บทที่ 35 ห้าปีแห่งขอบเขตวิญญาณฟากนภา
หลินฉางเซิงรีบกล่าวต่ออีกว่า “ตามจดหมายที่ท่านอาจารย์อาวุโสทิ้งไว้ เพียงแค่บีบแผ่นไม้ให้แตกก็จะสามารถจารึกชื่อของเจ้าลงไปและส่งข่าวไปยังตำหนักเอกเต๋าได้”
“ศิษย์พี่!! อย่างน้อยท่านก็ควรถามข้าก่อนสิ!” เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้เฉินชิงหยวนไม่รู้จะทำอย่างไร
“แต่เดิมข้าตั้งใจจะรอให้เจ้ากลับมาก่อนแล้วค่อยบอก ใครจะรู้ว่าพอข้าหยิบแผ่นไม้ออกมาเพียงชั่วพริบตาเดียว ก็บังเอิญบีบมันแตกซะแล้ว” พูดถึงเรื่องนี้ ก็ดูประหลาดอยู่สักหน่อย คาดว่าท่านอาจารย์อาวุโสคงตั้งค่ายกลเอาไว้ตั้งนานแล้ว พอเปิดกล่องออก ก็จะกระตุ้นค่ายกลทำให้แผ่นไม้แตกออก
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ต่อให้เฉินชิงหยวนไม่อยากไปตำหนักเอกเต๋าแต่ก็ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้
หลินฉางเซิงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เฉินชิงหยวนฟัง บอกว่าตนเองก็ค่อนข้างจนปัญญาเช่นกัน
“แผ่นไม้แตกแล้ว หมายความว่าเจ้าได้กลายเป็นผู้สมัครของตำหนักเอกเต๋าแล้ว รอจนถึงเวลาที่กำหนด คนของตำหนักเอกเต๋าก็จะมาตามตัวเจ้าไป เพื่อเข้าร่วมการทดสอบ ศิษย์น้องเจ้ายังมีคำถามอะไรอีกหรือไม่?” หลินฉางเซิงถาม
“ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าจะพูดอะไรได้อีกเล่า” เฉินชิงหยวนหัวเราะขื่น ๆ
“นี่เป็นความปรารถนาสุดท้ายที่ท่านอาจารย์อาวุโสทิ้งไว้ หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” ไม่มีใครรู้ว่าตำหนักเอกเต๋ามีประวัติความเป็นมาอย่างไรกันแน่ หลินฉางเซิงเชื่อว่าท่านอาจารย์อาวุโสจะไม่ทำร้ายเฉินชิงหยวน จึงไม่ได้กังวลมากนัก
“ข้าเข้าใจแล้ว” เฉินชิงหยวนพยักหน้าเบา ๆ สีหน้าดูซับซ้อน
‘ท่านอาจารย์จอมขี้โกงของข้า ช่างหาเหาใส่หัวข้าเก่งจริง ๆ เลย!’
“เรื่องของตำหนักเอกเต๋า ข้าก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมาเมื่อไหร่”
“ร่างกายของเจ้าเพิ่งจะฟื้นตัว พักผ่อนให้ดีเถิด!” หลินฉางเซิงกำชับ “ดินแดนฝูหลิวซิงช่วงนี้ไม่ค่อยสงบเท่าไหร่ ช่วงนี้เจ้าอย่าออกไปข้างนอกเลย! อยู่แต่ในบ้านเถอะ!”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เฉินชิงหยวนกลับมายังถ้ำของตน ครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เหมือนมีมือใหญ่ที่มองไม่เห็นกำลังผลักดันทุกอย่าง ทำให้ตัวเขาก้าวเข้าสู่เส้นทางใหม่
ไม่ว่าจะเป็นสุสานและหอกเงินในแดนมรณะ หรือตำหนักเอกเต๋าที่เพิ่งรู้มา ล้วนบ่งบอกว่าอนาคตของเฉินชิงหยวนคงไม่ราบรื่น อาจต้องเผชิญกับปัญหายุ่งยากมากมาย
วันเวลาแสนสุขสบายที่สำนักเสวียนชิง แต่คงใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้นานแล้ว
