“นั่นมันอะไรน่ะหลิวเย่อิ๋งใช้พลังงั้นหรือ ....”
“ไม่ใช่หรอกเป็นไปไม่ได้ นางมีพลังอยู่เพียงระดับสูงขั้น 8ไม่มีทางใช้การควบคุมธาตุได้อยู่แล้ว ดังนั้น คำตอบเดียวก็คือ ....”
“อาวุธระดับ5 ขั้นสูงสุด ....”
“ใช่นั่นมันคืออาวุธระดับ 5 ขั้นสูงสุดไม่ผิดแน่แถมมันยังงดงามและทรงพลังอย่างเหลือเชื่อเลย อาวุธที่สร้างเพลิงเผาผลาญขนาดนี้ได้ข้ายังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ตระกูลหลิวไปเอามันมาได้ยังไงกันแน่”
เสียงฮือ ฮา ของฝูงจนดังขึ้นทั่วลานประลอง เมื่อเห็นดาบสองปลายในมือของเย่อิ๋งโดยไม่ได้สนใจความเป็นความตายของเกาหมิงถง ที่อยู่ในระยะเผาไหม้ของเพลิงนี้เต็ม ๆ แต่ดูแล้วเกาหมิงถงนั้นตั้งรับได้ทันผนวกกับที่อาวุธของเขาในมือมีคุณสมบัติธาตุน้ำแข็งซึ่งช่วยหักล้างความร้อนจากเพลิงได้เป็นอย่างดีไม่อย่างนั้นเขาคงกลายเป็นตอตะโกไปแล้วแต่ถึงจะรอดมาได้เขาก็ได้รับบาดเจ็บจากเพลิงไหม้อยู่พอสมควร
“หึไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าพวกเจ้าก็มีอาวุธระดับ 5 ขั้นสูงสุดเช่นกัน ...ต้องอย่างนี้สิ ชัยชนะที่ได้มาถึงจะสมศักดิ์ศรีข้าหน่อย .... วูบบบบ ฟุบบบตูมมมมมม” เกาหมิงถงแม้จะแปลกใจ แต่ก็ดีใจด้วยเช่นกัน เห็นเขาเป็นอย่างนี้แต่เขาก็มีความภาคภูมิใจในตัวเองสูงเอาเรื่อง
“.....”เย่อิ๋งไม่ตอบคำใด ๆแล้วยืนยิ้มสองมือไขว้หลังไว้โดยมีดาบเพลิงเมฆาอยู่ด้านหลังเอาจริง ๆตั้งแต่เริ่มประลอง นางก็ไม่เคยคุยกับคู่ต่อสู้ระหว่างประลองเลย
ทางด้านที่นั่งแขกคนสำคัญต่างตื่นตาตื่นใจกับการดูเย่อิ๋งร่ายรำดาบเพลิงเมฆาแต่มีอยู่คนหนึ่งที่ตอนนี้หน้าเสียจนบูดดูไม่ได้ นั่นก็คือ เหลยปินเจ๋อ ที่ก่อนหน้านี้ได้เดิมพันกับหยางอี้เสียไว้ซึ่งตอนนี้เป็นเขาที่แพ้เดิมพัน แต่ก็อย่างที่เขากล่าวไว้ แม้เขาจะแพ้เขาก็ไม่คิดว่าจะมีใครบังคับให้เขาทำอะไรได้ อีกอย่างก่อนที่การเดิมพันจะมีการตกลง ก็ดันเกิดเรื่องวิวาทขึ้นเสียก่อนดังนั้นก็ถือได้ว่าการเดิมพันครั้งนี้เป็นโมฆะอยู่แล้วเขาจึงลอยหน้าลอยตาดูการประลองต่อไป
