เทียนมาถึงสำนักธรรมยุทธ์ ก็พบว่าเวลานี้ ถูกทำลายไปกว่าครึ่งแล้ว เจ้าสำนักกับเหล่ารองทั้งสี่ กำลังต่อสู้กับ จอมมารกระทิงไฟ ที่ร่างมันใหญ่โตเท่ากับเจดีย์ 7 ชั้น หลวงจีนสือคง เห็นเทียนมาถึงก็รีบเข้ามาต้อนรับทันที แล้วรีบเอ่ยว่า
“ ท่านหมอเทวะ ได้โปรดช่วยท่านเจ้าสำนักด้วยเถิด”
เทียนมองเห็นจอมมารกระทิงไฟ กำลังอาละวาดอย่างหนัก บ้านพักถูกทำลายอย่างย่อยยับมีหลวงจีนนอนตายกันเกลื่อนวัด หลวงจีนอาวุโสพยายามใช้พลังเซียน เข้าต่อสู้กับจอมมารกระทิงไฟ ที่มีเขา อยู่บนหัวเขาเดียว แต่มีเพลิงห่อหุ้มตัวเอาไว้ทั้งตัว แต่เหมือนไม่มีทางทำอะไรมันได้เลย เห็นเจ้าสำนักใช้ของวิเศษเป็นระฆังทอง อันใหญ่โตเข้าปะทะกับจอมมารกระทิงไฟ กลับโดนมันทุบจนแตกละเอียด เจ้าสำนักกับรองทั้งสี่ ต่างก็กระอักเลือด ออกมา
จอมมารกระทิงไฟกำลัง ใช้เท้าเข้ากระทืบซ้ำที่ร่างของหลวงจีนชราทั้ง 5 รูป เทียนซัดปีกคุณเผิงเพลิงเข้าใส่ร่างของจอมมารกระทิงไฟ เข้าเต็มๆ ร่างยักษ์ถึงกับล้มคว่ำไปกับพื้น เทียนใช้เวทย์กังขังปล่อยไปบนฟ้า แล้วปล่อยพลังฝ่ามือยูไลสยบมารออกไป จอมมารเพิ่งลุกนั่งได้ ยังไม่หายมึนหัว ก็มีฝ่ามือพุทธะยูไล พุ่งเข้าใส่
เปรี้ยง ๆ ร่างจอมมารกระทิง โดนฝ่ามือยูไลเข้าไปถึงกับร้องไม่เป็นเสียงคน เทียนปล่อยฝ่ามือยูไลออกไปอีกสามฝ่ามือ แต่ว่า ฝ่ามือขยายออกไปเป็นร้อย เป็นพัน เข้าอัดใส่ร่างของเจ้าจอมมารกระทิงไฟบาดเจ็บสาหัสขึ้นโดนอีกไม่กี่ฝ่ามือตายแน่ๆ เจ้ากระทิงไฟคิดเช่นนั้น ก็เลย ตบลูกแก้วที่ห้อยคอ แตกออกมา มีเด็กชายวัย 5 ขวบปรากฏร่างขึ้น ที่แรกนึกว่านาจาเสียอีก เพราะรูปร่าง ทั้งอาวุธล้วนคล้ายกันมีทวน มีกงล้อเพลิงคล้ายกัน แต่ทีไม่เหมือนคือร่างกลับเป็นสีแดง ไอ้เด็กนี่เริ่มปล่อยไฟ จากปากทำลายค่ายกลที่อยู่บนฟ้า จนพังพินาศ
หรือว่า จะเป็นหงไห่เอ๋อ ลูกขององค์หญิงพัดเหล็ก กับ ปีศาจกระทิง
“ กล้าบังอาจทำร้ายลูกหลานของข้าเชียวหรือ” หงไห่เอ๋อเอ่ยออกมาด้วยเสียงเด็กฟังแล้ว น่ารักน่าเอ็นดู แต่เทียนไม่รักและเอ็นดูมันแน่
“ ไอ้เด็กน้อย สมองเจ้ามีไว้กินกับนอนใช่ไหม ถึงแยกแยะไม่ออกว่า ใครดี ใครชั่ว ” เทียนด่ากลับ หงไห่เอ๋อโกรธมาก พุ่งเข้ามาหาเทียนด้วยความรวดเร็วเกินกว่าใครจะมองเห็น แต่ใครคนนั้นไม่ใช่เทียน ทวนของหงไห่เอ๋อที่
พุ่งแทงใส่เข้ามาถูกเทียนใช้ดาบมารมุรามาสะ ปัดออกไปได้จนหมด ไม่ว่าจะหายตัววับไป ฟาดตรงมุมไหน แทงตรงจุดไหน เทียนก็ปัดทิ้งออกไปได้อย่างง่ายดาย
จนทำให้หงไห่เอ๋ออ่อนใจ เผยจุดช่องว่าง จึงถูกเทียนถีบเข้าหน้าอก กระเด็นกลิ้งออกมา
