ปฐมบทแห่งมังกร

    34 ดวงจิตที่ยังไม่สมบูรณ์

    จวบจนรุ่งเช้า แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา ซาร่าก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ากังวล แต่เมื่อเห็นลูกสาวลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยแววตาที่สดใสขึ้น นางก็รีบตรงเข้ามานั่งที่ขอบเตียงและจับมือลูกสาวไว้แน่น


    ​ซาร่า "ลูกฟื้นแล้วจริงๆ หรือ แม่เป็นห่วงแทบแย่..."


    ​นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาเต็มไปด้วยความกังวล "อาการของเจ้าหนักหนาเหลือเกินในช่วงสองวันที่ผ่านมา แม่เฝ้าแต่ภาวนา อดคิดไม่ได้เลยว่าหากเจ้าเป็นอะไรไป แม่จะทำอย่างไร"


    ​ซาร่าโน้มตัวเข้ามากอดลูกสาวไว้แน่น ความอบอุ่นนั้นทำให้เธอรับรู้ได้ถึงความรักที่ท่วมท้น นางกอดไว้นานอยู่ครู่หนึ่งจึงผละออกเพื่อจ้องมองใบหน้าให้ชัดเจน ซาร่ายกมือขึ้นกุมแก้มลูกสาวไว้ด้วยแววตาที่อ่อนโยน สื่อให้เห็นถึงความหวงแหนที่มีต่อลูกสาวอย่างที่สุด


    ​ในจังหวะนั้น เธอจึงค่อยๆ ขยับมือขึ้นมาจับมือมารดาที่กุมแก้มเธอไว้อยู่ แล้วลูบหลังมือนั้นเบาๆ เพื่อปลอบประโลมให้ซาร่าคลายความกังวล


    ​เธอ "ท่านแม่คะ... ลูกไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ลูกแค่พักผ่อนไม่เพียงพอ ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว ท่านแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ต่อไปลูกจะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ค่ะ"


    ​ซาร่าลูบผมลูกสาวอย่างแผ่วเบา "เจ้าก็พูดเช่นนี้เสมอ แต่แม่ยังคงเป็นห่วง... ไข้ของเจ้ามันหนักหนานัก รู้ไหมว่าทุกคนวุ่นวายกันเพียงใด"


    ​เธอพยักหน้ารับคำ แต่แล้วก็ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อหูที่ไวต่อเสียงจับความเคลื่อนไหวจากระยะไกลได้ เสียงคนคุ้นเคยที่กำลังเร่งฝีเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งดังมาจากนอกบ้าน


    ​("พวกพี่ๆ เร็วหน่อยสิ!")


    ​เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองรอบห้องพลางเอ่ยถามซาร่าด้วยความสงสัย


    ​เธอ "จริงสิคะ พี่ๆ กลับมากันแล้วหรือคะท่านแม่? ไหนตอนคุยกัน พี่ทั้งสามบอกว่าต้องไปจัดการงานที่เขตอื่นตั้งหนึ่งสัปดาห์ แล้วทำไมตอนนี้ถึงกลับมาเร็วนักล่ะคะ?"


    ​สิ้นคำถามนั้น ซาร่าและมีอาที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างชะงักไปทันที ทั้งคู่หันมองหน้ากันด้วยความฉงน ซาร่าขมวดคิ้วพลางส่ายหน้า


    ​ซาร่า "พี่ชายของลูกงั้นหรือ? ไม่ใช่หรอกจ้ะ... พวกเขายังติดธุระอยู่ที่เขตอื่น ยังไม่ถึงกำหนดกลับเสียหน่อย ทำไมลูกถึงถามเช่นนั้นล่ะ?"


    ​มีอาเสริมด้วยสีหน้ากังวล "ใช่ค่ะคุณหนู พี่ชายทั้งสามของท่านยังไม่กลับมาจริงๆ นะคะ"


    ​ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะกล่าวจบ เสียงประตูห้องนอนก็ถูกผลักเปิดออกกว้างอย่างแรง ฟิวส์และพี่ชายอีกสองคนวิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยอาการเหนื่อยหอบจากการเร่งรีบเดินทาง เสียงตะโกนของฟิวส์ดังนำตัวเขาเข้ามาก่อนที่ทุกคนในห้องจะตั้งตัวทัน


    ​ฟิวส์ "เซเลส! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง!?"


