เกาจิ่งจางเห็นองค์หญิงแน่นิ่งไปด้วยดวงตาที่เบิกกว้างก็ร้อนใจยิ่ง จึงเอ่ยเรียกออกมาหลายครา
จางหย่งอ้ายที่จมอยู่กับความตกตะลึงของตนเอง เมื่อได้ยินเสียงเรียกของเขาก็พลันสะดุ้งตัว หันไปหาเขาด้วยใบหน้าที่ปกติ
"ข้าแค่ปวดหัวนิดหน่อย ท่านกลับไปก่อนเถอะ บอกเสด็จแม่แค่ว่าข้าท้องไส้ปั่นป่วนก็พอ"
เกาจิ่งจางย่อมไม่มีสิทธิ์เอ่ยคำใดนอกจากพ่ะย่ะค่ะ
จางหย่งอ้ายมองส่งเขาออกนอกประตูห้องอาหารนี้ไปก็เห็นว่ามีบุรุษหลายคน สับเท้ามาทางนี้กันอย่างชลมุน
เกาจิ่งจางหยุดพูดคุยกับพวกเขาเล็กน้อยก่อนจะผละจากไป
เมื่อบุรุษพวกนั้นเดินเข้ามาใกล้ จางหย่งอ้ายก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขาเป็ผู้ใดบ้าง
บุรุษสี่คนที่มาใหม่นี้ มีคนผู้หนึ่งแต่งกายด้วยชุดสีเทาอ่อนในมือถือแส้ที่เหมือนนักพรตถือ คนผู้นี้ต้องเป็ 'หนิงห่าวซวน' หมอดูเทวดากำมะลอ ที่จับพลัดจับผลูมาเป็หมอดูอย่างงง ๆ
แต่สุดท้ายก็ได้ชื่อว่าเป็หมอดูเทวดาจากความฉลาดของเขา ซึ่งความฉลาดนั้นมิได้เกี่ยวข้องกับการทำนาย หากแต่เกี่ยวกับเครือข่ายข่าวสารของเขาต่างหาก
ส่วนบุรุษที่สวมใส่เสื้อผ้าสีน้ำเงินเข้มก็น่าจะเป็ 'อี้หลี่เจี๋ย' นักประดิษฐ์ที่ชอบสรรค์สร้างสิ่งต่าง ๆ ที่ผู้คนไม่เข้าใจออกมา
ที่จางหย่งอ้ายทราบว่าเขาน่าจะเป็อี้หลี่เจี๋ย ก็เนื่องจากเสื้อผ้าสีน้ำเงินถือเป็จุดเด่นของเขา
ในนิยายเื่ยอดหญิงแห่งแคว้นหยิน เมื่อกล่าวถึงตัวละครตัวนี้ มักจะบรรยายตัวเขาด้วยอาภรณ์สีน้ำเงินและใบหน้าที่ราวกับกำลังคิดสิ่งใดอยู่ตลอดเวลา
ส่วนบุรุษอีกสองคนที่เหลือ พวกเขาเดินมาจากทางเดียวกันและดูสนิทสนมกันไม่น้อย ทั้งผู้ชายในจวนขององค์หญิงก็ปรากฏตัวออกมาหมดแล้ว
ดังนั้นจางหย่งอ้ายจึงสามารถบอกได้ทันทีว่าทั้งสองคือ 'เฟิงหลิวหยางและหวังลู่เอิน' ช่างปักอันดับหนึ่งและช่างทำเครื่องประดับมือหนึ่ง ของเมืองหลวง
ทั้งสองเป็สหายกันมาั้แ่ยังเยาว์ จึงค่อนข้างจะสนิทสนมกันกว่าคนอื่น ๆ
ในบรรดาบุรุษทั้งเจ็ดคนนี้ มีเพียงผู้เดียวที่มีใจยึดมั่นต่อองค์หญิงจางหย่งอ้ายอย่างแท้จริง นอกนั้นเป็เพียงบุรุษที่ไม่อาจขัดขืน และบุรุษที่้าที่พิ่งพิงเท่านั้น
บุรุษทั้งเจ็ดคนมิกล้าเข้ามาด้านในก่อนได้รับอนุญาต จึงเพียงยืนอยู่หน้าประตูกันอย่างเงียบ ๆ เท่านั้น
เนื่องจากหลานถงอวี้ถูกยกย่องให้เป็สามีที่ได้มีพิธีแต่งงานกับองค์หญิง เขาจึงยืนอยู่ด้านหน้าพวกเขาประมาณสอง่เท้า
บุรุษอีกห้าคนยืนอยู่เื้ัเขา ทว่าก็ยืนห่างกันพอจะให้จางหย่งอ้ายมองเห็นพวกเขาได้ชัดเจน
มีเพียงสวินจื่อหยางที่ยังคงยืนหันหลังให้เธออยู่หน้าประตู