“ เจ้านี่ มันเห็นการเคลื่อนไหวของข้าทั้งหมดได้ยังไง เป็นไปไม่ได้” หงไห่เอ๋อสงสัยสุด ๆ แต่ไม่ยอมแพ้ หายตัววับเข้าไปปะทะกับเทียนอีกรอบ คราวนี้ฟาดด้วยทวนไปก่อน เทียนก็หลบออกอย่างง่ายดาย แต่คราวนี้ หงไห่เอ๋อ กลับอ้าปาก
พ่นไฟออกมาจาก ปาก จมูก ตา พุ่งเข้าใส่เทียนในระยะประชิด เชื่อว่าระยะใกล้แบบนี้เทียนต้องกลายเป็นขี้เถ้าแน่ เพราะไฟที่พ่นออกมานี้แม่แต่น้ำยังไม่สามารถดับได้เลย แต่หลังจากพ่นไฟออกมาแล้ว ผลปรากฏว่าเทียนกับไม่เป็นอะไรเลย
กลับถูกเทียนเปิดตาที่สาม ปล่อยลำแสงเข้าโดนตัวของหงไห่เอ๋อ เต็มๆ จนร่างน้อยๆ กระเด็นออกไปไกล แต่ด้วยมีรางเซียนระดับสูงคอยคุ้มครองเอาไว้ จึงไม่เป็นอะไรมา ได้แต่มึนงง แน่นหน้าอกเล็กน้อย
“ เนตรที่สาม นี่เจ้าเป็นอะไรกับหยางเจี่ยน?” หงไห่เอ๋อถามออกมาด้วยความสงสัย
“ ข้าเป็นอาจารย์ของเขาเอง” เทียนตอบตามควาวมจริง
“ โกหก เจ้ามันเป็นแค่มนุษย์ เพิ่งจะเกิด จะไปเป็นอาจารย์หยางเจี่ยนได้อย่างไร
ข้าคงต้องจัดการกับเจ้าขั้นเด็ดขาดเสียแล้ว” หงไห่เอ๋อ โมโหคิดว่าเทียนโกหก
แล้วหยิบพัดเหล็กออกมาจา อกเสื้อ แล้วพัดอันจิ๋ว ก็กลายเป็นพัดขนาดใหญ่
พัดเข้าใส่เทียน กลายเป็นลมพายุหมุนวงใหญ่พุ่งเข้าใส่เทียน หากเป็นมนุษย์ธรรม ถ้าถูกดูดเข้าไปในพายุหมุนขนาดนี้ ร่างต้องแหลกเหลวไม่เหลือแม่แต่เศษซาก
เทียนเปลี่ยนร่างกลายเป็นลม กลืนไปกับลมพายุหมุน แล้วควบคุมลมพายุลูกนี้พัดเข้าใส่ หงไห่เอ๋อที่กำลังโบกพัดอยู่ พอเห็นลมพายุพัดกลับย้อนเข้ามาอย่างเร็วหงไห่เอ๋อหลบไม่ทัน ถูกกระแทกกระเด็นออกไปไกลลิบตา
หงไห่เอ๋อแค้นใจยิ่งนักที่ไม่สามารถทำอะไรเทียนได้ จึงกลับมาหาเทียนอีกครั้ง คราวนี้กลายร่างใหญ่โต เหมือนจอมมารกระทิงไฟ เดินเข้ามาหมายกระทืบเทียนให้จมดิน ทันใดนั้นเทียนก็ท่องบทสวดขึ้นมา บทหนึ่ง เป็นบทสวดชื่อว่า
“โอมมณี ปัทเมหุม” หงไห่เอ๋อพอได้ยินบทสวดนี้ก็ตกใจ ไม่กล้าขยับตัว แต่ว่าห่วงที่หัว ห่วงที่ข้อมือ แล้วห่วงเหล็กที่ขา ทั้งห้าห่วง ก็บีบรัดเข้าหาตัวเอง อย่างรวดเร็ว ทำให้หงไห่เอ๋อ ถึงกลับร้องคร่ำครวญอย่างเจ็บปวดทรมาน
รีบกลายร่างเป็นเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ ล้มตัวลงนอนกลิ้งไปกับพื้นร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร ยกมือขอร้องให้เทียนหยุด ท่องบทสวดนี้ ความจริงบทสวดนี้เป็นบทสวดที่อยู่ในคำภีร์นิรันดร์ที่ 4 เป็นการสร้างอาวุธเวทย์ แล้วมีบทสวดกำกับ เอาไว้สำหรับควบคุม ปีศาจมารร้าย เช่นเดียวกับ ห่วงมงคลที่รัดหัว ซุนหงอคอก็เช่นเดียวกัน เวลานี้หงไห่เอ๋อหมดสภาพล้มตัวคุกเข่าขอร้องให้เทียนหยุดท่องบทสวดนี้เสียที