    ​ซาร่าและมีอาต่างมีสีหน้าตกใจ ทั้งคู่หันขวับไปมองที่ประตูห้อง ก่อนจะหันมามองใบหน้าของเด็กสาวที่ยังคงเรียบเฉยด้วยความตื่นตะลึง ทั้งสองงุนงงทำตัวไม่ถูกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ราวกับว่าสิ่งที่เธอพูดเมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่กลับเป็นความจริงที่น่าประหลาดใจ


    ​เอลและคาร์ลที่วิ่งตามเข้ามาหยุดชะงักเมื่อเห็นสภาพน้องสาว แม้จะเห็นว่าเธอยังดูป่วยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้หนักหนาอย่างที่พวกเขาคิดไว้ ทั้งคู่มองหน้ากันด้วยความสงสัยแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด


    ​ฟิวส์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนกล่าวต่อ "ไหนหมอเลียมบอกว่าเจ้าไม่สบายหนัก พวกพี่ก็เลยตัดสินใจละมือจากงานที่เขตอื่นแล้วรีบกลับมาหาน้องก่อน"


    ​เขามองสำรวจใบหน้าน้องสาวด้วยความโล่งใจพลางแตะหน้าผากเพื่อวัดไข้ แต่ก็ยังมีความสับสนเจืออยู่ในแววตา "เห็นเจ้ายังดูปกติอยู่แบบนี้พวกพี่ก็เบาใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมอาการถึงได้ดูหนักหนาอย่างที่ท่านหมอเลียมกล่าวไว้นัก"


    ​ซาร่ารีบกล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงดุเล็กน้อย "พวกเจ้านี่จริงๆ เลย! เข้ามาถึงก็รุมถามน้องไม่หยุดหย่อน เห็นไหมว่านางเพิ่งฟื้นไข้ ควรจะปล่อยให้พักผ่อนบ้าง ไม่ใช่มาถามไถ่กันไม่หยุดเช่นนี้"


    ​ฟิวส์หัวเราะแห้ง "แฮ่ๆ ก็พวกข้าเป็นห่วงนี่นาท่านแม่ ข้าถึงต้องรีบกลับมา เพราะบังเอิญเจอกับท่านหมอเลียม แล้วท่านก็บอกว่าน้องสาวของพวกเจ้าไม่สบายหนักมาก จนธุระที่พวกข้าต้องทำก็ต้องปล่อยทิ้งไว้ แล้วรีบกลับมาหานางยังไงเล่า"


    ​ซาร่าผ่อนลมหายใจอย่างอ่อนใจ "เอาล่ะๆ ในเมื่อพวกเจ้ากลับมากันแล้ว ก็นั่งคุยเป็นเพื่อนเซเลสไปก่อนเถอะ เดี๋ยวแม่จะไปเตรียมสำรับกับยามาให้ จะได้บำรุงนางให้ฟื้นไข้ไวๆ"


    ​กล่าวจบซาร่าก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้พี่ชายทั้งสามล้อมหน้าล้อมหลังน้องสาว พวกเขาสลับกันถามไถ่อาการด้วยความเอ็นดู โดยมีเสียงพูดคุยแว่วดังอยู่ตลอดช่วงเวลาที่นางค่อยๆ ฟื้นตัวและแข็งแรงขึ้น จนกระทั่งพี่ชายทั้งสามตัดสินใจพักงานจากเขตอื่นไว้ชั่วคราวเพื่อเฝ้าดูอาการจนกว่าจะมั่นใจว่านางหายดี


    ​ภายในระยะเวลา 2-3 วันให้หลัง แม้อาการป่วยทางกายจะดีขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ทว่าพี่ชายทั้งสามกลับสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าหนักใจ ยามที่พยายามชวนคุย นางมักจะนิ่งเงียบ แววตาที่จ้องมองมานั้นไม่ได้ดูเหม่อลอยเพราะความอ่อนเพลีย แต่เป็นความนิ่งงันที่ลึกซึ้งและว่างเปล่า ราวกับว่าจิตวิญญาณของนางไม่ได้สถิตอยู่ที่นี่ แต่กำลังสื่อสารกับใครบางคนหรือบางสิ่งในสถานที่ที่พวกเขามิอาจเข้าถึง บางครั้งพวกเขารู้สึกเหมือนไม่ได้กำลังสนทนากับน้องสาวคนเดิม แต่เป็นคนแปลกหน้าที่มาอาศัยร่างของนางอยู่


    ​มิหนำซ้ำยังมีบางจังหวะที่นางเผลอพึมพำถ้อยคำแผ่วเบาออกมา เป็นชื่อเรียกที่ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาดจนน่าขนลุก ราวกับชื่อของสถานที่แห่งหนึ่งที่พวกเขาเคยผ่านหูมาเมื่อนานมาแล้ว แต่ความทรงจำนั้นกลับเลือนรางเกินกว่าจะนึกออกว่าคือที่ไหน