แบบนี้แหละ เฉินชิงหยวนใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบมาห้าปี
ในห้าปีนี้ การบำเพ็ญของเฉินชิงหยวนก็ก้าวกระโดด บรรลุถึงขอบเขตวิญญาณฟากนภาแล้ว อีกก้าวเดียวเฉินชิงหยวนก็จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตาน
เมื่อถึงขั้นต่อไป การเพิ่มพูนวรยุทธ์ของเฉินชิงหยวนคงไม่ง่ายเช่นนี้อีกแล้ว
ยิ่งก้าวหน้า ก็ยิ่งยาก
เหล่าผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนในโลกนี้ต้องใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะฝึกบำเพ็ญถึงขอบเขตจินตาน ส่วนเฉินชิงหยวนนับตั้งแต่มีกระดูทองคำมาจนถึงตอนนี้ เต็มที่ก็ไม่ถึงสิบปี
ก้าวต่อจากนี้ เฉินชิงหยวนคงไม่ต้องใช้เวลานานมากนัก
ในช่วงนี้ นอกจากบำเพ็ญตนแล้ว เฉินชิงหยวนก็ดื่มสุราและน้ำชากับบรรดาเหล่าศิษย์พี่ในสำนัก ชีวิตช่างสุขสบายเหลือเกิน ไม่ว่าเขาจะไปที่ใด ลูกศิษย์ในสำนักต่างให้ความเคารพนับถือเขาอย่างยิ่ง เรียกเขาว่าท่านผู้อาวุโสเฉินกันทั้งนั้น
“ท่านผู้อาวุโส นี่คือบัญชีที่เพิ่งเก็บมา ท่านลองดูสิ” หลินผิงเหยียนเปิดประตูเข้ามา วางถุงเก็บสรรพสิ่งไว้บนโต๊ะ เพื่อแก้ไขนิสัยที่ลังเลและอ่อนแอของหลินผิงเหยียน เฉินชิงหยวนได้นำบัญชีเก่าแก่หลายฉบับออกมาให้หลินผิงเหยียนออกไปตามทวงหนี้
ในตอนแรก หลินผิงเหยียนไม่ค่อยเต็มใจนัก รู้สึกว่าตนเองคงทำเรื่องนี้ได้ไม่ได้ดีแน่ แต่ภายใต้แรงกดดันจากเฉินชิงหยวน หลินผิงเหยียนจึงจำต้องทำตามแต่โดยดี
บางครั้ง หลินผิงเหยียนก็เก็บหนี้บางส่วนไม่ได้ ก็จะกลับมาบอกเฉินชิงหยวน จากนั้น เฉินชิงหยวนก็จะแนะนำหลินผิงเหยียนว่าควรทำอย่างไร เช่น ไปท้าทายถึงประตูบ้าน จ้างคนมาด่าที่ถนน ปิดล้อมประตูใหญ่ เป็นต้น
หลังจากผ่านไปสักพัก หลินผิงเหยียนก็ค่อย ๆ คุ้นเคยกับขั้นตอนการดำเนินการเหล่านี้ หลังจากผ่านไปสองสามปี ก็ไม่ต้องให้เฉินชิงหยวนลงมืออีกต่อไป หลินผิงเหยียนสามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
“หลินผิงเหยียน! ของทั้งหมดนี้เป็นของเจ้า เจ้าเอาไปเถอะ!”
เพื่อให้หลินผิงเหยียนตระหนักถึงความผิดพลาดในอดีตของตนเองอย่างลึกซึ้ง เฉินชิงหยวนจึงมอบทรัพยากรทั้งหมดที่ได้รับให้กับหลินผิงเหยียน
ในตอนแรก หลินผิงเหยียนลังเลใจ บอกออกมาตรง ๆ ว่า ‘ไม่เอา!’ แต่ภายใต้การโต้แย้งอย่างมีเหตุผล เฉินชิงหยวนก็ยัดเยียดทรัพยากรใส่มือของหลินผิงเหยียน อย่างแรง
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสมาก”
เมื่อมองดูทรัพยากรมากมายเหล่านี้ หลินผิงเหยียนรู้สึกเหมือนเป็นเศรษฐีใหม่ขึ้นมาทันที
“ไม่ต้องเกรงใจ พวกเราสนิทกันขนาดนี้” เฉินชิงหยวนเดินเข้ามาตบไหล่หลินผิงเหยียนพลางพูดอย่างจริงจัง
“ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า อนาคตย่อมมีความหวัง!”
