กลับถึงที่พักมู่เชียนก็ไม่รอช้า รีบนั่งลงหลับตารวมรวมสมาธิเพื่อฝึกวิชา นางหาใช่้าแข็งแกร่งขึ้นเพื่อสังหารใคร ทว่าหากคำพูดของเสี่ยวจิ้งคือสิ่งที่คนในมิติแห่งนี้คิด เช่นนั้นนางก็ตกอยู่ในอันตรายเสียแล้ว !
เด็กสาวทดลองดึงปราณเข้าร่าง ..ปราณเ่าั้ดูราวกับชื่นชอบร่างของนางอย่างมาก เพียงเปิดรับ ปราณธาตุเหล่านี้ก็พากันวิ่งกรูเข้ามาในร่างของนางอย่างเชื่อฟัง ไหลผ่านเส้นปราณอันแข็งแกร่ง มุ่งตรงสู่กึ่งกลางท้องน้อย ก่อนจะควบรวมเป็ก้อนกลมสุกใสสีขาวสว่างเจิดจ้า ที่สามารถรู้สึกถึงได้อย่างชัดเจน
เพียงหนึ่งเค่อ มู่เชียนก็เข้าสู่นักยุทธ์ระดับหนึ่งดาวแล้ว !
ทว่าราวไม่อาจควบคุมได้ ปราณเ่าั้ยังคงพรั่งพรูเข้าสู่ร่างของนางอย่างต่อเนื่อง ก้อนพลังงานดวงต่อไปเริ่มปรากฏขึ้นอย่างเลือนลาง หนึ่งชั่วยามต่อมาพลังงานสุกสว่างดวงที่สองปรากฏขึ้น
‘นักยุทธ์สองดาว !’
มู่เชียนสำรวจก้อนพลังงานทั้งสองอย่างดีใจ ก่อนจะััได้ถึงการก่อกำเนิดของก้อนพลังงานดวงที่สาม !
มาถึงขั้นนี้ ปราณธาตุจึงค่อยไหลเข้าสู่ร่างของนางช้าลงก่อนจะหยุดไป มู่เชียนลืมตามองเสี่ยวจิ้งที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นบนไหล่ของนางอย่างไม่เข้าใจ
“ข้าเข้าใจอะไรผิดหรือไม่ ?!”
ไหนว่าฝึกยากมากอย่างไรเล่า ! มู่เฉิงหลินฝึกมา 2 ปีกว่า ยังเพียงก้าวเข้าสู่ขั้น 3 ดาวเท่านั้น มู่เยว่เองฝึก 1 ปี เพียงเข้าสู่ขั้น 1 ดาวยังถูกยกย่องเป็อัจฉริยะ แล้วเหตุใดเพียงไม่กี่ชั่วยาม นางก็บรรลุถึงนักยุทธ์ 3 ดาวเสียแล้ว
“เ้าใจร้อนเกินไปแล้ว ! ดึงปราณเข้าร่างรวดเร็วเพียงนี้ได้อย่างไร ?” เสี่ยวจิ้งบ่นด้วยท่าทางไม่พอใจ ทั้งที่จริงแล้วเทพอสูรน้อยกำลังนึกตกตะลึงอย่างมาก
‘มิเสียทีที่เป็สายเืของเทพบิดา เพียง 2 ชั่วยามก็บรรลุถึงขั้นนี้แล้ว แรงดึงดูดต่อปราณธาตุช่างมหาศาลนัก หากเป็เช่นนี้คาดว่าไม่ถึงหนึ่งปีนางคงบรรลุถึงขั้นยอดยุทธ์แล้ว’
ทว่าการเลื่อนขั้นเร็วเกินไปพื้นฐานย่อมไม่แ่า สำหรับธิดาเทพยุทธ์ที่ยังต้องผ่านอุปสรรคอีกมาก เขาไม่อาจให้นางพลาดเพราะเื่เล็กน้อยเช่นนี้
“นับจากนี้ไปอีกสามเดือน เ้าห้ามดึงปราณเข้าร่างเพิ่มอีก มิเช่นนั้นอาจทำร้ายรากฐานของเ้าได้”
“หยุดฝึกตั้งสามเดือนเลยหรือ นานไปหรือไม่ ?” มู่เชียนประท้วงเสียงดัง นางมีภารกิจต้องรีบทำนะ