“ ข้ายอมแพ้ แล้ว ได้โปรดหยุดท่องบทสวดนี้เสียที”
เทียนเห็นสภาพแบบนี้แล้วก็เลยหยุด
“ ข้าเห็นแก่เจ้าแม่กวนอิม อาจารย์ของเจ้าจะไม่ทำลายร่างของเจ้า แต่ข้ามีข้อแม้อยู่ข้อหนึ่ง”
“ ข้ายอมทุกอย่างโปรดบอกมาเถิด”
“ ต่อไปนี้ ให้จอมมารปีศาจกระทิงไฟ ต้องคุ้มครอง เจดีย์ห่านป่าแห่งนี้ ห้ามมิให้ใครมาวุ่นวายกับ อัฐิ ของพระถังซัมจั๋ง ตลอดไป” เทียนต่อรอง หงไห่เอ๋อสั่งให้เจ้ามารกระทิงไฟที่เวลานี้กลายร่างเป็นคนตัวเล็กแล้ว เข้ามาคุกเข่าต่อหน้าเทียนยอมรับคำสั่ง เทียนพยักหน้า แล้วเสกห่วงมงคล มาอีกหนึ่งอัน แล้วมันก็ไปคล้องศรีษะ จอมมารกระทิงไฟ แบบเดียวกันกับซุนหงอคง
“ หากเจ้าสร้างปัญหา ให้กับท่านเจ้าสำนักธรรมยุทธ์อีก ข้าจะให้ท่านท่องบทสวดนี้เพื่อจัดการกับเจ้า” เทียนกล่าวออกไป จอมมารก็ รับคำสั่งทุกประการ โดยแบ่งจิตออกไปกลายเป็นรูปปั้น กระทิงไฟ ยืนป้องกันอยู่ด้านหน้าเจดีย์ห่านฟ้า หากมีใครเข้ามาสร้างความวุ่นวาย มันจะกลายร่างเป็นยักษ์กระทิงเข้าจัดการทันที
“ ข้าขอถามท่านหน่อยได้ไหม” ก่อนจะจากไป หงไห่เอ๋อเอ่ยถามเทียน
“ เจ้าอยากรู้อะไร”
“ ท่านรู้บทสวดควบคุมข้านี้ได้อย่างไร”
“ อาจารย์ของข้าเป็น คนมอบห่วงเวทย์ควบคุมนี้ ให้กับพระแม่กวนอิม พร้อมบทสวด แล้วทำไมข้าจะไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร” เทียนอ้างท่านเทพฝูซี เป็นอาจารย์
เพราะวิชาในคัมภีร์นิรันดร์นั้น ท่านเทพฝูซี เป็นคนเขียนขึ้นมา เทพฝูซีจึงต้องเป็นอาจารย์ของเทียนไปอีกหนึ่งคน
“ อ้อ เข้าใจ ว่าแต่ที่ท่านบอกว่าเป็นอาจารย์ของ หยางเจี่ยน ผู้คุ้มกฏสวรรค์ตอนนี้ก็เป็นความจริงน่ะซิ”
“ ข้าจะหลอกเจ้าทำไม” เทียนคิดไว้อยู่แล้ว หยางเจี่ยนไม่ธรรมดา บัดนี้เป็นถึงผู้คุ้มกฏสวรรค์ไปแล้ว หงไห่เอ๋อพอหายข้องใจ ร่างก็หายวับจากไป
หลวงจีนสือคง รีบพยุงท่านเจ้าสำนักเข้ามาหาเทียนทันที
“ อาตมา ต้องขอบคุณ ท่านหมอเทวะเทียนยิ่งนัก หากไม่ได้ท่านช่วยในวันนี้ เจดีย์ห่านป่า คงต้องถูกทำลายย่อยยับแน่”
“ ไม่เป็นไร เรื่องแบบนี้ข้าต้องช่วยพวกท่านอยู่แล้ว ต่อไปนี้เจดีย์ห่านป่า ข้าสั่งให้จอมมารกระทิงไฟ มาช่วยพวกท่านเฝ้าอีกคน พวกท่านก็ไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องนี้อีก ข้าจะสอนบทสวดนี้ให้กับท่านเจ้าสำนักเอาไว้ หากเจ้ากระทิง เกิดพยศขึ้นท่านก็ใช้บทสวดนี้ จัดการกับมัน” จากนั้นเทียนก็สอนบทสวด โอมมณี ปัทเมหุม