การโจมตีของเกาหมิงถงยิ่งนานยิ่งรวดเร็วและดุดันส่วนเย่อิ๋งนั้นยังคงร่ายรำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่นางต้องทำเพราะหากนางหยุดร่ายรำเมื่อไหร่ เปลวเพลิงก็จะไม่ออกมาจากใบดาบและนางก็จะต้องถูกเล่นงานโดยเศษน้ำแข็งสายฟ้า ที่เกาหมิงถงซัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
การต่อสู้ในครั้งนี้จึงถือว่าเป็นการวัดกันของพลังธาตุน้ำแข็ง และธาตุไฟของอาวุธแต่ละชิ้นส่วนขวานสายฟ้ากลับกลายเป็นส่วนเสริมแทน
เกาหมิงถงพยายามทุบกระบองลงพื้นให้มากที่สุดเท่าที่เขาทำได้ให้มีแท่งน้ำแข็งโผล่ขึ้นมา แล้วใช้มันเป็นทั้งโล่ และกระสุนในเวลาเดียวกันส่วนเย่อิ๋ง ก็พยายามร่ายรำเพลงดาบที่เทียนคงถ่ายทอดให้ออกมาเพื่อโจมตีเกาหมิงถงแต่แม้นางจะพยายามเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของเทียนคงและนี่เองจึงทำให้ประสิทธิภาพของทั้งดาบและกระบวนท่าลดน้อยลง
“เย่อิ๋งท่านลืมไปแล้วหรือ ว่าดาบเพลิงเมฆานี้ เดิมมันคือดาบสั้นสองเล่มที่นำมาต่อกันท่านใช้วิชาที่ท่านถนัดเถอะ อย่าได้ฝืนใช้ท่วงท่าที่ท่านเพิ่งฝึกได้ 5 วันเลย”เทียนคงเห็นเย่อิ๋งพยายามใช้กระบวนท่าที่เขาสอนก็ถอนหายใจ เพราะหากยังฝืนใช้ออกมาแบบนี้เผลอ ๆจะพลาดทำตัวเองบาดเจ็บเอาได้เสียอีก
เย่อิ๋งได้ยินเสียงเทียนคงในหัวก็เข้าใจสิ่งที่เขาสื่อ นางหลับตาครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจล้มเลิกความตั้งใจแรกที่จะเอาชนะด้วยวิชาที่เทียนคงสอน เพราะก็อย่างที่เทียนคงบอก หากยังฝืนใช้ต่อนางคงพ่ายแพ้ให้เกาหมิงถง เพราะเขาใช้อาวุธทั้งสองชิ้นในมือได้อย่างคล่องมือและพลิกแพลงมันได้ตามใจนึก ส่วนนางแค่จะร่ายรำดาบให้ได้ตามที่จำได้ยังยากเลย
ดังนั้นในระหว่างที่เกาหมิงถงหลบเพลิงอยู่หลังกำแพงน้ำแข็ง เย่อิ๋งก็ชิงจังหวะหนึ่งดึงดาบเพลิงเมฆาออกมาเป็นดาบคู่ และเลิกที่จะดวลกับเกาหมิงถงในการโจมตีระยะไกลแล้วพุ่งเข้าไปประชิดตัวแทน
ซึ่งการกระทำนี้ก็เรียกเสียงฮือ ฮา ให้กับฝูงชนอีกครั้ง ถึงความพิศดารของดาบในมือของเย่อิ๋งและก็มีหลายคนที่เข้าใจแล้ว ว่าเปลวเพลิงคล้ายมังกรตอนนั้นมาจากไหนที่แท้ก็มาจากดาบสองเล่มนี้เองส่วนเพลิงที่เผาผลาญไปรอบตัวก็มาจากดาบสองปลายที่ร่ายรำนั่นเองส่วนการระเบิดของเพลิง ก็น่าจะมาจากการรวมเพลิงไว้ที่ปลายดาบแล้วปักลงพื้นนับว่าดาบเล่มนี้มีการใช้ที่หลากหลายเอาเรื่อง หากนำไปใช้งานจริง ๆที่ไม่ใช่การประลองก็จะพลิกแพลงได้มากกว่านี้อีก