“น้อยกว่านี้ไม่ได้ ! สามเดือนนี้เ้าก็ฝึกปราณโอสถ การแยกแยะสมุนไพร และการควบคุมไฟไปก่อน เื่เหล่านี้จะเป็ประโยชน์กับกับเ้าในอนาคต”
พูดจบเสี่ยวจิ้งก็โยนลูกบอลแสงสีฟ้าอีกลูกใส่หน้าผากของมู่เชียน ด้านในนั้นมีตำราบันทึกหมื่นสมุนไพรของพิภพอี้เจ๋อเอาไว้ ข้อมูลมหาศาลทำให้ร่างของมู่เชียนถึงกับชะงักนิ่งไปหลายนาที กว่าจะเรียบเรียงตำราเ่าั้ได้เป็ระบบ
“เช้าฝึกปราณโอสถ บ่ายฝึกปรุงยา ค่ำฝึกควบแน่นลมปราณในร่าง ส่วนปราณอี้เจ๋อเ้าฝึกก่อนนอนเช่นเดิมก็แล้วกัน” เสี่ยวจิ้งกำหนดตารางชีวิตแก่มู่เชียน
เด็กสาวกะพริบตารับรู้ก่อนจะพยักหน้าลงอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ลอบไว้อาลัยให้แก่ชีวิตอันแสนเรียบง่ายของตน
ข่าวการตายของอันธพาลกลุ่มนั้นเงียบเชียบอย่างมาก ไม่รู้เพราะเป็เช่นที่เสี่ยวจิ้งเคยกล่าว ‘การสังหารคนที่นี่เป็เื่ธรรมดา’ หรือเพราะคนเ่าั้สร้างเื่ไว้มากจึงไม่มีใครสนใจทวงถามความยุติธรรมให้ แต่ต่อให้พวกเขาคิดจะตามหาคนร้าย อย่างไรไม่มีใครคิดถึงเด็กสาวไร้พลังยุทธ์อย่างนาง
วันเวลาผ่านไป ปราณอี้เจ๋อของมู่เชียนเติบโตขึ้นเรื่อยๆอย่างก้าวะโ เสี่ยวจิ้งไปไล่จับสัตว์าเ็ต่างๆในป่ามาแล้วสั่งให้นางทดลองรักษาสัตว์เ่าั้ นางพบข้อจำกัดจุกจิกมากมายในการใช้พลังอี้เจ๋อเพื่อช่วยรักษาสิ่งมีชีวิตในมิติแห่งนี้
ข้อแรก ปราณธาตุแสง..คือปราณสำหรับการเยียวยา ใช้รักษาาแของสัตว์ธรรมดาและมนุษย์ที่ปราศจากปราณธาตุในร่าง ทว่าหากคิดรักษาผู้ฝึกตนหรือสัตว์อสูรนั้น จะต้องใช้ปราณธาตุแสงผสานเข้ากับปราณธาตุที่ตรงกับสิ่งมีชีวิตนั้นๆเสียก่อน
ข้อสอง ผู้ฝึกตนนั้นต้องรอให้บรรลุยอดยุทธ์ก่อนจึงจะสามารถส่งต่อปราณให้ผู้อื่นได้ ดังนั้นนักยุทธ์ทั้งหลาย จึงไม่มีผู้ใดสามารถเป็ผู้เยียวยาได้สักคน
ทว่ากรณีของนางที่มีปราณอี้เจ๋อแล้วกลับต่างออกไป ขอเพียงนางผสานปราณอี้เจ๋อเข้ากับธาตุแสงก่อนจะส่งต่อให้ผู้อื่น นางก็จะสามารถเยียวยารักษาผู้อื่นได้ไม่ต่างจากผู้ที่สำเร็จระดับยอดยุทธ์แล้ว
ข้อสาม สัตว์อสูรหรืุ์ผู้นั้นมีระดับพลังสูงมากขึ้นเท่าไหร่ นางยิ่งต้องใช้ปราณในการรักษามากขึ้น จนถึงตอนนี้มู่เชียนยังมิอาจรักษาสัตว์ที่พลังสูงกว่ายอดอสูรได้ ทำได้เพียงยื้อชีวิตหรือช่วยให้พวกมันมีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นบ้างเท่านั้น
หกเดือนต่อมา….
