“ได้ที่ไหนกัน แม่มีเื่ไหว้วานให้เ้าทำและมีคำกำชับเล็กน้อย จึงต้องมาหาเ้าที่นี่” เหลียนซื่อกุมมือเจียวอวี๋ก่อนจะพากันเดินเข้าไปนั่งในห้อง
“เจียวเจียว วันนี้เ้ามีธุระจะออกไปที่ใดหรือไม่” นางเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พอดีแม่เห็นว่าหน้าหนาวใกล้เข้ามาแล้ว จึงเย็บรองเท้าและชุดกันหนาวไว้ให้เ้ากับิ่เอ๋อร์ ชุดของเ้า แม่ให้สาวใช้นำไปส่งถึงเรือนแล้ว ส่วนของพี่ชายเ้า แม่อยากฝากให้เ้านำไปให้เขาเอง” นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“ทีแรกแม่คิดจะให้ผู้คุ้มกันของจวนนำไปให้ แต่ก็เกรงว่าจะไม่สะดวกนัก ไหนๆ เ้าเองก็คลุกคลีอยู่ที่โรงหมอ ย่อมรู้เื่วิชาแพทย์อยู่บ้าง แม่อยากอาศัยเ้าไปตรวจดูสุขภาพร่างกายของพี่ชายเ้าเสียหน่อย รวมถึงสำรวจความเป็อยู่และอาหารการกินของเขาด้วย
ั้แ่เล็ก พี่ชายเ้าก็รู้จักแต่สวมหยกห่มไหม แม่ไม่รู้เลยว่าเมื่ออยู่ในค่ายทหารแล้ว จะต้องลำบากมากน้อยเพียงใด หากขาดเหลือสิ่งใด เ้าก็กลับมาบอกแม่ แม่จะได้จัดเตรียมให้ิ่เอ๋อร์อย่างครบถ้วน”
ในใจของเหลียนซื่อ นางอยากจะไปเยี่ยมบุตรชายถึงค่ายทหารนอกเมืองด้วยตนเอง หากแต่บุตรชายกลับไม่ยินยอม ด้วยไม่อยากให้นางต้องลำบาก
ถนนหนทางนอกเมืองล้วนเป็ดินเหลือง พื้นผิวขรุขระ มิได้ราบเรียบเช่นถนนในเมืองหลวง การเดินทางจึงแสนยากลำบาก รถม้าที่ต้องโดยสารย่อมโยกเยกโครงเครงตลอดทาง จื่อจางิ่เกรงว่ามารดาจะไม่สบายกายเอาได้
จื่อจางิ่เคยออกปากว่าหากมารดาฝืนกายไปเยี่ยมเขา ตัวเขาจะไม่ออกมาพบนางอย่างแน่นอน เหลียนซื่อจึงจำใจต้องไหว้วานบุตรสาว ด้วยนิสัยของเจียวอวี๋แล้ว การได้ออกไปสำรวจถนนหนทาง เสาะแสวงหาสมุนไพรล้วนเป็สิ่งที่นางชื่นชอบและปรารถนา มากกว่าการแต่งโคลงกลอน ดีดพิณหรือเขียนอักษรมากมายนัก ดังนั้นนางจึงรีบตบปากรับคำด้วยใจลิงโลดทันที
“ได้เ้าค่ะ ลูกกำลังจะไปพบเลี่ยงหรงกับสหายที่หอฟางหรู เป็ทางผ่านพอดี เมื่อลูกเสร็จกิจธุระแล้วลูกจะไปส่งของให้พี่ชายเ้าค่ะ”
หอฟางหรูคือโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง ตั้งอยู่ใกล้กับประตูเมืองฝั่งตะวันออก ผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่รวมถึงพ่อค้าต่างถิ่น ต่างแคว้นเข้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันอย่างคึกคัก
หาก้าจะใช้ห้องรับรองพิเศษของหอฟางหรู จำต้องจองล่วงหน้าข้ามวันข้ามเดือนกันเลยทีเดียว ภายในหอฟางหรูตกแต่งด้วยม่านโปร่งบางสีแดง ปักลวดลายบุปผาหลากชนิดอย่างประณีตงดงาม ตามเสาและผนังประดับโคมไฟแกะสลักวิจิตรตระการตา เพิ่มบรรยากาศหรูหราโอ่อ่าให้ยิ่งเด่นชัด
“คุณหนู ทางนี้ขอรับ” แม้เจียวอวี๋จะคลุมหน้าด้วยผ้าโปร่งบาง แต่เสี่ยวเอ้อร์ คนงานของหอฟางหรูรู้จักอาฟู่ สาวใช้ของเจียวอวี๋เป็อย่างดี นางเป็แขกผู้สูงศักดิ์ที่มาเยือนบ่อยครั้ง ถือได้ว่าเป็ลูกค้าประจำของที่นี่ เสี่ยวเอ้อร์เดินนำทางไปยังห้องที่จองไว้บนชั้นสอง