ให้เจ้าสำนักแต่เพียงผู้เดียว เจ้าสำนักดีใจมากกล่าวขอบคุณเทียนอย่างมาก
“ ท่านเจ้าสำนัก ข้าขอกราบสักการะ อัฐิ ของพระถังซัมจั๋งจะได้ไหม”
เทียนเห็นว่ามีโอกาสดี ก็เลยอยากกราบไหว้เป็นสิริมงคล
“ ได้เลย สือคง พาท่านหมอเทวะ ไปชั้นบนสุดเลย” หลวงจีนสือคงพาเทียนขึ้นไปกราบอัฐิ ของพระถังซัมจั๋งที่อยู่ชั้นบนสุดของเจดีย์ห่านป่าแห่งนี้
“ ปกติ จะไม่อนุญาต ให้คนทั่วไปขึ้นมาบนนี้ จะให้กราบไหว้กันเฉพาะด้านล่างเท่านั้น แต่ว่าท่านหมอเทวะ มีพระคุณต่อสำนักของพวกเรา จึงได้สิทธิพิเศษเช่นนี้” สือคงพูดแบบนี้ เทียนต้องขอบคุณที่ได้สิทธิพิเศษเช่นนี้
เทียนเข้ามาชั้นบนสุด เห็นรูปปั้น ของท่านพระถั่งซัมจั๋ง กับศิษย์ทั้งสามคนและม้าขาวอีกหนึ่งตัว ปั้นอยู่เคียงข้างกัน แต่เทียนเห็นรูปปั้นคนอีกคนหนึ่งเทียนมองแล้วนี่มันตี้เทียน ร่างแปลงขอเรา ชัดๆ มีรอยบากที่หน้าเหมือนกันด้วย มาอยู่ที่นี่แห่งนี้ได้อย่างไรกัน
“ ท่านสือคง นี่คือรูปปั้นของท่านผู้ใดกัน” เทียนสงสัยมาก
“ นี่เป็นรูปปั้นที่พระถังซัมจั๋ง เป็นคนเขียนแบบภาพเอาไว้ ในภายหลัง เพิ่งจะมีการปั้นขึ้นมา ท่านบอกว่า รูปปั้นนี้ เป็นผู้มีคุณ ถ้าไม่ได้ท่าน การไปอัญเชิญพระไตรปิฏกครั้งนี้ ก็ไม่อาจเป็นผลสำเร็จได้” สือคงเอ่ยจบ เทียนยิ่งงงเข้าไปใหญ่
แล้วเขาไปเกี่ยวข้องอะไรกับการเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฏกในครั้งนี้ด้วยนะ
เทียนทำความเคารพ พระถังซัมจั๋งเสร็จ ก็กำลังเดินจากมา รู้สึกว่ามีสายตามองมาหา ทำให้เทียนต้องหันไปมองด้วยความสงสัย พบเห็นจิตวิญญาณของพระถังซัมจั๋งที่ยังคงเหลืออยู่เพียงเงาลางๆ เอ่ยคำพูดลอยมาตามสายลม ๆว่า “ ขอบคุณ” เทียนคำนับให้อีกครั้งแล้วเดินจากมา สร้างความสงสัยให้กับสือคงยิ่งนัก
เทียนกลับมาก็เข้ามาที่เรือนสีขาวกลางน้ำ ก็จะพยายามศึกษาภาพแผ่นที่สี่ต่อไป
แต่ไม่ทันได้มองภาพต่อไป เทียนก็พบว่า ดวงดาวรอบตัวของเขาที่เทียนได้ใช้วิชา
ดวงดาวพยากรณ์สร้างไว้ มีดวงดาวดวงหนึ่ง มีเริ่มหม่นหมอง หากปล่อยเอาไว้อาจจะดับแสงได้ทันที เทียนรีบกลับไปยังโลกมนุษย์ ไปยังบ้านตระกูลหลี่ด้วยความร้อนใจ เพราะดาวที่เริ่มหม่นหมอง คือดวงดาวที่ใกล้ชิดเขามากที่สุด นั่นคือพ่อเก้าของเขานั่นเอง
เทียนเดินทางกลับมาถึงตระกูลหลี่ แล้วกลับเข้าร่างแปลง แล้วเข้าไปหาพ่อเก้าที่เวลานี้เป็นอัยการแล้ว กำลังนั่งอ่านคดีความอยู่ในห้องหนังสืออยู่คนเดียว
“ พ่ออ่านอะไรอยู่ครับดูเคร่งเครียดเชียว” เทียนเดินเข้ามาก็มานั่งอยู่ต่อหน้าพ่อเก้าทันที เพราะรู้ว่า พ่ออาจกำลังทำคดีบางอย่างที่อาจเกิดอันตรายโดยไม่รู้ตัว