ยามค่ำในเรือนปีกซ้ายหลังแปลงสมุนไพร มู่เชียนกำลังรวบรวมปราณธาตุทั้ง 7 เข้าร่าง นางรู้สึกถึงบอลพลังลูกที่ห้า กำลังก่อกำเนิดขึ้น แม้ยังไม่เต็มเปี่ยมสมบูรณ์ แต่ก็ควบแน่นขึ้นเรื่อยๆอย่างมั่นคง
นางถูกเสี่ยวจิ้งกำชับนักหนาว่าห้ามรวบรวมปราณธาตุด้วยอัตราเร็วเกินไป มิเช่นนั้นรากฐานอาจแตกหักถูกทำลายได้โดยง่าย ที่ผ่านมาเสี่ยวจิ้งไม่เคยหลอกนางมาก่อน ดังนั้นเด็กสาวจึงยอมเชื่อฟังอาจารย์น้อยท่านนี้แต่โดยดี ฝึกรวบรวมลมปราณมาหลายเดือนเพิ่งก้าวเข้าสู่ นักยุทธ์ 5 ดาวเท่านั้น
“วันนี้พอแค่นี้แหละ” ัน้อยเอ่ยปากหยุดการฝึกประจำวันลง เมื่อเห็นมู่เชียนหยุดดึงดูดปราณธาตุเพื่อรวบรวมพลังปราณทันที เขาจึงพอใจมาก
เด็กสาวลืมตาขึ้น เหลียวมองเสี่ยวจิ้งที่นอนพังพาบอยู่บนหมอนของนาง หลายเดือนมานี้ เ้าัน้อยดูจะตัวใหญ่ขึ้น อีกทั้งยังอารมณ์แจ่มใส ไม่ขี้โมโหเหมือนแต่ก่อน คงเพราะทุกคืนได้แบ่งปราณอี้เจ๋อในกายนางไปเสมอ
“พรุ่งนี้ต้องเดินทางกลับเมืองหลวงแล้วสินะ” มู่เชียนยิ้มพลางลูบศีรษะเสี่ยวจิ้งเบาๆเป็การตอบแทนความช่วยเหลือของวันนี้ ร่างบางประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่ท้ายทอยก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆัตัวน้อยด้วยความเคยชิน
“ไม่รู้ป่านนี้…เฉิงหลินจะเป็อย่างไรบ้าง สูงขึ้นแค่ไหนแล้ว ?” ริมฝีปากบางแย้มเป็รอยยิ้มน้อยๆ เมื่อคิดถึงน้องชายฝาแฝดที่ไม่ได้พบกันเลยเกือบสามปี ร่างจากทั้งสองมิติของนางได้รวมเป็อันหนึ่งอันเดียวกันนานแล้ว ความรู้สึกรักและผูกพันในตัวน้องชายของร่างเดิมส่งต่อถึงนางโดยสมบูรณ์
“พบแล้วก็รู้เอง” เสี่ยวจิ้งอ้าปากหาวพลางเคลื่อนตัวมาบนหมอนที่เด็กสาวนอนอยู่ด้วยท่วงท่าที่เป็ธรรมชาติ เทพอสูรตัวน้อยเตรียมตัวเข้านอนพร้อมนายหญิงอย่างอารมณ์ดี
สองเดือนก่อน ท่านอามู่เฟยเซียนเข้ามาแจ้งกับนางด้วยสีหน้ายินดีว่า ทางตระกูลหลักยินยอมให้มู่เชียนกลับไปเข้าพิธีปักปิ่นที่ตระกูลได้ อีกทั้งยังสามารถรั้งรอจนถึงเดือน 6 เพื่อเข้าร่วมงานคัดเลือกเข้าสำนักศึกษาของสี่ตระกูลผู้พิทักษ์อีกด้วย
สำหรับคนไร้ค่าอย่างนางนั้น ได้ทำพิธีปักปิ่นในโถงหลักของตระกูลนับเป็เื่น่ายินดียิ่ง ทว่ามู่เชียนกลับไม่คิดเช่นนั้น
‘หากมิใช่อยากพบเฉิงหลิน ผู้ใดจะอยากเสียเวลาไปกับเื่ไร้สาระอย่างพิธีปักปิ่นเล่า สู้ฝึกตนอยู่ที่นี่คนเดียวยังจะดีกว่า ’ มู่เชียนย่นจมูกเมื่อคิดถึงพิธีการน่าเบื่อเ่าั้ นางไม่ชอบเข้าสังคมมาแต่ไหนแต่ไร หลายปีที่ผ่านมา นอกจากคนใกล้ชิดไม่กี่คนแล้ว เด็กสาวแทบไม่ได้พบผู้อื่นเลย…
เช้าวันถัดมา ขบวนรถม้าไม่เล็กไม่ใหญ่ของมู่เชียนและมู่เฟยเซียนก็ออกเดินทางจากหมู่บ้านสมุนไพร ใช้เวลาเดินทางเพียง 3 วัน ก็มาถึงเมืองหลวงของแคว้นต้าหนานแล้ว
ถนนสายที่รถม้าเคลื่อนผ่านเต็มไปด้วยร้านค้า และผู้คนพลุกพล่าน เด็กน้อยหัวจุกกลุ่มหนึ่งกำลังต่อคิวซื้อพุทราเชื่อมอยู่บริเวณริมถนน บรรยากาศเมืองหลวงแห่งนี้เอ่ยว่าครึกครื้นก็ใช่ แต่จะว่าวุ่นวายก็คงเฉพาะสำหรับผู้รักชอบความสงบเช่นมู่เชียนเท่านั้น