วันนี้เจียวอวี๋สวมชุดแพรไหมสีฟ้าอ่อนน้ำทะเล ตัดกับผ้าคลุมไหล่สีเขียวอ่อนยอดไม้ คลุมปิดศีรษะอำพรางใบหน้าด้วยผ้าโปร่งสีดำ ยามลมอุ่นพัดมากระทบกาย อาภรณ์ปัดปลิวดุจคลื่นทะเลกระทบชายฝั่ง ถึงแม้จะมองเห็นดวงหน้าในผ้าโปร่งบางไม่ชัดเจน แต่บุรุษทั้งหลายในหอฟางหรูก็อดจะหันมามองร่างอรชรเสียไม่ได้
เจียวอวี๋และอาฟู่ก้าวขึ้นไปยังชั้นสอง เสี่ยวเอ้อร์รีบเปิดประตูห้อง เชิญพวกนางเข้าไปอย่างสุภาพ
ภายในห้องมีหญิงสาวสองคนกำลังนั่งจิบชาพลางสนทนากันอย่างออกรส เสียงหัวเราะแ่เบาและกลิ่นชาอุ่นๆ เจือจางอยู่ในอากาศ เพิ่มบรรยากาศให้ดูเป็กันเองและผ่อนคลาย
“เจียวอวี๋! ในที่สุดเ้าก็มา เ้าทราบหรือไม่ข้าเกือบจะให้ท่านพ่อติดประกาศตามหาเ้าไปทั่วเมือง การได้พบเ้าแต่ละครั้งนั้นยากลำบากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร” เลี่ยงหรง บุตรสาวภรรยาเอกของเ้ากรมพิธีการเอ่ยหยอกเย้าสหายรัก
“เ้าอย่าได้คิดทำเช่นนั้นเชียว ข้าหาใช่โจรร้ายมีค่าหัว ไยต้องประกาศไปทั่วเมืองเล่า ระยะนี้ข้ามีกิจธุระต้องจัดการหลายอย่าง อาจอยู่เล่นกับเ้าบ่อยๆ เหมือนตอนเด็กๆ ไม่ได้แล้ว” เจียวอวี๋พูดพลางยกยิ้มจิบชาในมือ
“กิจธุระอะไรกัน เ้าเป็ถึงบุตรสาวรองเสนาบดีกรมการคลัง มีใครกล้าใช้งานเ้าด้วยรึ?” เลี่ยงหรงเอ่ยถามด้วยความสงสัยปนใคร่รู้
เจียวอวี๋คร้านจะเอ่ยอธิบายจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“พวกเ้าได้ยินข่าวนี้หรือไม่” นางเอ่ยเสียงแ่ต่ำ
“ข้าได้ยินท่านพ่อกล่าวว่า แคว้นเหยี่ยนทางเหนือเริ่มสะสมกำลังพลแล้ว าอาจปะทุขึ้นในไม่ช้านี้ ชาวบ้านตามหัวเมืองชายแดนคงต้องอพยพลี้ภัยา พากันหลั่งไหลเข้าสู่เมืองหลวงเซิ่งโจวของเราเป็จำนวนมาก”
ลี่ถิง บุตรสาวภรรยาเอกของรองเ้ากรมการทหารนั่งฝั่งตรงข้ามเจียวอวี๋ผงกศีรษะเห็นด้วยกับสหาย ก่อนจะพูดเสริมต่อว่า
“ข้าก็ได้ยินเื่นี้จากท่านพ่อเช่นกัน ทหารแถบชายแดนเหนือได้ส่งสารรายงานถึงฮ่องเต้เมื่อวาน ท่านแม่ทัพอุดรได้ถวายกล่าวรายงานและการเตรียมพร้อมรับมือในท้องพระโรงเช้านี้ พวกชนเผ่าในแคว้นเหยี่ยนร่วมมือกันสะสมกำลังพลและเสบียง พวกแม่ทัพนายกองต่างคาดว่าการปะทะระหว่างแคว้นจินเล่อและชนเผ่าในแคว้นเหยี่ยนอาจเกิดขึ้น่คิมหันตฤดูปีหน้า”
เลี่ยงหรงได้ยินสหายทั้งสองกล่าวถึงา ทำให้บรรยากาศที่กำลังครึกครื้นหลังเจอสหายพลันตรึงเครียดขึ้นมา นางจึงรีบเอ่ยแทรกตัดบทสนทนา
“พวกเ้าอย่าพูดถึงาได้หรือไม่ ข้าได้ยินก็รู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก นี่ใช่เื่ที่สตรีเช่นพวกเราต้องกังวลไม่ ปล่อยให้เป็หน้าที่ของบุรุษเถิด บุรุษก็มีหน้าที่ของบุรุษ สตรีก็มีหน้าที่ของสตรี พวกเ้าอย่าได้กังวลเกินไป ทำตัวเป็ชาวแคว้นฉีวิตกว่าฟ้าจะถล่ม [1] ไปได้ จริงสิ เจียวอวี๋เ้าเชิญพวกเรามาพบมีเื่อันใดหรือ?”