    ​ยามบ่ายในวันที่นางออกไปนั่งจิบชาในสวน เอลและคาร์ลจึงอาศัยจังหวะนี้แอบไปหาซาร่าเพื่อปรึกษาเรื่องความผิดปกติที่พบเจอ


    ​คาร์ล "ท่านแม่... ตั้งแต่นางป่วยหนักครานี้ ทำไมนางถึงดูแปลกไปนัก? เวลาพวกข้าอยู่กับนาง บางทีก็เห็นนางเหม่อลอยคล้ายกับไม่ได้กำลังคุยอยู่กับพวกข้า แต่กำลังสนทนากับใครคนอื่นที่พวกข้ามองไม่เห็น แถมบางทียังพึมพำชื่ออะไรบางอย่างออกมา เป็นชื่อที่ข้าฟังแล้วคุ้นหูนัก ราวกับชื่อของสถานที่แห่งหนึ่ง แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าคือที่ไหน"


    ​เอล "อาคีรอส... ชื่อนั้นคือ อาคีรอสครับท่านแม่"


    ​ทันทีที่เอลเอ่ยชื่อนั้นออกมา ซาร่าที่กำลังนั่งจิบชาอยู่พลันชะงักกึก แก้วชาในมือร่วงหล่นลงพื้นจนแตกกระจาย เสียงแก้วแตกดังสนั่นไปทั่วบริเวณ บรรยากาศเงียบสงัดลงทันทีราวกับทุกสิ่งหยุดหมุน โดยมีซาร่าที่นั่งตัวแข็งทื่อด้วยสีหน้าที่ซีดเผือดจนผิดสังเกต


    ​คาร์ลรีบก้าวเข้าไปประคองแขนผู้เป็นแม่ด้วยความตกใจ "ท่านแม่! เป็นอะไรไปครับ? ท่านแม่เป็นอะไรไป!"


    ​ซาร่าไม่ได้ตอบในทันที นางพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อประคองสติที่แตกกระเจิงให้กลับมามั่นคง มือที่สั่นเทากำแน่นเข้าหากัน ก่อนจะถามย้ำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "เมื่อครู่... พวกเจ้าพูดว่าอย่างไรนะ? ชื่อนั้น... พวกเจ้าเรียกชื่อว่าอะไร?"


    ​เอลขมวดคิ้วมองผู้เป็นแม่ด้วยความกังวล ก่อนกล่าวซ้ำ "อาคีรอสครับท่านแม่... ข้าพูดถึงชื่อ อาคีรอส แต่มันคือที่ไหนเหรอครับ? ทำไมชื่อนี้ถึงทำให้ท่านแม่ดูตื่นตระหนกถึงเพียงนี้?"


    ​ซาร่าหลับตาลงแน่น พยายามควบคุมจังหวะหัวใจที่เต้นรัว นางรู้ดีว่าอาคีรอสคือมหาวิหารที่จมอยู่ใต้ทะเลสาบ ซึ่งแม้ชาวเมืองจะรู้จักทะเลสาบแห่งนั้นดี แต่กลับไม่มีใครล่วงรู้เลยว่ามีมหาวิหารตั้งอยู่เบื้องล่าง แม้แต่สามีของนางก็ไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน แต่นางกลับจดจำที่นั่นได้อย่างแม่นยำอย่างประหลาด ราวกับเป็นความทรงจำที่ฝังรากลึกอยู่ในส่วนลึกซึ่งนางเองก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไม


    ​นางลืมตาขึ้น ประกายตาที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นเข้มขรึม นางจ้องมองบุตรชายทั้งสองด้วยความไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน "พวกเจ้าบอกว่าน้องสาวของพวกเจ้า... เซเลสพูดชื่อนี้ออกมาจริงๆ งั้นหรือ?"


    ​นางเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนถามย้ำอีกครั้งด้วยความร้อนรน "พวกเจ้าไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม? นางพูดชื่อ 'อาคีรอส' ออกมาจริงๆ ใช่หรือไม่?"


    ​เมื่อเห็นลูกชายทั้งสองพยักหน้ายืนยัน ซาร่าถอนหายใจยาว นางตัดสินใจประคองสติที่เหลืออยู่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ฟังแม่ให้ดี... เรื่องที่แม่กำลังจะเล่าต่อไปนี้ คือความลับที่พวกเจ้าไม่เคยรู้มาก่อน"