เป็ธรรมเนียมปีใหม่ทุกปี ที่บ้านยายดาวเรืองจะจัดงานปีใหม่อย่างยิ่งใหญ่ อย่างน้อยๆก็ยิ่งใหญ่ที่สุดในซอยดาวเรือง
เช้านี้ที่อุณหภูมิเลขหลักเดียว ทุกคนที่ตกค้างในซอยไม่ได้กลับไปหาใครที่ไหนพร้อมหน้าพร้อมตาพร้อมใจใส่ชุดขาวไม่ว่าจะผู้หญิงผู้ชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ เดินไปตักบาตรปีใหม่ในวัดที่อยู่ในซอยใหญ่ข้างๆ ต่างคนต่างต้องเตรียมถาดคาวหวาน อาหารแห้งตามความสะดวกของแต่ละบ้าน โดยมีข้าวต้มมัดไส้กล้วย กับข้าวต้มญวน ที่ทุกบ้านช่วยกันทำเมื่อวานนี้เป็อาหารหลักในการใส่บาตร
อากาศหนาวเย็น แดดอ่อนรำไร มะลิฉัตรในชุดซิ่นผ้าฝ้ายทอมือ ข้างในใส่เสื้อยืดแขนยาวสีขาว ก่อนทับด้วยผ้าฝ้ายคอจีนสีเดียวกับเสื้อตัวใน พันคอด้วยผ้าไหมหมักโคลนโทนสีชมพู มวยผมหยักศก ปักด้วยดอกสะเลเตที่ปลูกข้างบ้านนางฟ้าของเธอ ใบหน้าหมดจด ทาลิปสติกสีชมพูอ่อน เดินยกถาดเงินใส่ข้าวสารแห้งแบ่งบรรจุใส่ถุงพลาสติกขนาดเล็กๆหลายสิบห่อออกมายืนรับแดดอ่อนๆรอคนอื่นๆหน้าบ้าน
ปณตกับแผ่นเปิดประตูรั้วบ้านเดินออกมาพอดี ปณตในชุดกางเกงยีนส์ เสื้อไหมพรมสีขาว รองเท้าหนังสีดำ ยกถาดสังกะสีลายดอกที่มีปลากระป๋องเรียงรายเตรียมใส่บาตร กล่าวทักทายมะลิฉัตร มะลิฉัตรหันมายิ้มหวานให้ พลางกล่าวทักทายเด็กชายที่เธอเอ็นดู วันนี้แผ่นดินใส่ชุดวอร์มสีขาวที่เธอซื้อมาฝากจากห้างดังในเมืองหลวง เธอเหมาซื้อมาฝากเด็กชายทั้งซอยด้วยราคาที่ไม่แพง แน่นอนว่าถ้าแฝดอยู่ก็คงใส่ชุดวอร์มเดียวกันนี้เหมือนกัน เ้าเมฆอีกคนถ้าใส่พร้อมกันทุกคนจริงๆคงเหมือนลัทธิอะไรสักอย่าง น่ารักพิลึก เธอยิ้มมุมปากเล็กๆให้กับจินตนาการของตัวเอง
“พี่ดิน เอาอะไรตักบาตรครับวันนี้”
“พี่ดินเอามาม่าไปใส่ครับ พ่อเอาปลากระป๋อง” เด็กชายตอบพร้อมยกตระกร้าให้เธอดู มะลิฉัตรพยักหน้าเข้าใจเพราะการอยู่กันสองพ่อลูกจะมีเวลาไปพิรี้พิไรหาอะไรมาใส่บาตรกัน
“น้ากลางอยากกินมาม่าจังเลย” พูดหยอกเย้าเด็กชายที่อยู่ตรงหน้า แผ่นดินยิ้มรับพร้อมกับใช้มือน้อยๆยื่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้คนสวยของเขา มะลิฉัตรหัวเราะปากกว้างเสียงดัง
“น้ากลางล้อเล่นน่า เอาของพระบาปพอดี” น้ำเสียงเอ็นดู ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ รอยยิ้มแสนหวานบนริมฝีปากสีชมพู ทำให้แผ่นดินรู้สึกวูบวาบในท้องจนยืนบิดตัว