อยากเห็นหน้าเขาจังเลย
เธอมองชายเสื้อที่ปลิวตามแรงลมพลางกรีดร้องอยู่ในใจ
สวินจื่อหยาง ถือเป็บุรุษหนึ่งในสองคนที่รักและภักดีต่อองค์หญิง บทพิเศษท้ายเล่มของนิยาย ยังกล่าวถึงเขาว่าแม้จะแก่ชราลงไปมาก หากแต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไปก็คือ
ทุก ๆ วันเขาจะจุดธูปต่อหน้าป้ายิญญาองค์หญิง พร้อมบอกกล่าวเื่ราวของเขาในแต่ละวันออกมา
โดยมีบุรุษอีกผู้หนึ่ง นั่งทอดมองป้ายิญญาของนางอย่างคนึงหาอยู่ด้านข้าง
หลังจากมองพวกเขาอย่างเต็มอิ่มแล้ว จางหย่งอ้ายก็เอ่ยปากขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดที่ชวนให้ผู้คนอึดอัดใจ
"ข้าไม่ได้เป็อะไร พวกเ้าแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนเถอะ"
หลานถงอวี้และหลี่ซีม่อจากไปตามคำสั่งของเธออย่างไม่รีรอ บุรุษที่เหลือต่างก็มองกันและกันอีกครู่หนึ่งก่อนจะผงกศีรษะให้แก่กันและแยกย้ายกันจากไป
มีเพียงสวินจื่อหยางที่ยังคงยืนอยู่หน้าประตูเช่นนั้น
จางหย่งอ้ายรู้สึกว่าหากนี่เป็ฝันก็ถือว่าเป็ฝันดี เพราะเธอได้เห็นบุรุษขององค์หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็ชายงามทุกคนแล้ว
อ้อ ยังสิ ยังไม่ใช่ทุกคน ยังมีบุรุษนอกจวนอีก
แม้องค์หญิงจะมีบุรุษมากมายแต่ผู้ที่ปักใจต่อนางกลับมีเพียงสวินจื่อหยางที่เป็เพียงผู้ติดตาม ไร้สถานะในจวนแห่งนี้ และอีกผู้หนึ่งก็คือ 'ฉีหลินฮุย' ชายในหอเริงรมย์ ผู้ซึ่งมีทักษะในการเล่นเครื่องดนตรี
ติดตรงที่ว่าอีกฝ่ายเป็ชายใบ้ผู้หนึ่ง จึงทำให้องค์หญิงไม่อยากรับเขาเข้ามาในจวนตนเอง
มีคนใบ้ในบ้าน คนในบ้านจะเคราะห์ร้าย
ความเชื่อนี้เองที่ทำให้องค์หญิงไม่ได้รับเขาเข้าจวน แม้นางจะชมชอบเขามากเพียงใดก็ตาม
ทว่าสุดท้ายแล้วผู้ที่อยู่เฝ้าป้ายิญญาของนาง กลับมีเพียงสองบุรุษที่มีฐานะไร้ความสำคัญ
ตอนที่เธออ่านนิยายจบ เธอรู้สึกว่าองค์หญิงให้ความสำคัญกับคนผิดไปจริง ๆ
คนที่องค์หญิงให้ความสำคัญก็คือหลานถงอวี้ ชายที่มีเพียงสีหน้าเ็าให้นางเท่านั้น
แม้เขาจะไม่ตั้งใจฆ่านาง แต่เขาก็เป็คนที่ตัดสินใจเอายาพิษใส่ในอาหารอยู่ดี
ด้วยเพราะไม่เคยกระทำเื่เช่นนี้ มือไม้เขาถึงได้สั่นเทา ยาพิษที่ควรใส่ในปริมาณเพียงปลายเล็บก็กลายเป็ปริมาณเล็บหนึ่ง
องค์หญิงแม้จะรู้ว่าตัวเองถูกวางยาพิษ แต่เมื่อนึกถึงสายตาเ็าของอีกฝ่ายที่มองมาที่ตนตอนที่คีบอาหารให้ นางก็มิได้เอ่ยะโเรียกให้ผู้ใดมาช่วย
หลานถงอวี้ที่เห็นนางแน่นิ่งไปก็ได้แต่เข้ามาสะกิดตัวนาง ถามอย่างแ่เบาว่านางเป็อะไรหรือไม่
