ตอนที่หนึ่งร้อยสามสิบเอ็ด จุดเทียนขออธิษฐาน
ข้าเสือดำจุดเทียนพระพุทธาตัวข้า
ข้าเสือดำขออธิษฐาน
เทียนที่นมัสการบันดาลให้พ่อกำนันโปรดเมตตา
รับการขอขมาจากข้าเสือดำ...
อาจารย์คงยังทำพิธีต่อไปในการที่ให้เสือดำและบรรดาลูกน้องที่มาบุกปล้นบ้านพ่อกำนันนั้น
คุกเข่าเอาดอกไม้ธูปเทียนมาไหว้กราบขอขมาพ่อกำนันเป็นอันเลิกแล้วต่อกัน
เป็นพิธีกรรมที่ไม่สามารถจะทำได้ในโลกของพระเอกจีนที่ยึดถือศักดิ์ศรีเท่าชีวิตแต่พอที่จะสามารถทำได้ในดินแดนแห่งนี้เพราะเงื่อนไขและสัตย์สาบานมีอยู่จริงในการสาปแช่งสิ่งต่างๆ
และเราไม่ได้แค่เจอกันในโลกนี้ยังอาจจะเจอกันในโลกหน้าหรือโลกต่อๆไปอีกห้าร้อยห้าพัน ห้าหมื่น ห้าแสน ห้าล้านชาติฯลฯ
ไม่แปลกที่พระเอกจีนจะมองว่าการบรรลุการบ่มเพาะพลังกลายเป็นเซียนนั้นจะดีกว่าที่ไม่ต้องมาพบเจอพวกนี้กันอีกครั้ง
เราอาจจะคิดว่าพ่อกำนันหรือคนมีสติที่ไหนไม่น่าจะยอมรับการขอขมาลาโทษจากการที่เคยพยายามฆ่ากันมาก่อนแล้วเลิกแล้วต่อกันได้
แต่นี่ล่ะวงการนักเลงของโลกนี้ล่ะ
พ่อกำนันเป็นผู้ใหญ่ใจนักเลงคนหนึ่งที่สามารถยอมรับการขอขมาลาโทษจากเสือดำได้
ตามเรื่องเล่าของทางการทหารมีการกล่าวเรื่องของนายทหารคนหนึ่งรู้ว่ารุ่นน้องของตนเองคนหนึ่งวางแผนลอบสังหารตนเองแต่ไม่สำเร็จ
และพอคุยกันนขอเตะก้นกันไปทีหนึ่งก็เลิกแล้วต่อกันไป
คนธรรมดาทั่วไปอาจจะงงพอสมควร
แต่นักเลงผู้ยิ่งใหญ่น่ะไม่มีใครคิดเล็กคิดน้อยหรอก..แม้เจิดจะมองว่าพวกนี้ค่อนข้างจะเป็นคนบ้าก็ตาม
“ไหว้พระเถอะพวกเอ็ง”
พ่อกำนันพยักหน้าอย่างพอใจที่เห็นพวกเสือดำเอาดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาลาโทษตนเองก็ทำตัวอย่างผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ต้องรับคนที่มาสวามิภักดิ์ด้วยความจริงใจเอาไว้
“ขอบคุณจ้าพ่อกำนัน ชั้นจะทำงานตอบแทนที่พ่อกำนันเมตตา”
เสือดำและพวกกล่าวยกมือท่วมหัวอย่างว่าง่ายไหว้พ่อกำนันที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สักป่าสงวนให้ทำพิธีขอขมาลาโทษ
“อืม ไม่ต้องห่วงพวกเอ็งมาช่วยงานข้าไม่มีคำว่าผิดหวัง กำนันแจ่มไม่เคยเลี้ยงดูลูกน้องให้อดอยากต่อไปนี้พวกเอ็งก็กินข้าวหม้อเดียวกันแล้วอย่าก่อความวุ่นวายกันล่ะ”
กำนันแจ่มหันไปกล่าวต่อลูกน้องของตนเองที่อยู่ข้างๆเช่นกัน
พวกคนงานในส่วนในไร่ก็มาทำการไหว้สวัสดีทำความรู้จักกับเหล่าเสือดำและลูกน้องโจรที่จะกลายมาเป็นลูกน้องของพ่อกำนันต่อไป
พวกเรารวบรวมสมัครพรรคพวกกันได้ง่ายดายอย่างนี้
ปานเรื่องสามก๊กเลยหรือนี่?