“ข้าล่ะอยากรู้จริงๆว่าใครตีดาบเล่มนั้นขึ้นมา ช่างมีฝีมือการช่างที่สุดยอดเสียจริง ทั้งคุณสมบัติและความสามารถของมัน ล้วนไม่มีที่ติ เจ้าว่าไหม องค์หญิงของข้า” คุณหนูโจวที่ชื่นชอบอาวุธและการต่อสู้เป็นชีวิตจิตใจรู้สึกถูกชะตากับดาบเพลิงเมฆานี้เอามาก ๆ และกำลังคิดว่าจะไปถามตระกูลหลิวว่าช่างที่ตีดาบนี้เป็นใคร เพื่อขอให้ช่างคนนี้ตีอาวุธให้นางบ้างหรือหากพวกตระกูลหลิวยอมขาย นางก็พร้อมจะทุ่มเงินทองเพื่อซื้อมันมา
ซินเหยียนมองดูเย่อิ๋งที่ฟาดฟันดาบเข้ากับกระบองและขวานของเกาหมิงถงอย่างดุเดือดจนประกายสายฟ้า น้ำแข็ง และเปลวเพลิงกระจายไปทั่วลานประลองแล้วหันไปมองเทียนคงที่ยังคงปิดหน้าปิดตาอยู่ที่ตระกูลหลิวผนวกกับที่คุณหนูโจวพูดเมื่อสักครู่ จึงได้จุดความคิดหนึ่งขึ้นมาว่าเป็นไปได้หรือไม่ ว่าคนที่ตีดาบนี้ ก็คือเทียนคง
ที่ซินเหยียนเกิดความคิดแบบนี้นางก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เพียงแต่ว่า มันดันเกิดลางสังหรณ์แปลก ๆขึ้นเองและลางสังหรณ์นี้ชี้ไปที่คน ๆเดียว นั่นก็คือเทียนคง นางรู้สึกมาตลอดตั้งแต่การพบกันครั้งก่อนแล้วว่าเทียนคงมีบางอย่างที่ต่างออกไปจากทุกคนที่นางเคยเจอ
“บางทีเจ้าอาจไม่อยากได้อาวุธที่ช่างคนนี้ตีขึ้นมาหรอก”ซินเหยียนเชื่อในลางสังหรณ์ตัวเอง จึงกล่าวออกไปแบบนั้น
“ทำไมเป็นงั้นได้ล่ะไม่มีทางเสียหรอก ..... โอ๊ะ ดูนั่น ผลการประลองชี้ขาดแล้วล่ะ ก็ไม่แปลกล่ะนะ ที่แม่นางตระกูลหลิวนั่นจะชนะไปได้ถ้าไม่ชนะสิแปลก และจะทำเสียชื่อดาบเล่มนั้นด้วย ... เจ้าว่า ..... มะ .... ไหม...... เห้ยยย เดี๋ยวก่อนสิ จะรีบไปไหนเล่า รอข้าด้วย” ระหว่างตอบ คุณหนูโจวก็ดูการประลองโดยไม่ได้มองไปที่ซินเหยียนและพอการประลองจบลง นางจึงหันมาทางซินเหยียน แล้วก็พบว่า ซินเหยียนได้ลุกแล้วเดินดุ่ยๆออกไปที่ลานประลองแล้ว นางจึงรีบลุกแล้วเดินตามออกไป