ฉับพลันรอบข้างก็บังเกิดความแตกตื่น เสียงกรีดร้องดังแว่วมาจากด้านหน้าไม่ไกล มู่เชียนเปิดม่านรถมองออกไป ก็พบว่าเด็กน้อยคนหนึ่งล้มลงและกำลังชักกระตุกอยู่บนพื้น
หญิงสาวไม่ทันคิดหน้าคิดหลัง รู้เพียงว่ามีคนกำลังเดือดร้อนอยู่ต่อหน้า ขอเพียงสามารถช่วยได้ นางย่อมไม่มีทางนิ่งนอนใจ ร่างบางะโลงจากรถม้าท่ามกลางความใของอาสาว ก่อนจะวิ่งฝ่าเข้าไปในฝูงชนทันที
“ ช้าก่อนเชียนเอ๋อ… หญิงสาวตระกูลสูงมิควร...” วาจาเนิบนาบตามแบบแผนของมู่เฟยเซียนไม่ทันเอ่ยจบความ ทั้งยังมิอาจดึงหลานสาวไว้ได้ ผู้เป็อาแค่นเสียงทีหนึ่งอย่างขัดใจ สุดท้ายก็ได้แต่ก้าวเดินตามหลานสาวลงไปจากรถม้า
มู่เชียนพุ่งตัวมาถึงร่างเด็กน้อยในชั่วอึดใจ ก่อนจะพบว่าสถานการณ์ตรงหน้าเลวร้ายกว่าที่คิด หากเป็ในโลกเดิมของนาง เด็กน้อยผู้นี้น่าจะเป็โรคลมชัก ร่างของเขาเกร็งจนแข็งสลับกับการชักกระตุกเป็ระยะ กรามเล็กๆนั้นขบกันแน่น ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีเขียวอย่างน่าเป็ห่วง น้ำลายเป็ฟองไหลออกมาจากปากม่วงช้ำนั้นมีเืจางๆปนออกมาด้วย !
เด็กสาวรีบใช้วิธีปฐมพยาบาลที่เคยได้ยินในโลกเดิมเข้าช่วย นางฉีกชายผ้าของตนใส่ปากเด็กน้อยเพื่อป้องกันการกัดลิ้น ก่อนจะปลดเสื้อผ้าของเขาออก จับเด็กนอนตะแคงเพื่อมิให้เกิดการสำลัก ระหว่างนั้นก็รวบรวมสมาธิเพื่อตรวจอาการเด็กน้อยอย่างรวดเร็ว
เมื่อพบว่าพลังชีวิตของเขากำลังลดลง มู่เชียนก็รีบรวบรวมปราณอี้เจ๋อและธาตุแสงในร่างเพื่อเยียวยาเด็กน้อย เหมือนเช่นที่นางเคยรักษาสัตว์ต่างๆในป่า
‘เด็กคนนี้ปราศจากปราณธาตุใช้เพียงเท่านี้คงพอ’ ขณะกำลังจะเริ่มทำการรักษา นางกลับได้ยินเสียงเสี่ยวจิ้งะโห้าม
‘อย่าใช้ปราณอี้เจ๋อที่นี่… หากผู้อื่นรู้ เ้าอาจมีอันตราย เ้าและข้ายังอ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องตนเอง’
‘แต่ว่าเด็กคนนี้กำลังจะตายนะ’ นางโต้แย้งกลับไปอย่างร้อนรน
‘อย่างไรก็ไม่ได้ เ้ากำลังจะหาเื่ใส่ตัว !’
มู่เชียนกระสับกระส่ายมองเด็กน้อยสลับกับมือของตน หากจะใช้เพียงปราณธาตุแสงของนางนั้นย่อมไม่เพียงพอ นางยังไม่สำเร็จขั้นยอดยุทธ์ ไม่อาจใช้ปราณโอสถทั่วไปได้
ทว่า… เด็กน้อยเบื้องหน้าที่ยังคงเกร็งกระตุกไม่หยุดนี้จะทำอย่างไรเล่า ?! ใบหน้าเล็กเริ่มเปลี่ยนจากเขียวเป็ม่วง เพราะขาดอากาศหายใจ ในที่สุดมู่เชียนก็ไม่อาจทนต่อไปได้
‘รอไม่ได้แล้ว !’ เด็กสาวรีบหลับตาเข้าสู่สมาธิ ควบคุมปราณอี้เจ๋อให้หลั่งไหลออกมาจากฝ่ามือ ทันใดนั้นบางสิ่งก็กระทบเข้าที่ไหล่ขวา ผลักนางไปด้านข้างอย่างนุ่มนวล
“หลบไปหน่อย” เสียงทุ้มห้าวเรียบเฉยกล่าวจากด้านหลังของนาง
มู่เชียนหันกลับไปมอง ก็พบใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมดวงหนึ่ง เขาอายุประมาณ 25 ปี สวมชุดยาวสีขาวคาดเขียวสะอาดตา กวานสีทองบนศีรษะเปล่งประกาย กำลังใช้พัดจีบสีขาวดันนางออกไปด้านข้างอย่างสุภาพ
ทว่านางถูกขัดจังหวะระหว่างทำสมาธิ หญิงสาวยังมึนงงอยู่บ้างจึงกะพริบตาเล็กน้อยมองด้วยความงุนงง คิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อเห็นหญิงสาวยังคงนิ่งไม่หลบไปตามคำสั่ง ปกติแล้วเขาย่อมไม่นึกถือสา ทว่าครั้งนี้เป็เหตุเร่งด่วน !