ใบหน้าที่คาดหวังของเขา ทำให้นางหลั่งน้ำตา
"หากการตายของข้า จะทำให้เ้ามีความสุข เช่นนั้น ก็ให้ข้าตายแล้วกัน"
องค์หญิงเอ่ยประโยคเ่าั้ด้วยความยากลำบาก
ในนิยายบรรยายไว้ว่า องค์หญิงทราบว่าบุรุษที่ตนยกย่องออกหน้าออกตาให้มีฐานะสูงส่งเป็สามีของนาง แท้จริงเขากลับมีใจรักมั่นต่อพี่สาวของนาง
หากนางรู้แต่แรก นางคงไม่ดึงดันที่จะแต่งเขาเข้ามา
ในเมื่อเขาเลือกเส้นทางสายนี้ นางก็จะมอบเส้นทางสายนี้ให้แก่เขา
ในแคว้นหยินนั้น สตรีถือว่าเป็หัวหน้าครอบครัว เป็ผู้ที่ใหญ่ที่สุดในบ้านและนอกบ้าน
ผู้ชายเปรียบเสมือนผู้รับใช้และผู้ใช้แรงงานเท่านั้น
มีเพียงสตรีที่จะสามารถเข้ารับราชการได้
มีเพียงสตรีที่จะสามารถมีกิจการเป็ของตนเองได้
มีเพียงสตรีที่จะสามารถเลือกคู่ครองได้
หนึ่งสามีสี่อนุชาย ล้วนแล้วแต่มีมานานหลายร้อยปี
สตรีคลอดบุตรชายถือว่าเป็เื่ปกติ สตรีคลอดบุตรสาวถือเป็เื่น่ายินดี
บุรุษเมื่อแต่งงานเข้าบ้านฝ่ายสตรี หากถูกหย่าร้างจะถือว่าเป็ของมีตำหนิที่อัปมงคล
หากถูกหย่าร้าง บุรุษจะมีชีวิตยากลำบากมากกว่าบุรุษที่ยังโสดมากนัก
เหล่าร้านค้าล้วนไม่อยากจะจ้างคนเช่นนี้ทำงาน
ดังนั้นเมื่อบุรุษคนใดแต่งเข้าบ้านสตรีมีแต่ต้องคอยพะเน้าเอาใจภรรยาของตนเท่านั้น หากวันใดถูกหย่าขึ้นมา ชีวิตอาจจะตกต่ำยิ่งกว่าสุนัขข้างถนน
หากแต่ยังมีวิธีการหนึ่ง ที่สามารถทำให้บุรุษที่ถูกภรรยาไม่้าหรือทอดทิ้งเ่าั้ได้เลือก นั่นก็คือการที่ฝ่ายหญิงยกสามีหรืออนุของตนเองให้แก่สตรีอื่น
การยกให้ถือเป็ของขวัญ ถือเป็การแสดงน้ำใจ ไม่ใช่การหย่าขาดหรือทอดทิ้ง
หากวันใดที่สตรีฝ่ายที่รับไป้าคืนบุรุษผู้นี้มาก็ย่อมทำได้ หาได้เป็เื่มิดีมิงามไม่
ในนิยายเขียนไว้ว่าหลานถงอวี้้าเพียงวางยาพิษให้องค์หญิงป่วยจนเหมือนจะใกล้ตาย และเขาจะแสดงละครฉากหนึ่งให้นางยกเขาและหลี่ซีม่อ ซึ่งเป็สหายของเขาให้แก่องค์หญิงจางฟางเจิน
เมื่อเป็เช่นนี้ฐานะของเขาก็จะไม่ใช่บุรุษต่ำชั้น หากแต่เป็ของขวัญที่ล้ำค่า
ไหนเลยเขาจะคิดว่าตนเองกลับทำเื่ให้บานปลาย องค์หญิงตายเขาก็กลายเป็ชายหม้าย
ชายหม้ายแม้จะมีสถานะดีกว่าชายที่ถูกหย่าร้าง แต่สถานะนี้ก็มิได้ดีสำหรับเขา
ชายหม้ายหากแต่งงานใหม่ก็จะรับสถานะสูงสุดได้เพียงอนุเท่านั้น มิสามารถถูกยกย่องเป็สามีผู้ใดได้อีก
กระนั้นแล้วเขาและนางเอกของเื่ย่อมมีวิธีที่ทำให้ผู้คนเชื่อถือว่าองค์หญิงจางหย่งอ้ายได้ยกเขาให้แก่พี่สาว ก่อนที่องค์หญิงจะสิ้นใจ ทั้งยังมีพยานเป็หมอหลวงและหลี่ซีม่อ
เื่ราวของนางเอกและพระเอกในนิยายล้วนเต็มไปด้วยความราบรื่น