ตกลงไม่มีใครเห็นกฎหมายบ้านเมืองในสายตาจริงๆอ๊ะ?
กุนซือในสามก๊กคนหนึ่งก็บอกว่าในช่วงบ้านเมืองสงครามการรวบรวมพวกโจรมาเป็นพวกคือคนมีใจก่อกบฎ
แต่เจิดพยายามคิดว่านี่คือยุคบ้านเมืองสงบสุข
จอมพลในพระนครได้ทำการเปิดตลาดหุ้นรับระบบทุนนิยมมาใช้แล้ว
ธนาคารสมัยใหม่รถสมัยใหม่ก็เริ่มเข้ามาในพระนครแล้ว
แต่การแพทย์และความเจริญต่างๆยังไม่เข้ามาถึงชนบทเท่านั้นเอง
ยังต้องพึ่งยาผีบอกของอาจารย์คงและโหงพรายล้วงคอเด็กที่กลืนช้อนหรือข้าวของติดคออยู่
ซีรั่มแก้พิษงูก็ยังมาไม่ถึงต้องใช้ปล้องยาของพวกบาบูกับบาบอนเอา
แต่ท่าทางเจิดจะเดาถูกเรื่องนิสัยของทางหลวงที่ชอบเลี้ยงพวกมหาโจรเอาไว้เป็นเจ้าพนักงานในปกครอง
ว่าขอเพียงไม่อาละวาดให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายแก่พวกเสนาบดีเศรษฐีต่างๆ
ต่อให้กดขี่ข่มเหงชาวบ้านอย่างไรทางหลวงก็สามารถที่จะรับได้
หากเราสังเกตข่าวดีดีเรื่องจะเกิดดังขึ้นเพราะทางผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นนั้นไปเล่นงานคนของทางส่วนกลางที่ส่งลงมาทำงานเท่านั้น
เปรียบเปรยว่าเราคือเปาบุ้นจิ้นส่งมาจากเมืองหลวง
ขุนนางท้องถิ่นก็ต้องยำเกรงคนที่มาจากส่วนกลาง
แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะกดขี่ขุนนางในเขตท้องที่ของตนเองอย่างไรก็ได้ก็ตาม
ก็ยังต้องมีเส้นแบ่งที่ทางส่วนกลางขีดเส้นกับขุนนางในแผ่นดินว่า
กดขี่ข่มเหงประชาชนในท้องถิ่นอย่างไรก็ได้
แต่อย่าได้แตะตัวแทนอำนาจของส่วนกลางอย่างเด็ดขาด
แบบเดียวกับที่พระเอกอิเซไคของแดนมังกรได้ขนกองทัพไปปราบปรามโจรท้องถิ่นทั่วแผ่นดินนั่นเอง
หากเปรียบเปรยเป็นอิเซไคแดนมังกร
พ่อกำนันก็คือผู้ยิ่งใหญ่ท้องถิ่นที่เลี้ยงนักเลงหัวไม้ไว้รับใช้ตนเองจำนวนมากมายนั่นล่ะ
เมื่อนักเลงหัวไม้อยู่ใต้เจ้านายเดียวกัน
ทั้งหมดก็เข้ากันได้ค่อนข้างดีพอสมควร
เพราะทุกอย่ากลับคืนสู่สภาพเดิมที่พ่อกำนันเป็นผู้ยิ่งใหญ่ท้องถิ่นเหมือนเดิมโดยไม่ได้มีพระเอกอิเซไคแดนมังกรมาปราบพ่อกำนันแต่อย่างใด