“ข้าจะรักษาเขาและเ้ากำลังขวางทางข้า !” เสียงทุ้มขุ่นขึ้นเล็กน้อย
“อ๊ะ…ขออภัยเ้าค่ะ !” สาวน้อยที่เพิ่งรู้สึกตัวรีบหลบไปด้านข้าง หน้าเล็กร้อนวูบขึ้นมาด้วยความละอายใจ นางเป็ห่วงเด็กน้อยคนนั้นแต่กลับทำให้การรักษาล่าช้าลงไปอีก
มู่เชียนหันไปมองเด็กน้อยอีกครั้ง มือขาวสะอาดของชายหนุ่มเพิ่งทาบลงบนกระหม่อม ปราณแสงสีเงินจางก็กระจายออกมา ‘ปราณธาตุแสง ชั้นยอดยุทธ์ !’
เด็กน้อยบนพื้นเริ่มนิ่งลง ลมหายใจเปลี่ยนเป็ราบเรียบขึ้นมาก ไม่นานสีหน้าของเขากลับมาเป็ปกติ
ชายหนุ่มชุดขาวหยิบเศษผ้าออกมาจากปากของเด็กน้อย แล้วเอ่ยเสียงเคร่งเครียด
“ของผู้ใด ?”
“ข้าเองเ้าค่ะ… ข้าเกรงว่าเขาจะกัดถูกลิ้นตนเองเข้า” มู่เชียนตอบคำถามเสียงเบา พลางย่อตัวคารวะอย่างถูกระเบียบ มู่เฟยเซียนที่อยู่ด้านหลังหลานสาวมองกิริยาเพียบพร้อมนี้ แล้วก็รู้สึกปลาบปลื้มจนน้ำตาแทบไหล ทว่า……. เหตุใดเ้าไม่อยู่บนรถม้าาาา !!!!
ชายหนุ่มมองประเมินหญิงสาวหน้าตาเรียบๆตรงหน้า แล้วเอ่ยสั่งสอนอย่างไม่คิดเกรงใจ “เ้าทราบหรือไม่ว่าเขาอาจสำลักเศษผ้าลงไปได้ เ้าควรหาไม้พันก่อนที่ใส่เข้าไปในปากของเขา การกระทำนี้ของเ้าอาจฆ่าเด็กโดยไม่ได้ตั้งใจ”
เสียงเอ่ยเรียบเรื่อย เนื้อความกลับรุนแรงยิ่งนัก
‘ยามรีบร้อน ข้าจะไปหาไม้มาจากไหนเล่า !’ มู่เชียนเถียงอยู่ในใจ แต่สิ่งที่เอ่ยออกมากลับเป็ถ้อยคำอ่อนน้อมเชื่อฟัง “เป็ความผิดของข้า รบกวนให้ท่านที่นับถือสั่งสอนแล้ว ต่อไปข้าจะระวังให้มากเ้าค่ะ”
เด็กสาวเรียนรู้มาตลอดว่า หากเอ่ยยอมรับผิด ทุกความขัดแย้งจะจบลงอย่างรวดเร็วเสมอ….อย่าว่าแต่ความรู้ที่เขาเอ่ยออกมาก็ไม่ผิดแต่อย่างใด
หนานจื่อชิ่งนิ่งไปชั่วขณะ เขาไม่เคยพบเห็นสตรีใดว่าง่ายเช่นนี้มาก่อน นางไม่เถียง ไม่น้อยใจ ไม่วุ่นวายใจที่ถูกตำหนิ ขอโทษอย่างสงบกลับทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผิด เขาอดพิจารณานางอีกครั้งไม่ได้
นางแต่งกายคล้ายเป็หญิงสาวตระกูลสูง แต่รูปลักษณ์ธรรมดา ธาตุในกายก็สับสนมาก คิดว่ามีมากกว่า 4 ธาตุขึ้นไป
นิสัยนั้นน่าส่งเสริม แต่กลับไร้อนาคตทางการฝึกยุทธ์ .. น่าเสียดายยิ่ง
ครึ่งปีก่อนนับแต่มู่เชียนสำเร็จยุทธ์สามดาวในวันเดียว หนึ่งคนหนึ่งเทพอสูรก็ได้ปรึกษากันและลงความเห็นว่า พวกเขาไม่้าดึงดูดความสนใจ มู่เชียนจึงขอให้เสี่ยวจิ้งช่วยปิดบังระดับปราณที่แท้จริงให้ สำหรับเทพอสูรแล้วการกระทำเช่นนี้ไม่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย
ตราบเท่าที่ไม่พบกับผู้แข็งแกร่งกว่า เขาอยากให้ผู้อื่นเห็นนางเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับใดก็เป็ระดับนั้น ยามนี้ถูกชายหนุ่มที่มีระดับเพียงยอดยุทธ์มองสำรวจ ย่อมไม่อาจพบปราณยุทธ์ในร่างของนาง
หนานจงชิ่งประเมินได้ว่า…มู่เชียนคงอยู่ในขั้นรวบรวมปราณ
‘แม้จะไร้อนาคตทางยุทธ์ แต่ก็มีมารยาทเฉลียวฉลาดดี’ หนานจื่อชิ่งตัดสินหญิงสาวอยู่ในใจ
“เ้าสกุลใด ?”
