Dominari: A song of evolution

    ตอนที่ 39 หน้าที่

    ลีฟของพวกเรามุ่งหน้าไปสู่เซกเตอร์สิบเจ็ดด้วยความเร็วสูงเหมือนทุกครั้ง ต่างกันที่ครั้งนี้ภายในลีฟค่อนข้างเงียบกว่าครั้งก่อน ๆวายานั่งอยู่ที่เบาะด้านหลังเพียงคนเดียวส่วนผมนั่งอยู่ที่เบาะหน้าข้าง ๆ คนขับ ซึ่งก็คือโทคูลาเอาจริง ๆ ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าวายาจะหัวเสียทำไมเมื่อมีโทคูลามาด้วย เพราะผมเห็นก่อนหน้านี้ทั้งสองก็ดูสนิทสนมกันดีแต่จะให้ผมเป็นคนเริ่มทำลายความเงียบก่อน ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะเข้าไปแทรกจังหวะอันแสนอึมครึมนี้ได้ยังไงดีที่ท้ายที่สุดวายาเป็นคนทำลายความเงียบด้วยตนเอง ก่อนที่ผมจะอึดอัดตายเพราะทนบรรยากาศไม่ไหว“โทคูลา นายรู้ใช่มั้ยว่าฉันไม่ได้ไม่พอใจนาย แต่ไม่พอใจท่านพี่ต่างหาก” วายาโอดครวญด้วยอารมณ์ขุ่นมัว “อุตส่าห์คิดว่าจะไว้วางใจฉันแล้ว แต่ท้ายสุดก็ยังไม่ปล่อยฉันไปไหนมาไหนคนเดียว”“ท่านหญิง ฝ่าบาททรงเป็นห่วงท่านมาก เลยส่งข้าติดตามมาด้วย อย่างที่ท่านทราบแล้วว่าตอนนี้มีเหตุการณ์ไม่น่าไว้ใจเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน” “ก็รู้ แต่ฉันอยากไปไหนมาไหนคนเดียวเหมือนเมื่อก่อนบ้าง ฉันอยากได้รับสิทธิที่เคยได้รับนั้นกลับมา นี่ร่วมร้อยปีแล้วนะที่ไม่ปล่อยฉันไปไหนเลย อึดอัดจะตายอยู่แล้ว” วายากระทืบเท้าลงกับลีฟจนสั่นไปทั้งลำผมไม่รู้จะพูดอะไรเพื่อให้วายารู้สึกดีขึ้นจึงนั่งเงียบ ๆ มองออกไปนอหน้าต่าง ส่วนโทคูลาก็กลับไปสนใจกับการขับลีฟต่อโดยไม่พูดอะไรออกมาอีกภายในลีฟจึงปกคลุมไปด้วยความเงียบจนเราเดินทางมาถึงคฤหาสน์ของอาเบล............................................................. คนแรกที่รอการกลับมาของพวกเรากลับเป็นคนที่ผมคิดไม่ถึงที่สุดอาเบลซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นโดยมีเยว่เฟิงยืนอยู่ด้านหลังคือคนคนนั้น“อาเบล” ผมกล่าวทักเขาก่อน เขาค้อมศรีษะให้เล็ก ๆ ก่อนกล่าวทักทายกลับ“คาล ท่านหญิงและก็...”“โทคูลาครับ ท่านอาเบล ข้าเป็นองค์รักษ์แห่งท่านไลคาออน เป็นเกียรติที่ได้พบอดีตสมาชิกสภาผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่าน”โทคูลาแสดงความนอบน้อมและความเคารพอย่างเห็นได้ชัดเจนอดีตสภา? อาเบลเป็นอดีตสมาชิกสภาทั้งสิบสอง? ผมสับสนไปหมด และอาเบลคงสังเกตุเห็น จึงกล่าวกับโทคูลาและผม “ยินดีที่ได้พบคุณเช่นกันโทคูลา ตามท่านหญิงวายามาแบบนี้ แปลว่าไลคาออนคงส่งคุณไปดูแลท่านหญิงด้วยซินะ”อาเบลยิ้มให้โทคูลา จากนั้นก็หันมาหาผม“เรื่องเก่าแก่น่ะคาล อย่าไปสนใจเลย”จากนั้นเขาก็หันหน้าไปคุยกับวายา“และการที่ท่านหญิงกลับมา ก็แปลว่าได้รับการอนุญาตจากไลคาออนแล้วซินะครับ”วายาพยักหน้าให้อาเบล“อืม” “ถ้าอย่างนั้นเราเตรียมออกเดินทางกันดีมั้ยทุกท่าน