เสด็จแม่ขององค์หญิงทั้งสองแม้จะสืบความจริงได้ในที่สุด แต่นางก็มิสามารถจะลงโทษพระเอกได้อีกต่อไป
หลังจากองค์หญิงจางหย่งอ้าย บุตรตรีผู้เป็ที่รักยิ่งกว่าสิ่งใดของพระองค์จากไป พระองค์ก็เศร้าโศกจนแท้งบุตรในครรภ์ไป เนื่องจากไม่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว
เื่นี้ยิ่งทำให้พระองค์โศกาจนล้มป่วย ในที่สุดเหล่าขุนนางก็ขอให้องค์หญิงใหญ่ขึ้นครองตั่งทองชั่วคราวแทนพระองค์
สกิลพระเอกนางเอก สุดท้ายก็ทำให้เสด็จแม่ยอมยกโทษให้พวกเขาทั้งสอง ก่อนจะสละตั่งทองมอบให้บุตรสาวที่เหลือเพียงผู้เดียวนี้สืบทอดต่อ
เื่ราวของพระเอกนางเอกย่อมต้องมีสตรีตัวร้ายคอยเข้ามาปั่นป่วน ตัวร้ายบางคนหมายแย่งชิงพระเอกอย่างน่าเกลียด แต่พระเอกก็ปักใจรักเพียงนางเอกคนเดียวเท่านั้น
ทั้งนางเอกก็ปักใจรักมั่นแต่พระเอก นางไม่หูเบาเชื่อข่าวลือผิด ๆ แต่อย่างใด หากแต่รอฟังคำกล่าวจากบุรุษของตนอย่างเชื่อใจ
ไม่ว่าพวกเขาจะผ่านความทุกข์ความเข้าใจผิดกี่ครั้ง สุดท้ายพวกเขาก็กลับมาเข้าใจกันและรักกันมากขึ้นกว่าเดิม
นับว่าเป็นิยายที่กินใจเื่หนึ่งทีเดียว
จางหย่งอ้ายนึกถึงพล็อตเื่นิยายเื่ยอดหญิงแห่งแคว้นหยินก็ได้แต่ยิ้มในใจ เื่ราวของพระเอกนางเอก เธอเองก็ช่วยลุ้นและเอาใจช่วยตลอดการอ่านเหมือนกัน
ใครจะคาดคิดว่าตัวเองจะกลายมาเป็องค์หญิงจางหย่งอ้าย ผู้ที่ดันเข้ามาขวางทางรักของพระเอกนางเอกเข้า
แม้ตัวละครตัวนี้และเหล่าบุรุษของนางจะมีบทไม่มาก แต่ก็มีรายละเอียดหลาย ๆ อย่างให้คนอ่านอย่างเธอรู้สึกสงสารและเห็นใจได้ในทุกครั้งที่ในนิยายบรรยายถึงตัวละครตัวนี้
เธอนึกถึงเหล่าบุรุษเมื่อครู่ ก็ได้ถอนใจ แม้พวกเขาจะรูปงามสมดังคำบรรยายของนักเขียน แต่จิตใจของพวกเขาหาได้อยู่ที่องค์หญิง
เื่นี้ต้องค่อย ๆ จัดการไปทีละคน
เธอหมายมั่นในใจ ก่อนจะเม้มปากหยีตาเอ่ยเรียกสวินจื่อหยาง
"จื่อหยาง จื่อหยาง"
สวินจื่อหยางได้ยินเสียงที่ราวกับน้ำเสียงออดอ้อนนั้น ถึงกับทำให้เขาทำตัวไม่ถูก องค์หญิงไม่เคยเรียกหาเขาด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อนเลย
หรือพระองค์จะได้รับความกระทบกระเทือนที่พระเศียรจริงๆ หรือข้าจะจับน้ำเสียงขององค์หญิงผิดไป
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ร่างกายของเขาก็ไหววูบมาคุกเข่าก้มหน้าอยู่ด้านข้างองค์หญิงแล้ว
"ข้าน้อยอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ"
จางหย่งอ้ายเม้มปากอย่างกรุ่มกริ่ม แม้จะยังไม่เห็นใบหน้าของเขา แต่เธอก็รู้สึกอยากแกล้งเขาขึ้นมาแล้วล่ะ