จากแววตาของหลินผิงเหยียน เฉินชิงหยวนรู้ว่าการบำเพ็ญของตนเองในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้สูญเปล่า หลินผิงเหยียนผู้อ่อนโยนในอดีตได้จากไปแล้วโดยไม่หวนกลับ บุคลิกก็เปลี่ยนไปไม่น้อย
หานซานในอดีตก็เป็นหนุ่มที่ดี ต่อมาได้รู้จักกับเฉินชิงหยวน ก็ค่อย ๆ กลายเป็นคนโลภมาก ตระหนี่ถี่เหนียวมากขึ้น วันนี้หลินผิงเหยียนก็เป็นเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เฉินชิงหยวนทำอะไรมักจะมีพื้นฐานอยู่เสมอ โลภเงินก็โลภเงิน ความเป็นคนก็ความเป็นคน ไม่อาจปะปนกันได้
ยิ่งไปกว่านั้น ทรัพยากรที่เฉินชิงหยวนได้รับมาทั้งหมด เป็นหนี้ที่ปล่อยออกไปเมื่อหลายปีก่อน เพียงแต่ผลประโยชน์สูงขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น และตอนที่ปล่อยเงินกู้ออกไปก็ได้บอกผู้กู้ยืมอย่างชัดเจนแล้ว ฝ่ายหนึ่งเต็มใจตี อีกฝ่ายก็เต็มใจทน
“ท่านผู้อาวุโสเฉิน ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” หลินผิงเหยียนเดินทางกลับมาด้วยความดีใจจนเต็มอก หลังจากที่ข่าวแพร่สะพัดไปหลายวัน ผู้คนจำนวนมากต่างรู้เรื่องที่เฉินชิงหยวนได้ฟื้นฟูรากฐานวิญญาณจนยากจะเชื่อ
เขาได้รับผลกระทบจากกฎของแดนต้องห้ามเทียนหยวน จนกลายเป็นคนที่ไร้ค่า แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่จู่ ๆ จะกลับมาบำเพ็ญได้อีก
แม้จะมีคำกล่าวว่าวิชาแพทย์ของผู้เยียวยานั้นเหนือชั้น แต่ก็ไม่น่าจะกำจัดกฎของดินแดนต้องห้ามที่ตกค้างอยู่ในตัวเฉินชิงหยวนได้
ผู้บำเพ็ญหลายคนรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างน่าสงสัย จึงได้แอบซุ่มอยู่รอบ ๆ สำนักเสวียนชิงหลายครั้ง เพื่อจะได้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริง พวกเขาเชื่อว่านี่เป็นละครที่สำนักเสวียนชิงจงใจแสดง โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกปิดว่าเฉินชิงหยวนได้รับโอกาสบางอย่างจากแดนต้องห้ามเทียนหยวน
ตราบใดที่เฉินชิงหยวนไม่ออกจากประตู ผู้บำเพ็ยจากสำนักต่าง ๆ ถึงแม้จะสงสัย ก็ไม่กล้าลงมือต่อหน้าต่อตา
วันนี้ผู้แข็งแกร่งจากสำนักต่าง ๆ ในดินแดนฝูหลิวซิงได้ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับเรื่องของเฉินชิงหยวน และได้ข้อสรุปออกมาในที่สุด
‘ไปที่สำนักเสวียนชิงพร้อมกัน เพื่อสอบถามต่อหน้า!’
เมื่อร้อยปีก่อน แสงประหลาดในแดนต้องห้ามเทียนหยวนครั้งนั้น ต้องเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งสวรรค์และโลกอย่างแน่นอน เฉินชิงหยวนสามารถอยู่ในเทียนหยวนได้ถึงร้อยปี เขาต้องรู้ความลับมากมายแน่
วันนี้ มีผู้แข็งแกร่งจากสำนักชั้นหนึ่งสิบแห่งถูกส่งตัวมา รวมเป็นผู้อาวุโสระดับแนวหน้าหน้าขอบเขตเทวะผกผันกว่าร้อยคน มาชุมนุมกัน
“ท่านประมุข เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
เมื่อผู้อาวุโสที่สืบข่าวได้ยินเช่นนั้น ก็รีบรายงานเรื่องนี้ทันที
เมื่อได้ยิน หลินฉางเซิงก็ทำสีหน้าเคร่งเครียด มือขวากำที่วางแขนของเก้าอี้แน่น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
“เรียกผู้อาวุโสทั้งหมดไปที่โถงประชุม ให้ลูกศิษย์ที่ออกไปข้างนอกกลับมาให้หมด” หลังจากสั่งคำสั่งนี้แล้ว หลินฉางเซิงหันไปมองผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“เตรียมน้ำชา ต้อนรับแขก”
“ขอรับ”
สำนักเสวียนชิงทุกคนเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
เฉินชิงหยวนที่อยู่ในสำนักก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน เขาพึมพำกับตนเองว่า
“ทั้งที่ข้าเพิ่งกลับมาใหม่ ๆ สำนักต่าง ๆ ก็คิดอยากจะสอบปากคำข้าแล้ว ก่อนหน้านี้ เส้นรากฐานวิญญาณของข้าขาดสะบั้น แต่ยังมีสำนักคอยคุ้มครอง ดังนั้นกลุ่มอำนาจต่าง ๆ จึงไม่กล้าทำอะไรเกินเลยต่อข้า ตอนนี้ข้าสามารถกลับมาฝึกวิชาได้อีกครั้ง พวกนั้นต่างคิดว่าโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในแดนต้องห้ามเทียนหยวนตกอยู่ในมือข้า หรือไม่ก็อยู่ที่ผู้ที่รู้เรื่องนี้”
“ผู้ที่มาคราวนี้คงไม่ได้มาดีแน่ๆ!”
เฉินชิงหยวนเดินออกจากถ้ำ ยืนอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง มองออกไปยังที่ไกล ๆ ด้วยสีหน้าขมวดคิ้ว
สองชั่วยามต่อมา ผู้กล้าจากสำนักต่าง ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น