คนอื่น ๆ รอเราอยู่แล้ว” หลังจากอาเบลพูดจบ เขาก็เรียกให้พวกเราตามเขาเข้าไปยังด้านในของคฤหาสน์ เดินตามทางเดินไปครู่หนึ่งพวกเราก็พบเข้ากับห้องเพดานสูงห้องหนึ่งที่ตั้งอยู่สุดปลายอาคารด้านหนึ่งรูปทรงของห้องนี้มองไปคล้ายวิหารหรือไม่ก็โบสถ์ภายในห้องเรียงรายไว้ด้วยม้านั่งยาวเป็นแถว ๆ หลายสิบตัว โดยเว้นทางเดินตรงกลางเอาไว้ สุดปลายกำแพงมียกพื้นเล็ก ๆ ขึ้นมา และตั้งเอาไว้ด้วยรูปปั้นเทวรูปของอาดัม บุรุษตั้งต้นคนอื่น ๆ ซึ่งได้แก่วลาดิเมียร์ วิคเตอร์ โจจิ นอร่า ชาโดว์ และเรย์ ต่างยืนกันอยู่ที่หน้ารูปปั้นเทวรูปนั้นเยว่เฟิงพาอาเบลไปหยุดอยู่ตรงที่ว่างซึ่งเว้นว่างเอาไว้ตรงกลาง ผม วายาและโทคูลา จึงตัดสินใจไปยืนอยู่ด้านข้างของวลาดิเมียร์ อาเบลดันเก้าอี้เข็นออกไปข้างหน้าของทุกคน แล้วก็หันกลับมา“เกือบร้อยปีแล้วซินะที่หน่วยสิบเอ็ดของเราไม่ได้ออกร่วมปฏิบัติภารกิจร่วมกัน...”อาเบลเว้นจังหวะ“ฉันดีใจที่พวกเราทุกคนได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้พบกันแบบนี้อีกครั้ง ฉันรู้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมามีเรื่องเกิดขึ้นมากมายระหว่างพวกเราหลาย ๆ คน แต่การกลับมาร่วมภารกิจกันแบบนี้ได้โดยยอมปล่อยวางเรื่องส่วนตัวออกไป ก็ถือว่า...ต้องขอบคุณเป็นอย่างมาก”อาเบลเหลือบมองไปที่โจจิ “ภารกิจครั้งนี้น่าจะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราอาจต้องพบกับความรุนแรงที่ไม่คาดฝัน และเราไม่รู้ว่าศัตรูของเราวางแผนอะไรไว้บ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือฉันอยากให้ทุกคนรักษาความปลอดภัยของตัวเองเป็นอย่างแรก”ทุกคนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง...แล้ววลาดิเมียร์ก็เผลอปล่อยขำออกมาก๊ากใหญ่“พูดอะไรไม่สมเป็นนายเลย ฮ่ะ ๆๆ”แล้วทุกคนก็เผลอขำตามด้วยความกลั้นไม่อยู่ แม้ชาโดว์จะไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมา แต่ก็พอจะดูออกว่าเขาหัวเราะอยู่หลังหน้ากากนั่นเช่นกันผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงหัวเราะกันแบบนี้ แต่ก็เผลอไม่ได้ที่จะอมยิ้มตามไปด้วย“ฉันพูดแบบนั้นไม่ได้เหรอ”อาเบลยิ้มกลับมาให้ทุกคน จนทำให้ทุกคนหัวเราะดังขึ้นอีก“งั้นพูดตามปกติละกัน... ภารกิจนี้คือภารกิจเพื่อหยุดยั้งแผนการร้ายของพวกอันเดด และแย่งชิงตัวอาเวนกลับมา... แม้ว่านั่นคือสิ่งสำคัญ แต่ฉันก็อยากจะหยุดยั้งแผนที่พวกมันวางไว้กับเซเปียนส์ด้วย ถึงตอนนี้พวกมันก็ยังไม่ได้มีการติดต่อเข้ามาอีก ก็น่าจะแปลว่าอาเวนน่าจะยังปลอดภัยอยู่ ส่วนเรื่องการปล่อยไวรัสของพวกมัน ฉันยังมองไม่เห็นความเชื่อมโยงกับการจับเอาเวนไปเท่าไร แต่ภาพรวม