“อึกกกกโอยยยย ... แกร่ง เจ้าแกร่ง ไม่สิ ต้องบอกว่าดาบเล่มนี้ของเจ้าช่างแกร่งจริง ๆ ...ข้าเกาหมิงถง ยอมรับความพ่ายแพ้” เกาหมิงถงตอนนี้อยู่ในสภาพที่เสื้อผ้านั้นถูกเผาไหม้จนไม่เหลือแล้วและผิวหนังของเขาตอนนี้ก็มีแต่แผลไหม้ผุพองไปทั่ว และมันดูน่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่เฉินฮ่าวหลานถูกเขาฟาดจนเละเสียอีก
เย่อิ๋งเองก็ใช่ว่าจะไม่มีบาดแผลเลยนางทั้งถูกน้ำแข็งกัด แทง และสายฟ้าช็อต จนเสื้อผ้าบางส่วนไหม้จนเผยให้เห็นรอยแดงและผิวขาวเนียนใต้ร่มผ้าที่ถูกเผาไหม้ไปนางเดินเข้าหาเกาหมิงถง แล้วพูดว่า “อาวุธของเจ้าเองก็ไม่ธรรมดาหากข้าไม่มีดาบเล่มนี้ ก็คงเอาชนะเจ้าไม่ได้ เป็นข้าต่างหากที่ต้องละอายและการประลองนี้ข้าต่างหากที่ควรเป็นฝ่ายพ่ายแพ้”จากนั้นเย่อิ๋งก็ยื่นมือออกไปให้เกาหมิงถงที่คุกเข่าอยู่กับพื้น เพราะไม่เหลือแรงที่จะทำสิ่งใดแล้ว
“หือออนี่เจ้า ว่าอย่างไรนะ ... บัดซบ ก็เห็นอยู่ว่าข้าสู้ไม่ไหว แล้วเจ้าจะ ....”เกาหมิงถงมองเย่อิ๋งอย่างงุนงง แต่ก็รับน้ำใจแล้วยื่นมือไปรับแล้วลุกขึ้น แล้วกล่าวแย้งทันทีแต่เย่อิ๋งก็สวนกลับมาว่า “ข้าพูดว่า ข้าควรแพ้ ไม่ได้บอกว่าข้ายอมแพ้เจ้าบื้อเอ้ย ยังไงข้าก็ไม่ยอมให้ตระกูลเกาเป็นอันดับหนึ่งหรอก ....”
“อ้องั้นหรอกรึ ... แต่ปีหน้าข้าไม่แพ้แน่ หากพวกเจ้าไม่สามารถตีอาวุธได้เอง”เกาหมิงถงพูดเหมือนดูออกแล้วว่าดาบเพลิงเมฆานี้ เย่อิ๋งต้องได้รับมาจากใครสักคนซึ่งดู ๆแล้วอาจจะเป็นชายปริศนาปิดหน้าคนนั้น เพราะหลังจากที่ได้ช่วยชีวิตเขาไว้ก็ได้เดินไปนั่งที่ตระกูลหลิวนี่นะ ตอนนี้ก็ยังนั่งอยู่นั่นเลย
เย่อิ๋งได้ยินก็ชะงักไปครู่หนึ่งแต่ในใจก็เห็นด้วย และเอาจริง ๆนางก็รู้สึกละอายอยู่เช่นกันที่ชนะได้โดยการพึ่งพาสิ่งของจากเทียนคง“ก็คงเป็นอย่างนั้น ถ้าพวกเจ้าแก้ทางดาบเพลิงเมฆานี้ของข้าได้ล่ะนะ”
“เหอะพวกเจ้าได้คนหนุนหลังจริง ๆด้วย เป็นชายคนนั้นหรือ ...” เกาหมิงถงปักกระบองลงพื้นจนน้ำแข็งเกาะพื้นและกระบองแน่นถ้าไม่ทำแบบนี้เขายืนไม่ไหวแน่ แล้วใช้สายตามองไปที่เทียนคง
“....”เย่อิ๋งก็หันไปมองแล้วยิ้มเล็ก ๆ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร
“เป็นเขาจริงๆด้วยสินะ ....” แม้เย่อิ๋งจะไม่พูดอะไรแต่ลักษณะท่าทางของเย่อิ๋งมันฟ้องออกมาโต้ง ๆแบบนี้ ใครจะดูไม่ออกกันล่ะ