“ข้าน้อยมู่เชียน สกุลมู่เ้าค่ะ แล้วท่านเล่า ?” เพราะคิดเสมอว่า การแนะนำตัวควรทำทั้งสองฝ่าย เขาถามชื่อนาง นางก็ถามกลับเท่านั้น ไม่คิดว่าการกระทำของนางกลับทำให้อาสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังใจนรีบวิ่งเข้ามา
“เหลวไหล !!” มู่เฟยเซียนเอื้อมมาดึงตัวหลานสาวไปซ่อนไว้ด้านหลัง พร้อมโค้งตัวเล็กน้อยให้บุรุษที่อยู่ตรงหน้า “ถวายบังคมองค์ชายใหญ่ หลานสาวเสียมารยาท เพราะผู้น้อยสั่งสอนไม่เพียงพอถือเป็ความผิด ขอทรงประทานอภัยด้วยเพคะ”
“สกุลมู่ … ตระกูลผู้พิทักษ์หรือ ?” เขาประหลาดใจเล็กน้อยที่คุณหนูตระกูลผู้พิทักษ์กลับปราณไร้ประโยชน์เช่นนี้ ส่วนเื่นางเอ่ยถาม เขาไม่ถือสาแต่อย่างใด ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นกระจ่างใสนัก เขารู้ว่าเด็กสาวคงไม่คิดอะไรจริงๆ
“เื่เท่านี้ ไม่จำเป็ต้องขออภัย” เขามองไปด้านหลังมู่เฟยเซียน เห็นเพียงหญิงสาวก้มหน้าประสานมือนิ่งอยู่จึงพยักหน้าเล็กน้อยแทนการกล่าวลา แล้วหันหลังเดินจากไป
เมื่อ ‘องค์ชายใหญ่’ เดินจากไป มู่เชียนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ใครจะไปรู้ว่าเดินๆอยู่ในตลาดจะเจอเชื้อพระวงศ์ปะปนอยู่กับชาวบ้านอย่างง่ายๆ ทั้งยังไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ทั่วไป แต่เป็ถึงองค์ชาย..
พวกเขามิใช่ต้องอยู่แต่ในวังรับการปรนนิบัติอย่างดีตลอดเวลาหรือ…?
มู่เฟยเซียนหันหลังกลับมา เห็นมู่เชียนยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลังไม่รู้ครุ่นคิดอันใดจึงจูงมือหลานสาวกลับขึ้นรถม้า “เมื่อครู่คือองค์ชายใหญ่ หนานจื่อชิ่ง พระองค์ทรงชำนาญวิชาแพทย์ จึงมักจะออกมาสำรวจความเป็อยู่ของชาวบ้านและช่วยเหลืออยู่บ่อยๆ เป็เชื้อพระวงศ์ที่คบหาง่ายที่สุดแล้ว โชคยังดีที่มิใช่เชื้อพระวงศ์ท่านอื่น มิเช่นนั้นหากทรงร้องเรียนไปที่ตระกูล เ้าคงมิพ้นต้องถูกกักบริเวณ”
“นั่นหรือคบหาง่าย ดุยิ่งกว่าอาจารย์ฝ่ายปกครองเสียอีก !” หญิงสาวก้มหน้าบ่นพึมพำออกมาเบาๆ
มู่เฟยเซียนไม่ได้สนใจคำพูดของหลานสาวนัก ผู้เป็อายังคงพร่ำบ่นเกี่ยวกับเื่จรรยามารยาทหญิงสาวตระกูลใหญ่อีกหลายข้อ ทั้งยังกำชับว่าต่อไปหากจะเปิดเผยใบหน้าต้องสวมผ้าคลุมหน้าเสมอ มิเช่นนั้นอาจถึงขั้นแต่งไม่ออกเลยทีเดียว
“เหตุใดหญิงสาวตระกูลสูงบนถนนมากมายไม่ต้องปิดหน้าเล่า ?”