ปณตยืนพินิจใบหน้าของมะลิฉัตรอย่างไม่ละสายตา ใบหน้ารูปไข่ หมดจด ดวงตาเรียวเล็ก จมูกรั้นเชิด คิ้วบางเล็ก ปากกระจับที่โดยปกติมักทาสีแดงชาด มาวันนี้ทาสีชมพูอ่อนทำให้ดูแปลกตา แต่งตัวเรียบร้อยไม่ฉูดฉาดเท่าวันปกติก็ทำให้เสน่ห์ของเธอไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ผิวสีน้ำผึ้งอาจได้มาจากตาสมัคร เพราะมณจำปาผิวขาวเหลืองเหมือนยายดาวเรือง ในบรรดาสามพี่น้อง มะลิฉัตรถือว่าเป็คนที่สวยเก๋ที่สุด ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยเจอกรรณิการ์แต่ป้าวรรณาก็มักเกาะรั้วมีเื่เล่าให้ฟังบ่อยๆ
“ดาวเรืองน่ะ มันเป็เด็กแสบ ทะโมน แก่นเซี้ยว พอมีลูก สมัครอยากให้ลูกเรียบร้อยเลยตั้งชื่อเป็ดอกไม้สีขาว ไม่เอาสีฉูดฉาดเหมือนแม่ แต่ดาวเรืองเขาก็กลัวว่าลูกสาวจะจืดไป ไม่มีเสน่ห์ กลัวคนไม่มาจีบ เลยเอาเป็ไม้ขาวกลิ่นหอม พบกันครึ่งทางกับผัวเขา เออ ตั้งชื่ออย่างไรก็ได้อย่างนั้น ลูกสาวบ้านนี้ออกมาสวยๆทุกคน หนุ่มๆเข้ามาตอมไม่หยุด แล้วแต่ใครจะตาดีได้ตาร้ายเสีย” ป้าวรรณาเงียบไปสักพักเมื่อนึกได้ว่ากำลังพาดพิงหลานสาวคนโต
“ยายกลางนี่แหล่ะ เปิ๊ดสะก๊าดสุด เสน่ห์แรงั้แ่เรียนมหาลัยละ ยิ่งกลับมาจากนอกยิ่งทะลุโลกไปกันใหญ่ มีหนุ่มๆมาสนใจเยอะ แต่ก็ยังไม่เลือกใครสักที นี่ป้าล่ะลุ้น อยากเห็นเนื้อคู่ยายกลางเขา พ่อปณตไม่ลองจีบดู หล่อๆแบบนี้น่าจะติดนะ” ปณตสะดุ้งกับความแม่สื่อแม่ชักของป้าวรรณาก่อนปฏิเสธเสียงแข็ง
“เขาไม่เอาผมหรอก พ่อม่ายลูกติด แถมยังไม่มีสมบัติอะไรด้วย”
“เอ้า ไม่ลองก็ไม่รู้ แต่ยายกลางน่ะคุมยาก เขาหัวแข็ง” ป้าวรรณาหัวเราะแล้วเดินจากไป ปล่อยให้เขายืนคิดถึงคำเชียร์เมื่อครู่อยู่คนเดียว
ั้แ่ย้ายมาอยู่ที่นี่ นอกจากกรรณิการ์ที่อยู่เมืองนอกแล้ว ก็เป็มะลิฉัตรนี่แหล่ะที่เขายังไม่สนิทด้วยในซอยนี้ เพราะเวลาทำงาน เลิกงานไม่ตรงกัน ทำให้เขาและเธอไม่ค่อยได้ร่วมกินข้าวด้วยกันมากนัก ทักทายกันตามมารยาทเท่านั้น เขาจะสนิทใจกับมณจำปามากกว่า มะลิฉัตรนั้นนานๆถึงได้ร่วมวงสนทนาสักครั้ง ด้วยทีท่าที่ไม่แยแสใคร สีหน้าเรียบเฉยราวกับรำคาญทุกคนบนโลกใบนี้ คำพูดที่ตรงไปตรงมาทำให้เขาค่อนข้างที่จะเกร็งๆเวลาอยู่ใกล้ มีแต่ลูกชายเขาที่พูดถึงน้ากลางปากแดงคนนี้บ่อยๆ น้ากลางเก่งอย่างนั้น น้ากลางพูดปะกิตเก่งอย่างนี้ น้ากลางทำเครปอร่อย น้ากลางวาดรูปสวย น้ากลางตัวหอม เขาเองก็อยากรู้ว่าใครจะเป็คนปราบขบถเธอได้ แต่ไม่ว่าเป็ใครเขาคนนั้นชีวิตคงมีสีสันไม่น้อย
มะลิฉัตรเหลือบมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าผ่านแผงขนตาหนาแน่น รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้าง ผิวเข้ม หน้าตาคมสัน ใบหน้าเปื้อนยิ้มจนเอียนชวนเธอหงุดหงิด หากไม่ได้ยินเื่ราวของเขาผ่านแม่ของเธอ เธอคงบอกให้เขาหยุดยิ้มเสียที แต่เพราะการยิ้มเป็การปกปิดความเศร้าในใจเธอจึงปล่อยให้เขายิ้มเต็มที่ โดยเธอจะยอมกลืนความคลื่นเหียนนี้เอง
มะลิฉัตรเชิดหน้าใส่แสงแดดอ่อนๆเพื่อรับไออุ่นยามเช้า หลับตาพริ้มรับแสงเต็มที่ ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า ลมอ่อนๆพัดมาทำให้ปรอยผมปลิวสไว เธอชอบความรู้สึกกึ่งอุ่นกึ่งเย็นแบบนี้จนเผลอยิ้มออกมา
ปณตจ้องมองภาพที่อยู่ตรงหน้าด้วยใจสั่นระริก เืพุ่งสูบฉีดจนหน้าแดงก่ำ เหงื่อออกด้วยความร้อนจากอัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วเกินไปเหมือนลมกรรโชกบนยอดเขาที่พัดพาใจเขาลอยปลิวไร้ทิศทาง เขากำลังสูญเสียการควบคุมของหัวใจ
“แผ่นดินนน ใส่ชุดขาวเหมือนกันเลย” เสียงแหลมเล็กของเมฆาร้องทักแผ่นดิน พร้อมวิ่งมาหา ชนกับปณตที่ล่องลอยไปในอากาศให้สะดุ้งตื่นจากภวังค์นั้น ปณตเดินถอยหลังออกมาเพื่อตั้งหลัก เขาสูดหายใจลึกๆเบาๆเพื่อไม่ให้ใครเห็นความผิดปกติ
“ขอโทษครับลุงปณต” เมฆายกมือน้อยๆไหว้ขอโทษอย่างนอบน้อม พร้อมส่องลงไปในตระกร้าใส่บะหมี่สำเร็จรูปของแผ่นดิน
“บ้านเราแม่ทำไข่ต้มมา ต้มเยอะ เราได้กินไข่ต้มด้วยเมื่อกี้” เมฆากล่าวอวดอ้างไข่ต้มของแม่ให้แผ่นดินฟัง มะลิฉัตรลืมตามองเมฆาด้วยสายตาเอ็นดู ย่อตัวลงข้างหน้า จัดเสื้อวอร์มให้เข้ารูป
“โห โตไวอะ เดี๋ยวน้าต้องเปลี่ยนไซส์อีกละ โตจนตามไม่ทันละเนี่ย” เสียงเย้าหยอกเด็กชาย ทำให้ปณตที่ยืนตั้งหลักตรงนั้นหันมองตาม
แววตาเฉียบคมรู้ทันคนในยามนี้ช่างไร้เดียงสาเมื่ออยู่กับเด็ก หัวใจเขาเต้นแรงอีกครั้งจนต้องหันหลังทำท่ามองยอดตำลึงที่แก่จัดขาดการรดน้ำอย่างสนใจเพื่อเบี่ยงเบนความรู้สึกที่ปั่นป่วนของตนเอง
