พิชิตภพสยบสวรรค์ ภาค1 ดินแดนแห่งท้องฟ้า

    ตอนที่ 29 ของวิเศษพลังวิญญาณ

    หลังเจิ้นเทียนงัดข้อชนะ ก็นำโต๊ะตัวใหม่มาวาง แล้วยืนอยู่ที่เดิม หากเป็นสถานการณ์ทั่วไป เมื่อชายร่างกำยำที่ดูแข็งแกร่งยังพ่ายแพ้ คงไม่มีใครกล้าเข้าไปงัดข้อต่อ แต่เมื่อมีการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง หลายคนก็อยากจะลองดู ทุกคนเริ่มไม่ได้มองว่าเป็นการทดสอบสมุนไพร แต่คือโชคลาภก้อนใหญ่ เพราะตามอัตราแลกเปลี่ยน หนึ่งร้อยเหรียญเงินเท่ากับหนึ่งเหรียญทอง ลงทุนนิดเดียวได้กลับมาเป็นร้อยเท่า ช่างเป็นสิ่งที่ล่อตาล่อใจผู้คนยิ่งนัก “ท่านปู่เคยบอกว่า เมื่อความโลภเข้าครอบงำ แม้เห็นเสือก็จะมองเป็นแค่แมว แม้ความตายก็ดูเป็นสิ่งเล็กน้อย ประโยคนี้น่าจะใช้ได้กับคนเหล่านี้” เจิ้นเทียนมองกลุ่มคนมากมายที่เข้ามาลองงัดข้อกับเขาอย่างไม่ขาดสาย  พลางคิดถึงคำพูดของท่านปู่ เขารู้สึกว่าการพบผู้คนมากมายก็ทำให้เข้าใจโลกมากขึ้น ตอนนี้เหรียญเงินของเจิ้นเทียนมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่งัดข้อครั้งแรก เขายังไม่เคยแพ้ใครเลย “หากสามารถควบคุมได้ทั้งแขน ไม่ใช่แค่เพียงความแข็งแกร่ง แต่พละกำลังก็มากขึ้นด้วย เคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนนี้ ดูมหัศจรรย์เกินไปแล้ว”  ทุกครั้งที่งัดข้อเจิ้นเทียนก็พยายามทดสอบพละกำลังของตัวเองไปด้วย เขาค้นพบว่าสำหรับคนธรรมดาที่ไม่ได้สร้างปราณ แค่เพียงพลังของร่างกายที่ยังไม่ได้โคจรเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยน ก็เพียงพอที่จะชนะ  ส่วนอู๋ต้าและมู่ปิงตอนนี้กำลังวุ่นวายกับการขายยาสมุนไพร ที่คนรุมแย่งราวกับเป็นยาวิเศษ หลายชั่วยามผ่านไป ตอนนี้ยาสมุนไพรที่เตรียมมามากมายก็หมดลง ผู้คนมากมายเริ่มโวยวายส่งเสียง “ข้ายังไม่ได้เลย..”“ท่านนักพรตมียาสมุนไพรอีกหรือไม่...”“เมียข้าต้องฆ่าตายแน่ๆ เพราะสั่งให้ข้าซื้อไปในคืนนี้ให้ได้...” เสียงผู้คนร้องตะโกน  อย่างเสียดาย ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้คนที่ยังอยากได้ยาสมุนไพร เสียงระฆังทองเหลืองใบเล็กดังขึ้นอีกครั้ง “กริ๊งง!...กริ๊งง!....” “เอาล่ะ!...ทุกท่าน!.....ตอนนี้ยาสมุนไพรของข้าได้หมดลงแล้ว....เรื่องนี้พวกเจ้าโทษข้าไม่ได้ เพราะหากพวกเจ้าซื้อแต่แรก ก็คงไม่ผิดหวังแบบนี้”
    อู๋ต้าพูดตัดบท แทนที่จะขอโทษที่สินค้าไม่พอ แต่เขากลับตำหนิคนซื้อที่ไม่รีบซื้อของ เพื่อกระตุ้นการขายครั้งต่อไป “แต่ข้ายังมีของดีมาจำหน่ายในวันนี้ ซึ่งถือเป็นของที่วิเศษไม่แพ้ยาสมุนไพร” เมื่ออู๋ต้าพูดจบก็หยิบป้ายไม้แกะสลักอันหนึ่ง ขนาดครึ่งฝ่ามือ มันดูเป็นของเก่าที่ไม่มีราคา แล้วชูขึ้นเหนือหัว “ของที่พวกเจ้าเห็นเหล่านี้ ไม่ใช่ของเก่าธรรมดา แต่เป็นของวิเศษ...ที่มีพลังวิญญาณแฝงอยู่” อู๋ต้าพูดเสียงดังหนักแน่น พลางเอามือลูบเคราปลอม แล้ววางท่าเหมือนนักพรตเซียน “ของวิเศษของเซียน....!!” เสียงผู้คนอุทานขึ้นพร้อมกัน ด้วยสีหน้าตกใจ  พร้อมเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ไปหมด สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ในดินแดนแห่งท้องฟ้านั้น มีความเชื่อเรื่องภูติ ผี ปิศาจ บ่อยครั้งผู้คนมักจะเจอวิญญาณร้ายทำร้ายหรือสาปแช่ง ว่ากันว่าหากคนธรรมดามีของวิเศษที่มีพลังวิญญาณอยู่กับตัวหรือตกแต่งบ้าน จะช่วยปัดเป่าความโชคร้ายและคุ้มครอง นอกจากนี้ของวิเศษบางชิ้น ยังมีพลังเสริมในอีกหลายๆด้าน แต่ของวิเศษเหล่านี้นั้นหายากยิ่ง เพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถสัมผัสหรือตรวจสอบของที่มีพลังวิญญาณได้ มีเพียงนักพรตเซียนหรือหัวหน้านักรบบางคนเท่านั้นที่มีวิธีตรวจสอบของเหล่านี้ และตอนนี้ของวิเศษที่หายาก...