ๆ คือเหมือนพวกมันตั้งใจจะสร้างความวุ่นวายให้กับทั้งโดมินาริและเซเปียนส์ไปพร้อม ๆ กันดังนั้นเราต้องระมัดระวังตอนปฏิบัติภารกิจนี้เป็นอย่างมาก จนกว่าจิ๊กซอว์ทุกชิ้นจะครบ เราไม่รู้เลยว่าพวกมันวางแผนอะไรเอาไว้”ทุกคนพยักหน้ารับคำสั่งของอาเบล จากนั้นก็เอาแบมือขวาแตะลงที่กลางหน้าอก “เพื่ออาดัม”แล้วทุกคนก็ออกเดินทางไปตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามภารกิจของแต่ละคนผมสังเกตว่าอาเบลเหมือนมีทีท่าที่ผ่อนคลายลงกับเรื่องของอาเวน เขาไม่ได้เคร่งเครียดเหมือนตอนแรก ๆ ที่ได้รู้ข่าวว่าพี่น้องถูกจับตัวไป แต่ก็อาจจะเป็นเพราะเขาเริ่มคาดเดาสถานการณ์ออกนั่นเอง ...ผมคิด............................................................. ไวฟอนซึ่งร่างกายยังอยู่ในสภาพบาดเจ็บหลายแห่งแข็งแรงพอที่จะเดินไปมาด้วยตัวคนเดียวได้แล้ว แม้ยังต้องพึ่งพาไม้ค้ำเพราะกระดูกขาที่แตกหักจากแรงระเบิดแม้จะผ่านมาเพียงไม่กี่วันแต่ต้องยอมรับว่าเวทย์รักษาของเหล่านักเวทย์แห่งทรินิตี้นั้นได้กำจัดร่องรอยและอาการบาดเจ็บไปได้มาก เว้นแต่ไลฟอนร้องขอให้พวกนักเวทย์รักษาอาการบาดเจ็บของสมาชิกคนอื่น ๆ ก่อน จึงทำให้ร่างกายของเขายังไม่หายดีอย่างที่ควรด้วยขาที่ยังอยู่ในเฝือก ไลฟอนกระโผลกกระเผลกเข้าไปในห้องห้องหนึ่งซึ่งมีเตียงวางอยู่กลางห้องห้องนี้ไม่มีหน้าต่าง แต่แสงไฟบนเพดานก็ทำให้เห็นภายในห้องได้ชัดเจนสปิตนอนนิ่งอยู่บนเตียงนิ่งแทบไม่ไหวติง ร่างของเธอห่มผ้าห่มผืนหนึ่งเอาไว้ ซึ่งพอจะทำให้เห็นการเคลื่อนไวว่าเธอยังหายใจอยู่ ภายนอกร่างกายของเธอไร้บาดแผลใด ๆ แล้ว แต่เธอก็ยังไม่ฟื้นคืนสติขึ้นมา ไวฟอนไปยืนอยู่ข้างเตียงนิ่ง ๆ แล้วก็ตัวสั่น เขาพยายามอดกลั้นความรู้สึกที่พุ่งขึ้นมาแน่นจุกอกของตนเองฉันขอโทษ... เขาอยากจะเปล่งเสียงพูดมันออกมา แต่ก็อ้าปากไม่ออก เหมือนกับมีอะไรมาขัดขวางเสียงของเขาเอาไว้... ความรู้สึกผิดซินะมือที่สั่นเทาของเขาเผลอกำผ้าห่มที่ห่มตัวของสปิตเอาไว้แน่นจนมันเลื่อนออกจากตัวเธอ ทำให้เขามองเห็นช่วงอกของเธอที่ไม่มีผลึกมานาฝังเอาไว้อีกแล้วด้วยความรู้สึกผิดและโกรธที่พุ่งล้นปรี่อยู่ในจิตใจของเขา กำปั้นของเขาฟาดลงที่กำแพงข้างหัวเตียงดังลั่น“ไวฟอน... ใจเย็น ๆ หน่อย” เสียงของแลนจาดังมาจากทางหน้าประตูห้อง ไวฟอนหันไปหาต้นเสียงแล้วก็ตะคอกเสียงดัง“นายก็พูดได้ซิ นายไม่ใช่คนที่ลงมือต่อเพื่อน ๆ เหมือนอย่างฉัน มันเป็นความผิดของฉันทั้งหมด”ไวฟอนเปลี่ยนความรู้สึกผิดทั้งหมดมาเป็นอารมณ์โกรธพุ่งลงที่แลนจา มือของเขาพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของผู้ที่มาใหม่จนตัวแทบลอย“นายไม่เข้าใจ มันเป็นความผิดของฉันเอง” ตาทั้งสองข้างของไวฟอนแดงก่ำ คลอไปด้วยของเหลวแลนจาไม่ได้พูดจาโต้ตอบใด