มะลิฉัตรมองแผ่นหลังกว้างนั้นอย่างสงสัย คนอะไรสนใจยอดตำลึง สงสัยอยากกินแกงจืดตำลึง แต่อากาศแบบนี้ได้กินแกงอะไรอุ่นๆก็คงดี อาหารที่วัดน่าจะเยอะแน่ๆ กินอะไรดี มีอะไรบ้าง เธอสนุกกับการจินตนาการอาหารที่แขกเอามาถวายวัดอย่างเพลิดเพลิน ท้องไส้เริ่มหิว
ปณตสูดลมหายใจลึกๆผ่อนหายใจยาวจนอัตราการล่องลอยของหัวใจเป็ปกติ หันหน้ามาอีกครั้ง ทันทีที่เห็นมะลิฉัตรยืนยิ้มในสิ่งที่กำลังจะได้กินในวัดก็กลับมาปั่นป่วนอีกครั้ง จนต้องหันหลังกลับไปสงบสติอีกรอบ มะลิฉัตรเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลนแบบนั้นก็แปลกใจ เอาเถอะ ยังไงเขาก็เป็คนไม่ค่อยปกติในสายตาเธออยู่แล้ว ท่าทีแบบนี้คงเป็ปกติของเขานั่นแหล่ะ
แก้วมุกดาวิ่งออกมาใส่ชุดเอี๊ยมสีชมพู เสื้อข้างในสีเหลือง เสื้อกันหนาวสีขาวสีเดียวกับหมวกถักไหมพรม วิ่งมาหาแผ่นดินด้วยความดีใจ แผ่นดินใช้มือสองข้างประคองหน้าถูไปมาเบาๆเธอด้วยความเอ็นดู เมฆาเดินมาหาแก้วมุกดาพยักหน้าให้ แก้วมุกดาพยักหน้าตอบเป็การทักทายกลับ
พอใจเดินจูงมือส้มออกมา โดยมีสมชายเดินถือถาดสังกะสีที่มีปลาแดดเดียวทอดใส่ถุงพลาสติกวางอยู่จำนวนหนึ่ง พอใจใส่ชุดเอี๊ยมสีชมพูเหมือนกับแก้วมุกดา เสื้อกันหนาวเนื้อหนาสีขาว แน่นอนว่าชุดเอี๊ยมนี้มะลิฉัตรเป็คนซื้อให้ จะซื้ออะไรให้ใครต้องให้เหมือนกัน เท่ากัน เดี๋ยวเขาจะน้อยใจ เธอคิดเองไปแบบนั้น การมีหลานเยอะๆแบบนี้ดี เธอชอบ หลายครั้งที่เหนื่อยล้าจากงาน มะลิฉัตรมักมาเล่นกับหลานๆในซอยเพื่อเอาพลังงานบวก บางครั้งความคิดของเด็กๆก็จุดประกายความคิดให้กับงานของเธออย่างคาดไม่ถึง
“ส้มทอดปลาแห้งไปใส่บาตร ทอดเผื่อบ้านเราด้วย เผื่อเที่ยงๆกลับมากินแกล้มขนมจีน” ส้มกล่าวขึ้นกับมะลิฉัตร
“ดี” มะลิฉัตรยิ้มรับ แกงเขียวหวานไก่ที่แม่เธอทำหม้อใหญ่กินแก้มกับปลาแห้งทอด อร่อยเข้ากันอย่างดีเยี่ยม ไหนจะสารพัดผักอีกกองพะเรอเกวียน ไข่ต้มอีกหนึ่งตระกร้า วางรออยู่บนโต๊ะหน้าบ้านรอแขก
ปกติวันปีใหม่ ยายดาวเรืองมักจะตื่นเต้นเป็พิเศษ นอกจากคนในซอยแล้ว ยังมีคนเก่าๆที่ย้ายออกไปกลับมาสวัสดีปีใหม่ มาอวยพร ถือโอกาสมาเยี่ยมเยียนกันด้วย บางคนเป็ญาติ บางคนเป็เพื่อนบ้าน หลายต่อหลายคนเป็คนที่เคยมีไมตรีจิตต่อกัน บางคนก็เป็คนที่รักตาสมัคร เมื่อตาสมัครไม่อยู่ก็ยังมาหายายดาวเรืองผู้เป็ภรรยาแทน โดยทั้งวันนั้นจะมีแขกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาไม่หยุด เอากระเช้า เอาผลหมากรากไม้ เอาเหล้านอกมาให้ เป็่เวลาของการคืนสู่เหย้า การขอพรปีใหม่ โดยมีอาปลัดแจกซองของขวัญให้กับทุกคนในซอย ความหนาของซองขึ้นอยู่กับอายุ แน่นอนว่ายายดาวเรืองได้ซองหนากว่าใครเขาทุกปี