แม้วาจาของเลี่ยงหรงจะฟังดูแข็งกร้าวอยู่บ้าง แต่เจียวอวี๋ซึ่งชำนาญในการสังเกตสีหน้าผู้คน ย่อมมองออกว่าสหายผู้นี้ก็แฝงความวิตกกังวลไม่ต่างกัน เพียงแต่เลือกซ่อนเร้นไว้หลังถ้อยคำแข็งกระด้าง
ทว่าด้วยไม่อยากทำลายบรรยากาศด้วยเื่ที่แม้กล่าวถึงไปก็สุดจะแก้ไขสิ่งใดได้ นางจึงเพียงเก็บความเข้าใจนั้นไว้ในใจ มิได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
“ข้ามีน้ำอบกลิ่นใหม่มาให้พวกเ้าลองใช้ดู ข้าใช้อบร่ำเสื้อผ้าและประพรมตัว กลิ่นดียิ่งนักแล้วกลิ่นยังติดกายอยู่ได้หลายชั่วยาม” เจียวอวี๋กล่าวพลางหยิบขวดน้ำอบสองขวดจากมืออาฟู่
“ข้ารู้ว่าลี่ถิงชอบกลิ่นโมลี่ฮวา นี่ของเ้า ส่วนเลี่ยงหรงเป็กลิ่นดอกอิงฮวากับโป้เหอเช่นเดียวกับข้า”
เจียวอวี๋กล่าวพร้อมเผยรอยยิ้มบางด้วยความภูมิใจที่นางสามารถปรุงกลิ่นตามใจ้าออกมาได้ อีกทั้งยังแบ่งปันให้สหายสนิทได้ใช้อีกด้วย ลี่ถิงและเลี่ยงหรงรับขวดกระเบื้องเคลือบขนาดเล็กจากมือเจียวอวี๋ขึ้นมาดม ต่างก็แสดงสีหน้าพึงพอใจกับของฝากจากสหายเป็อย่างยิ่ง
“พวกเ้าชอบก็ดีแล้ว หากข้าทดลองทำกลิ่นใหม่ๆ ออกมา ข้าจะนำมาให้พวกเ้าใช้อีก แต่ว่าตอนนี้ข้าต้องรีบไปทำงานสำคัญให้กับท่านแม่ ข้าขอตัวก่อน”
ครั้นมอบของฝากเสร็จสิ้น เจียวอวี๋จึงกล่าวลาสหาย ก่อนจะย่างเท้าออกจากโรงเตี๊ยมไปโดยมีอาฟู่ติดตามอยู่ด้านหลัง ทว่าในขณะเดียวกันนั้นเอง ภายในหอฟางหรูอันโอ่อ่า กลุ่มชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ หนวดเครารุงรังสีหน้าดุดัน ต่างสบตากันพลางค่อยๆ ทยอยลุกออกจากโต๊ะโดยไร้ซึ่งสุ้มเสียง แล้วลอบติดตามรถม้าของเจียวอวี๋ไปอย่างแเี โดยที่สองนายบ่าวไม่ทันได้รู้ตัว