“เมื่อฝึกยุทธ์ได้แล้วย่อมถือเป็ผู้ฝึกตน ไม่จำเป็ต้องปฏิบัติการตามกฎหญิงสาวก่อนออกเรือน แต่เ้าที่มิอาจฝึกตนได้ย่อมไม่เหมือนกัน โชคดีที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นมิเช่นนั้นคงกลายเป็เื่น่าขายหน้าอีกเื่แล้ว” มู่เฟยเซียนยกมือพนมขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เื่นี้ยังมีทางแก้ไข
“ท่านอา แต่ข้า...” มู่เชียนยืดร่างขึ้นกำลังจะเอ่ยปากบอกถึงระดับการฝึกยุทธ์ของตนทว่ากลับถูกมู่เฟยเซียนยกมือห้ามไว้
“เ้าไม่ต้องพูดอีกแล้ว ผ่านพิธีปักปิ่นไปก็เตรียมเรียนการเรือนกับอาเถิด อันว่าการครองเรือนนั้น มิใช่เื่ง่าย ในอดีต อาเขยของเ้า....”
จากนั้นมู่เชียนก็ต้องนั่งนิ่งฟังอาสาวเอ่ยถึงประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านมาในเื่การครองเรือน โดยไม่มีโอกาสเอ่ยคำใดอีกเลย ครึ่งชั่วยามต่อมา รถม้าก็มาจอดอยู่หน้าประตูใหญ่ของเรือนตระกูลมู่แล้ว
เพียงก้าวเท้าเข้ามาในตระกูลมู่ หนุ่มสาวหน้าตาดีคู่หนึ่ง ก็ก้าวสวนออกมา มู่เชียนมองแวบเดียวก็จำได้ทันที นี่คืออดีตคู่หมั้น และลูกพี่ลูกน้องสาวแสนสวยของนาง
… ‘คู่แค้นทางแคบโดยแท้’ ..
เมื่อมองเห็นมู่เชียน เด็กสาวผู้แสนงดงามก็ชักสีหน้าใส่ทันที คงไม่มีหญิงใดมีความรู้สึกดีให้กับอดีตคู่หมั้นของชายในดวงใจกระมัง
“ พี่สาม… ” ผู้เป็น้องเอ่ยปากทักทายอย่างเ็า สายตาที่มองมายังพี่สาวร่วมสกุลนั้นคล้ายมองต้นหญ้าริมทางก็มิปาน
ซ่างกวนถงก็เช่นกัน ชายหนุ่มเห็นอดีตคู่หมั้นก็เผยสีหน้ากระอักกระอ่วนไม่เอ่ยคำ เพียงพยักหน้าให้นางเล็กน้อยแทนการทักทาย ซึ่งมู่เชียนก็พยักหน้ากลับให้อย่างไม่ใส่ใจนัก
“น้องห้า” มู่เชียนทักทายน้องสาวกลับ ทว่าเมื่อได้สายตาเ็าตอบแทนมา หญิงสาวก็เพียงยิ้มบางก่อนจะเดินจากไป
‘... ทำอย่างกับข้าติดหนี้อะไรนางอยู่ มิใช่ข้าหรือที่ถูกแย่งคู่หมั้น’ ขณะคิดอย่างขบขัน ร่างบางก็เกือบชนเข้ากับทรวงอกนุ่มหยุ่นขนาดใหญ่ เด็กสาวได้ยินเสียงท่านอามู่เฟยเซียนของนางสั่งสอนมู่เยว่อยู่ด้านหลัง
“ไม่รู้พี่สามสั่งสอนเ้าอย่างไรจึงได้ทำกิริยาเยี่ยงนี้กับญาติผู้พี่ ช่างไม่รู้มารยาทเสียเลย” เมื่อมู่เชียนหันหลังไปมอง ก็เห็นมู่เยว่ก้มหน้ารับการสั่งสอน ทั้งที่ดวงตาวาววับไม่ยินยอม ใบหูแดงก่ำเพราะอับอายที่ถูกตำหนิต่อหน้าว่าที่คู่หมั้นหนุ่ม
อัจฉริยะของตระกูลอย่างนาง เหตุใดจะดูถูกเศษสวะ ไร้ประโยชน์อย่างมู่เชียนไม่ได้ !