เ้าบ้านอย่างยายดาวเรืองจึงต้องเตรียมอาหารไว้ต้อนรับแขกอย่างทั่วถึง เหลือดีกว่าขาด ปีนี้มีแกงเขียวหวานไก่ กับน้ำยาปลากะทิที่เตรียมไว้ั้แ่เมื่อวาน ขนมจีนเส้นสด 10 กิโลกรัม กินกับไข่ต้มอีกหนึ่งตระกร้า มีไก่ย่างอีก 20 ตัวที่สั่งจากร้านปรางจิต ข้าวต้มญวน ข้าวต้มมัด เครื่องดื่มทั้งของเด็กของผู้ใหญ่ นอกนั้นแล้วแต่ใครจะยกมา
ปกติแขกจะมาราวๆเที่ยง เพราะพวกเขารู้ดีว่าบ้านดอกไม้ต้องไปทำบุญที่วัดกันก่อน กว่าจะกลับก็ราวๆเพล เป็ประเพณีประจำปีที่ยายดาวเรืองจะพาลูกๆไปกินข้าววัดในวันปีใหม่ “ไปกินบุญน่ะ” ยายดาวเรืองบอก อาหารที่นำมาถวายวัดปกติมักจะดี อร่อย ทำอย่างพิถีพิถัน แต่วันปีใหม่เป็วันพิเศษที่อาหารมักจะดียิ่งขึ้นไปอีก การกินข้าววัดในวันปีใหม่เลยกลายเป็ประเพณีประจำครอบครัวไป
อาปลัดเดินตามหลังบ้านสมชายมาห่างๆ ในมือมีกระเช้ากล้วยที่ตัดจากเครือหลังบ้านกับส้มที่ได้มาจากตลาด พออยู่คนเดียวก็ใช้ชีวิตง่ายๆไม่ยุ่งยาก นึกถึงตอนที่ภรรยายังแข็งแรงต้องตื่นตีสามพากันไปตลาดซื้อของมาทำห่อหมกของโปรดเขาใส่บาตรปีใหม่ทุกปี “พี่จะได้มีของโปรดไปกินชาติหน้า” อนิจจาภรรยาเขาไม่เคยทำของโปรดของตัวเองเลยสักครั้งั้แ่อยู่กินกันมา อย่างนี้ภรรยาเขาจะมีอะไรกินรึเปล่า? เอาเข้าจริงๆเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภรรยาของเขาโปรดปรานอะไร ตอนที่ป่วยก็บอกแต่กินอะไรก็ได้ เขาก็เทียวหาซื้อของดีที่สุด อร่อยที่สุดให้แต่ร่างกายก็ยังซูบผอมไม่ดีขึ้น คิดมาถึงเท่านี้ก็ต้องหยุดคิด ไม่งั้นอารมณ์เช้านี้จะเศร้าเกินไป อาปลัดสลัดความคิดจูงสติกลับมาในปัจจุบัน เดินถือตระกร้าเอามือไพล่หลังอันเป็ท่าประจำตัว กล่าวทักทายทุกคนอย่างสดใส
ยายดาวเรืองเดินออกจากบ้านในชุดผ้าซิ่นไหมทอมือสีขาว เสื้อเข้าชุด ผมหยักศกเก็บเรียบมวยไว้ที่ท้ายทอยมีดอกจำปาดอกโตแซมโดยรอบ ผ้าพันคอผ้าไหมสีครั่งแดงอมชมพูสดใสทำให้อายุดูลดลง ในมือถือตระกร้าสานใบโตเรียงด้วยข้าวต้มมัดอย่างเป็ระเบียบ สมชายเดินไปยกตระกร้าจากมือ เพื่อให้ยายดาวเรืองเดินเหินได้สะดวกขึ้น