ๆ แต่ก็ดึงมือของไวฟอนออก มือของเขาเย็นเฉียบจนไวฟอนรู้สึกได้“มันไม่ใช่ความผิดของนาย ถ้าจะมีคนผิด คนนั้นก็ต้องเป็นผู้นำภารกิจอย่างฉันเสียมากกว่า”แลนจาพูดด้วยเสียงเรียบ ๆ แต่ฟังแล้วเสียดแทงใจ เขามองหน้าของไวฟอนแล้วกล่าวว่า“ทุกชีวิตที่เสียไปในภารกิจนี้ ทุกความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ร่วมภารกิจ มันคือความรับผิดชอบของผู้นำภารกิจ ผู้เสียชีวิตทั้งหมดในภารกิจหกคน บาดเจ็บสาหัสทั้งหมดสิบสองคน จากผู้เข้าร่วมภารกิจรวมทั้งสิ้นสี่สิบเจ็ดคน นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องแบกรับเอาไว้ ทั้งคู่เงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วไวฟอนก็เป็นผู้ทำลายความเงียบนั้นลงก่อน“ไม่ใช้ทั้งฉัน และก็นาย... แต่มันควรต้องเป็นหน้าที่ของเราทั้งสองคน ไม่ซิ มันควรเป็นหน้าที่ของคนที่เหลืออยู่ทุกคนที่จะจดจำผู้ที่จากไปเอาไว้ แล้วจัดการแก้แค้นให้กับพวกเขา”เขาหันไปมองสปิตครั้งหนึ่ง จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้แลนจายืนอยู่ที่เดิมโดยไม่มีคำตอบใด ๆ แลนจามองไวฟอนที่เดินจากไปจนสุดสายตาจากนั้นก็เดินมายังข้างเตียงของสปิตกุมมือเธอเอาไว้แน่น“มันเป็นหน้าที่ของฉัน... ที่จะกำจัดคนที่ทำให้เธอต้องเป็นแบบนี้ ฉันสัญญา”จากนั้นแลนจาก็เดินออกจากห้องตามหลังไวฟอนไป.............................................................วันนี้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ณ สนามบินนานาชาติอู่ฮั่นเทียนเหอ พวกเราเดินทางมาถึงมณฑลหู่เป่ยอย่างราบรื่น ผมไม่รู้ว่าโจจิจัดการกับเรื่องหนังสือเดินทางของพวกเราได้อย่างไร แต่พวกเราทั้งห้าคนก็มายืนที่นี่แล้วอย่างราบรื่นไม่มีปัญหาใด ๆ ผม วายา โทคูลา โจจิ และนอร่า อยู่ในชุดกันหนาวกันอย่างพร้อมเพรียง อากาศตอนนี้ของอู่ฮั่นอยู่ที่เฉลี่ยราวห้าองศาเซลเซียส หิมะโปรยปรายอยู่เต็มพื้นและถนนภายนอกสนามบิน พยากรณ์อากาศบอกว่าอุณหภูมิในเดือนนี้จะยังคงที่ไปแบบนี้ตลอดทั้งเดือน และมีโอกาสที่หิมะจะตกอยู่ค่อนข้างมากสนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินที่พลุกพล่านวุ่นวายที่สุดในตอนกลางของประเทศจีน รองรับนักเดินทางมากกว่ายี่สิบล้านคนต่อปี และยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญของประเทศอีกด้วยผู้คนมากมายจึงเดินสวนกันไปสวนกันมาจนผมรู้สึกเวียนหัวแต่ที่เวียนหัวหนักเข้าไปอีกก็คือทันทีที่เราเดินผ่านประตูกองตรวจคนเข้าเมืองเข้าไปแล้ว ที่ทางออกของผู้โดยสารขาเข้า เราดันเจอคนยืนถือป้ายต้อนรับพวกเราใบเบ้อเริ่มเทิ่มนี่ซิ แถมในป้ายยังเขียนชื่อของผมเด่นหราซะอีกด้วย!จบตอนที่ 39

    คล้ายกับเรื่องDominari: A song of evolution ที่คุณอ่าน