ไม่ใช่ในนิยายบรรยายไว้ว่า แม้สีหน้าเขาจะเรียบเฉย แต่เมื่อองค์หญิงตัดชมเชย ใบหูของเขาก็จะแดงเรื่อหรอกหรือ
ขอลองหน่อยละกัน
เธอนึกอย่างสนุก ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะไม่ร่าเริงจนและตื่นเต้นเกินไป
"เงยหน้าขึ้นมาให้ข้าดูเ้าชัด ๆ สักหน่อยสิ"
สวินจื่อหยางแม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดวันนี้องค์หญิงถึงไม่เรียกให้ราชบุตรเขยอยู่ดูแล หากแต่กลับเรียกเขาเข้ามาเช่นนี้
กระนั้นคำสั่งขององค์หญิงก็เป็สิ่งที่เขามิอาจจะไม่กระทำตาม เขาจึงเงยหน้าขึ้น หากแต่ก็หลุบตามิมองพระพักตร์อย่างเสียมารยาท
จางหย่งอ้ายที่เห็นใบหน้าของเขาก็ได้แต่กรีดร้องในใจ กับความน่ารักน่าฟัดของเขา
กรี๊ด นี่มันแซชวองชัด ๆ ไม่ ๆ เขาหล่อกว่าแซชวองตัวละครในเกมส์เสมือนนั่นอีก โอย ใจฉันจะวายแล้ว ทำไมงานดีขนาดนี้ น่ารักขนาดนี้องค์หญิงไม่รักได้ยังไงนะ
ใบหน้าได้รูป จมูกโด่งเป็สัน คิ้วเข้มรูปกระบี่ ริมฝีปากแดงระเรื่อ
ยิ่งเธอมองเขา เขาก็ดูจะยิ่งประหม่า เมื่อเขาขยับริมฝีปากอย่างทำตัวไม่ถูก ลักยิ้มสองข้างก็ปรากฏขึ้นมา
น่ารักสุด ๆ เลย
หากในดวงตาสามารถทำให้เป็รูปหัวใจได้ ตอนนี้จางหย่งอ้ายก็มีดวงตาเป็รูปหัวใจไปแล้ว
แม้เธอจะใจเต้นระรัว แต่ปกติองค์หญิงมองเขาเป็แค่คนติดตามใกล้ชิด ดังนั้นจู่ ๆ เธอจะกระดี๊กระด๊ากับเขาไม่ได้ แต่เธอก็อดที่จะเห็นใบหูเขาแดงมิได้
"ข้าจะกลับไปแช่น้ำแล้ว เ้ามาพยุงข้าไปหน่อย"
ในโสตประสาทของสวินจื่อหยาง น้ำเสียงขององค์หญิงที่เขาได้ยินนั้น คือน้ำเสียงที่ไม่มีความหนักแน่น ทั้งยังสั่นเล็กน้อย ทำให้เขาไม่ได้รู้สึกผิดปกติที่องค์หญิงจะออกคำสั่งเช่นนี้
เขาใช้เข่าเดินเข้ามาใกล้เธอ แล้วยื่นแขนของตนให้ จางหย่งอ้ายมองแขนเสื้อสีเขียวอ่อนของเขาด้วยดวงตาเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู
ตัวละครตัวนี้ชมชอบสีเขียวอ่อน เพราะเคยได้ยินองค์หญิงตรัสว่าพระองค์ชอบสีของน้ำชาที่เป็สีเขียวอ่อน ๆ เช่นนี้ มองดูทีไรรู้สึกสบายตาสบายใจ
ั้แ่นั้นมาสวินจื่อหยางก็นิยมชมชอบอาภรณ์สีเขียวอ่อน หากแต่องค์หญิงกลับไม่เคยสังเกตเื่นี้ เพียงแค่ชมเชยเขาว่าแต่งกายดูดีขึ้นเท่านั้น
เมื่อนึกถึงคำบรรยายเ่าั้ จางหย่งอ้ายก็อดที่จะรู้สึกสงสารเอ็นดูสวินจื่อหยางไม่ได้
โถ จื่อหยาง ไม่เป็ไรนะ ต่อไปข้าจะเป็องค์หญิงของเ้าให้เ้าเอง
ส่วนองค์หญิงจางหย่งอ้าย หากเ้ารับรู้ได้ ก็ไม่ต้องเป็ห่วงนะ ไปสู่ที่ชอบที่ชอบได้เลย สามีทั้งหลายของเ้า ข้าจะจัดการให้เอง รับรองว่าพวกเขาจะมีแต่ต้องนึกถึงเ้าอย่างจริงใจแน่นอน