“หยุดเดี๋ยวนี้นะมู่เฟยเซียน เ้าไม่มีสิทธิ์สั่งสอนเยว่เอ๋อของข้า !” หญิงวัยกลางคนร่างท้วมตรงหน้ามู่เชียน ะโเสียงแหลมขึ้น นางคือฟางซื่อ ผู้เป็พี่สะใภ้ของมู่เฟยเซียน และมารดาของมู่เยว่
มู่เฟยเซียนหันมาย่อตัวเล็กน้อยให้แก่พี่สะใภ้ กิริยาล้วนนุ่มนวลเพียบพร้อม แต่ไม่ขาดความสูงส่ง “ข้าเพียงสั่งสอนให้หลานรู้จักมารยาท เคารพผู้าุโกว่าเท่านั้น”
“มารดาอย่างข้ายังไม่ตาย ก็ไม่ถึงคราวให้เ้ามาช่วยสั่งสอน ! อีกอย่างหลานเ้ารู้จักมารยาทหรือไม่ อาสะใภ้ยืนอยู่ตรงนี้ยังไม่รู้จักมาทักทาย ” ฟางซื่อกล่าวพลางตวัดสายตามาหามู่เชียนด้วยอารมณ์
มู่เชียนเห็นอาหญิงถูกต่อว่าจนเถียงแทบไม่ทัน จึงย่อกายลงทำความเคารพอาสะใภ้ครั้งหนึ่งอย่างนอบน้อม
“อาสะใภ้ ไม่พบกันนาน”
“หึ ตัวไร้ประโยชน์อย่างเ้า กลับมาแล้วก็สงบเสงี่ยมหน่อย อยู่แต่ในเรือน อย่าได้ออกมาเพ่นพ่านดึงดูดสายตาผู้คนเลย ข้าหวังดีกับเ้าหรอกนะ” ฟางซื่อเปลี่ยนเป้าหมายหันมาเล่นงานหลานสาวสามีอย่างเต็มตัว
ในสายตาของนางไม่มีผู้ใดน่ารังแกเท่ามู่เชียนอีกแล้ว รูปลักษณ์รึก็แสนธรรมดา ด้านฝีมือก็มีเพียงปราณขยะไร้ค่า ทั้งยังกำพร้าไร้บิดามารดา ที่สำคัญนางเป็อดีตคู่หมั้นตัวจริงของว่าที่ลูกเขยที่นางพึงใจ นางจะทำทุกทางให้ซ่างกวนถงตระหนักว่า การได้หมั้นหมายกับยอดหญิงอนาคตไกลเช่นมู่เยว่ แทนตัวไร้ประโยชน์อย่างมู่เชียนเป็ความโชคดีเพียงใด !
มู่เชียนก้มหน้านิ่งนางไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดว่าร้าย ทว่าเสี่ยวจิ้งที่อยู่ด้านในกลับไม่เหมือนกัน เ้าตัวน้อยกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะฉีกปากสตรีแซ่ฟางยิ่งนัก มู่เชียนกำลังพยายามปลอบมันอย่างสุดความสามารถจึงไม่ได้ตอบอาสะใภ้กลับไป
ท่าทางสงบนิ่งคล้ายเชื่อฟังทำให้ซ่างกวนถงที่มองอยู่นึกดูแคลนนางยิ่ง อดีตคู่หมั้นของเขาช่างขี้ขลาดจนน่ารังเกียจ !
“พี่สะใภ้ ท่านกล่าวเกินไป อย่างไรเชียนเอ๋อก็เป็คุณหนูคนสำคัญของตระกูล เป็ถึงบุตรสาวจากภรรยาหลวงของบุตรชายคนโตของตระกูล นางไม่เคยทำสิ่งน่าละอาย นางย่อมมีสิทธิ์เชิดหน้าอยู่ในเรือนแห่งนี้ และควรได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติจากญาติพี่น้องทุกคน” มู่เฟยเซียนกล่าวอย่างอดไม่ได้
"หึ วันทดสอบเข้าสำนักศึกษา มีคนสำคัญจากตระกูลผู้พิทักษ์ทั้งสี่เข้าร่วม ประชาชนทั้งแคว้นต่างให้ความสนใจอย่างมาก แม้แต่องค์รัชทายาทยังมาร่วมเป็ประธาน เ้าก็รอดูเถิดว่านางจะสร้างความอับอายแก่ตระกูลของเราเพียงใด” กล่าวจบแล้วฟางซื่อก็สะบัดหน้าดึงตัวบุตรสาวจากไป
งานคัดเลือกเข้าสำนักศึกษาของตระกูลผู้พิทักษ์ทั้งสี่นั้นออกจะแตกต่างจากคนทั่วไปอยู่บ้าง เพราะนอกจากจะถูกจัดแยกออกมาต่างหากแล้ว ยังได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป ต้นกล้าจากตระกูลผู้พิทักษ์ย่อมสามารถเติบโตขึ้นเป็บุคคลสำคัญของแว่นแคว้น
ในปีนี้เป็โอกาสดี บุตรหลานคนสำคัญทั้งห้าของตระกูลมู่ ล้วนถึงวัยเหมาะสมที่จะเข้าสำนักศึกษา ได้ยินว่าตระกูลซ่างกวนยังส่งผู้เยาว์เข้าร่วมถึงสี่คนด้วยกัน
มู่เชียนหันมองไปหน้าประตู เห็นเพียงแผ่นหลังของซ่างกวนถงเดินจากไปโดยไม่ร่ำลา รับรู้ถึงสายตาดูแคลนของอดีตคู่หมั้น หญิงสาวจึงคลี่ยิ้มเบาสบายออกมา…
บุรุษตื้นเขินมองคนแต่ภายนอกเช่นนั้น น่ายินดีเหลือเกินที่นางกับเขาไม่ต้องเกี่ยวข้องกันอีก..