มณจำปาเดินตามออกมาพร้อมปิดประตูรั้วบ้าน ใส่ซิ่นผ้าฝ้ายสีม่วงอ่อน เสื้อแขนยาวผ้าฝ้ายสีขาวคอแหลม ข้างในใส่เสื้อคอเต่าสีฟ้าอ่อน มีผ้าพันคอใยกัญชงสีม่วงเข้าชุดกับผ้าซิ่น ปล่อยผมหยักศกยาวสลวย ปลายผมมีดอกจำปาร้อยติดอยู่ประปราย มือถือถาดเงินที่เรียงข้าวต้มญวนกองใหญ่ เดินยิ้มกล่าวสวัสดีปีใหม่ทุกคนในบริเวณนั้น
ปณตมองสาวๆบ้านดอกไม้อย่างชื่นชม บ้านนี้สวยกันทั้งหมดอย่างที่ป้าวรรณาบอก กิริยามารยาทงาม เรียบร้อย แถมยังมีความเป็แม่ศรีเรือนอย่างที่หญิงไทยควรจะมี ก่อนตวัดสายตามาที่ลูกสาวคนกลาง ถึงแม้จะดูเปรี้ยวนำสมัย แต่ก็มีเสน่ห์แบบที่ใครก็ยากจะละสายตาได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่สายตาเขา ยิ่งพิศยิ่งรั้งเขาไม่ให้ถอนสายตาไปที่อื่น ขณะที่ยืนมองมะลิฉัตรอย่างเก็บสายตาไม่อยู่ จ้องมองเธอราวกับเครื่องบันทึกภาพ ปณตไม่รู้ตัวเลยว่าคนในซอยที่ยืนอยู่ตรงนั้นเห็นสายตาหยาดเยิ้มของเขากันหมดเสียแล้ว ยกเว้นแต่เ้าของใบหน้าเ้าเสน่ห์ที่มัวแต่เล่นกับหลานสาวตัวน้อยไม่ทันได้สังเกตอะไรใครเขา ยายดาวเรืองอมยิ้มสบสายตากับมณจำปา อาปลัดยืนจิ๊ปากหันหน้าไปทางอื่น ส้มกับสมชายยิ้มให้กันอย่างรู้ทัน
ป้าวรรณาเดินมาพร้อมกับปรางจิต ในชุดผ้าซิ่นไหมสีดำเสื้อไหมพรมถักสีขาวนวล ใส่หมวกถักสีขาว มีผ้าฝ้ายพันคอสีฟ้า ยิ่งอายุมากยิ่งหนาวง่ายเลยต้องประโคมไว้ก่อน ยายดาวเรืองรีบเดินไปรั้งแขนป้าวรรณา ก่อนกระซิบกระซาบอะไรคิกคัก เดินนำขบวนไปวัด ทั้งหมดเริ่มเดินตามอย่างเป็ระเบียบ ส้มรีบเดินมาหาปรางจิตในชุดผ้าซิ่นพิมพ์ลายสีสดใส เสื้อผ้าฝ้ายแขนยาวสีขาวที่เข้ารูปเน้นทรวดทรง ทำให้ดูเย้ายวนแบบไม่ตั้งใจ มีผ้าใยกัญชงสีครีมคลุมไหล่ ส้มสะกิดให้ปรางจิตเดินช้าลงจนรั้งท้าย กระซิบกระซาบบางอย่างจนปรางจิตหัวเราะคิกคักแววตาเป็ประกาย
มะลิฉัตรหันมามองเสียงคิกคักนั้นด้วยแววตาสงสัย ก่อนจะหันไปเจอน้องสาวของตนอมยิ้มหน้าระรื่น มะลิฉัตรเลิกคิ้วเป็เชิงคำถาม มณจำปาส่ายหน้าแทนคำตอบว่าไม่มีอะไร เมื่อสักครู่เธอคงพลาดอะไรไปสินะ เอาไว้ทำบุญเสร็จค่อยถามก็ได้ อาการหน้านิ่วคิ้วขมวดพร้อมแววตาช่างสงสัยถูกปณตที่เดินอยู่ข้างหลังบันทึกไว้หมดแล้ว
เสียงจิ๊ปากเบาๆของอาปลัดดังขึ้นเป็ระยะ