝ่ายตรงข้ามเจือแววความประหลาดใจไม่จางหายย่าเฟิงมิเพียงหยุดมือแต่เพียงเท่านี้ใช้มือข้างซ้ายที่ว่างกกระตุกขึ้นวูบเร้าระดมลมปราณ และตบฝ่ามืออัดอากาศซัดออกไปชักนำกระแสลมระลอกใหญ่พุ่งกระแทกกลางอกของเซี่ยหลู่เฟิงซ้ำเป็นคำรบสอง