การสนทนาของทั้งคู่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีและฝั่งเจ้าภาพก็ได้เข้ามาถึงผู้เข้าแข่งทั้งสองคน เกาหมิงถงจึงโค้งคำนับให้เย่อิ๋งทีหนึ่งเป็นการให้เกียรติผู้ชนะแล้วเดินลงจากลานประลองไปด้วยความยากลำบาก แต่ก็ลำบากไม่นาน เพราะผู้คนจากตระกูลหลิวเมื่อเห็นว่าการประลองจบลงแล้วก็กรูกันขึ้นไปพาเกาหมิงถงกลับตระกูลไปเพื่อรักษาทันที
และในตอนั้นเองซินเหยียนก็ได้เดินมาถึงจุดที่เย่อิ๋งยืนอยู่แล้ว โดยมีคุณหนูโจวกับไหเจินตามมาติดๆ
“ข้าน้องหลิวเย่อิ๋ง คารวะองค์หญิงเจ้าค่ะ” เย่อิ๋งเมื่อเห็นซินเหยียนก็รีบคุกเข่าลงทันทีส่วนซินเหยียนเองก็รีบรับแล้วพยุงเย่อิ๋งขึ้นมา ก่อนจะกล่าวว่า “การประลองอาวุธครั้งที่516 ผู้ชนะอันดับหนึ่ง ได้แก่ ตระกูลหลิว หลิวเย่อิ๋ง และ .... เอ่ออ คุณหนูหลิวดาบนี้ชื่อว่าอะไรนะ ...”
ซินเหยียนตั้งใจรีบกล่าวปิดงานประลองแต่นางก็นึกขึ้นได้ว่า ยังไม่รู้ชื่อดาบนี้เลย จึงยื่นหน้าไปทางเย่อิ๋งแล้วกระซิบถามนางเบาๆอย่างเขินอาย เย่อิ๋งไม่คิดว่าองค์หญิงตัวจริงจะไม่ถือตัวแบบนี้ก็นึกชื่นชมมากขึ้นแต่เดิมนางเองก็ชื่นชมองค์หญิงสามเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งเห็นแบบนี้ยิ่งรักมากขึ้นไปอีก
“ดาบเพลิงเมฆาเจ้าค่ะ”
“อ่ออๆ ชื่อเพราะจังนะ ..... อะ แฮ่มม การประลองอาวุธครั้งที่ 516 ผู้ชนะอันดับหนึ่งได้แก่ ตระกูลหลิว หลิวเย่อิ๋ง และดาบเพลิงเมฆา อาวุธระดับ 5 ขั้นสูงสุด ข้าขอเป็นตัวแทนของราชสำนักมองรางวัลเล็กน้อยให้กับผู้ชนะในครั้งนี้ และรางวัลปลอบใจอีกเล็ก ๆน้อยให้กับผู้เข้าแข่งขันในครั้งนี้....” พูดจบนางก็โบกมือทีหนึ่ง กล่องของรางวัลก็ปรากฏขึ้นจากนั้นซินเหยียนก็มอบรางวัลให้เย่อิ๋งด้วยตัวเองแต่รางวัลอื่น ๆนางมอบหมายให้เจ้าภาพเป็นผู้จัดการส่งต่อ เพราะตอนนี้ผู้เข้าแข่งบางส่วนก็ได้ไปรักษาตัวกันที่ตระกูลจึงไม่สะดวกที่จะให้กันในตอนนี้
และเมื่อการประลองจบลงอย่างเป็นทางการผู้คนก็เริ่มแยกย้ายกันกลับ เพื่อไปเตรียมเงิน เพราะในค่ำคืนของงานประลองจะเป็นงานประมูลอาวุธที่ใช้ในการประลองในวันนี้ และมันจะเป็นการประลองของด้านการเงินของพ่อค้า สำนัก สังกัด และตระกูลอื่น ๆที่ไม่ใช่ตระกูลช่างตีอาวุธ