“ ก็เรื่องคดีตามปกตินั่นแหละ ว่าแต่ลูกมีธุระอะไรกับพ่อหรือเปล่า”
“ ก็เป็นห่วงนะครับ พอดีผมกำลังศึกษาวิชาพยากรณ์ศาสตร์ แต่บังเอิญว่า ดวงดาวที่ใกล้ตัวผมมากที่สุดกำลังจะมีเคราะห์ ผมนึกถึงพ่อ ก็เลยมาถามดูว่าพ่อเป็นอย่างไรบ้าง”
“ นี่ลูกมีเวลาศึกษา เรื่องดูดวง อะไรพวกนี้ด้วยหรือ ทั้งเรื่องเรียนตามปกติ และยังไปเรียนแพทย์ฝังเข็มอะไรนั่นอีก ลูกเอาเวลาที่ไหนไปศึกษากัน” พ่อเก้าเหนื่อยแทนเทียน
“ ก็ พอดีมันเกี่ยวข้องกับการรักษา แบบโบราณ เลยต้องศึกษาเอาไว้ด้วย”
“ โหราศาสตร์ กับ แพทย์ศาสตร์ เนี่ยนะ”
“ ใช่ครับ ดวงจันทร์หมุนรอบโลกของเรามันทำให้เกิดอิทธิพลต่อ น้ำทั้งหมดบนโลกนี้ ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้น น้ำลง ทำให้มีผลต่อการผ่าตัดเพราะอิทธิพลข้างขึ้น ของดวงจันทร์ จะทำให้เลือดออกมากกว่า ในเวลาข้างแรม ซึ่งอาจมีผลต่อการผ่าตัดได้ นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบกันมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่ อิทธิพลของดวงดาว มีผลกระทบต่อการรักษาพยาบาลด้วยเช่นกัน” เทียนอธิบายให้ พ่อเก้าฟัง ซึ่งรับฟังด้วยความมึนงง เลยไม่กล้าถามต่ออีก กลัวเจอคำตอบที่ตัวเองมึนไปกันใหญ่ ทุกวันนี้คดี ที่อยู่ข้างหน้า ก็ยังปวดหัวอยู่เลย
“ ว่าแต่พ่อมีคดีความที่มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นความตาย บ้างหรือเปล่าครับ” เทียนรีบเข้าประเด็นทันที
“ เวลานี้พ่อทำเพียงแค่สองคดีเท่านั้น เป็นคดีใหญ่อดีตนายพลฆ่าล้างยกครัว แล้ว ยึดทรัพย์ของนักธุรกิจเจ้าของห้างใหญ่มาเป็นของตัวเอง แต่บุตรสาวของนักธุรกิจเจ้าของห้างแกล้งตายเลยรอดมาได้ เลยแจ้งความเอาผิดอดีตนายพลนอกราชการผู้นี้ อีกเจ็ดวันจะขึ้นศาล กลับถูกลอบยิงเมื่อคืนวานอาการสาหัส
หมอบอกว่าโอกาสหายยังไม่มี และไม่มีทางขึ้นศาลทันภายใน เจ็ดวันนี้แน่ หากเป็นเช่นนี้ ใครจะเป็นคนชี้ตัวฆาตกรได้ เฮ้อ น่าสงสารจริงๆ หากไม่มีพยาน พ่อก็ไม่สามารถฟ้องเอาผิดอดีตนายพลผู้นี้ได้”
“ ผู้หญิงคนนี้อยู่โรงพยาบาลอะไรหรือครับ”
“ โรงพยาบาลโลตัส ใกล้บ้านเรานี่แหละ” เทียนรีบขอตัวไปห้องนอนทันที โดยไม่ฟังอีกคดีที่พ่อเก้าได้ ทำในตอนนี้ เพราะเขามั่นใจว่า อดีตนายพลคนนี้อาจ
ใช้อิทธิพลมืด ช่วยให้เขาพ้นคดีนี้อย่างแน่นอน เวลานี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องช่วยคนบาดเจ็บไว้ก่อน เทียนรีบ เปลี่ยนร่าง เป็นหมอซูเทียน ไปโรงพยาบาลโลตัสทันที...