กำลังอยู่ตรงหน้าของพวกเขาและเป็นนักพรตเซียนนำมาขายด้วยตัวเอง เมื่อตอนที่อู๋ต้าเดินดูตลาดนั้น เขาพบว่ามีแผงการค้าหลายแห่งที่ขายของแบบนี้ นอกจากราคาที่สูงและดูเก่าแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ยืนยันได้ว่ามีพลังวิญญาณ มีแค่คำพูดของคนขายเท่านั้น ที่พูดอวดอ้างสรรพคุณจนคนหลงเชื่อ เมื่อได้ของมาจากเจิ้นเทียน อู๋ต้าจึงเล่าแผนให้เพื่อนๆฟัง และจัดหมวดหมู่รวมถึงหาตำราเกี่ยวกับตำนานความเชื่อเรื่องของวิเศษมาอ่าน นี่ดูจะเป็นครั้งแรกที่เขาดูตั้งใจทำอะไรบางอย่าง เพื่อเพื่อนๆของเขา “ป้ายไม้นี้ทำจากไม้โบราณ ผ่านการปลุกเสกจากนักพรตชั้นสูงในชนเผ่าของข้า มันช่วยเรื่องการค้าขายและโชคลาภ และยังปัดเป่าความชั่วร้ายได้ ราคาของชิ้นนี้ข้าจะตั้งเริ่มต้นที่ห้าเหรียญเงิน แต่หากมีใครอยากได้ ให้เสนอราคาแบบประมูล ผู้ให้ราคาสูงสุดจะได้เป็นเจ้าของ เริ่มได้!...”   “กริ๊งง!...” เสียงระฆังใบเล็กดังขึ้นเป็นสัญญาณการประมูล ผู้คนหลายคนเริ่มลังเล เพียงอึดใจก็เริ่มมีคนสู้ราคา “หกเหรียญเงิน!....”  ชายอ้วนผู้หนึ่งเดินแหวกฝูงชนที่รุมล้อมออกมายืนด้านหน้า เขาเป็นชายอ้วนที่แต่งตัวเหมือนพ่อค้า ไว้หนวดยาวดูมีราศี แต่ใบหน้านั้นหมองคล้ำ “หกเหรียญเงินครั้งที่หนึ่ง ....ครั้งที่สอง....ครั้งที่สาม........ป้ายไม้นี้เป็นของชายผู้นี้” มู่ปิงเป็นคนขานนับ ตามวิธีที่อู๋ต้าสอน “ข้าได้แล้ว...ข้าได้แล้ว....” ชายอ้วนทำท่าดีใจ แล้วควักเงินให้มู่ปิง ก่อนไปรับป้ายไม้มือจากอู๋ต้า “เจ้าดูมีราศีแต่หน้าตาหมองคล้ำ เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเจ้า!” อู๋ต้าถามพลางจ้องหน้าชายอ้วน “เรียนท่านนักพรต ข้ามาทำการค้าที่นี่ แต่เมื่อสองวันก่อนสินค้าของข้าถูกปล้นระหว่างทาง หากพ้นเย็นวันนี้ไป ข้าไม่สามารถส่งสินค้าได้ นอกจากจะโดนปล้นแล้ว ยังต้องโดนร้านค้าที่สั่งของเรียกเก็บค่าเสียหายอีก คราวนี้ข้าคงหมดตัวจริงๆ ” ผู้ที่ยืนฟังอดสะเทือนใจไม่ได้ ถึงความโชคร้ายของเขา บางคนถึงกับปาดน้ำตากับเรื่องราวที่น่าเศร้า “แต่พอเห็นท่านแสดงอภินิหาร..และพูดถึงของสิ่งนี้ ข้าจึงใช้เงินทั้งหมดที่มีประมูลป้ายไม้นี้ เพื่อหวังเพิ่งเพียงปาฎิหาริย์จากท่าน ขอให้ของวิเศษชิ้นนี้ปัดเป่าเคราะห์ร้ายของข้าด้วยเถิด...” เมื่อชายอ้วนพูดจบ เขายกมือที่ถือป้ายไม้แผ่นนั้นแล้วทำท่าอธิษฐาน ผู้คนที่ยืนมุงดูตอนนี้ยิ่งสงสารเขามากขึ้น และขอให้ป้ายไม้นี้ช่วยให้เขาผ่านเรื่องราวน่าเศร้านี้ได้โดยไว   ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังมาแต่ไกล “เถ้าแก่!...เถ้าแก่!...” เจ้าของเสียงเป็นชายร่างเล็กเหงื่อโทรมกายราวกับวิ่งมาไกลมาก สักพักก็แหวกฝูงชนมายืนหอบอยู่ข้างหน้าชายอ้วน “เสี่ยวเสี่ยว!...เจ้าตะโกนเสียงดัง เกิดอะไรขึ้น ร้านค้ามาเก็บค่าเสียหายอย่างนั้นหรือ?” ชายอ้วนถามด้วยสีหน้าหมองคล้ำ “ไม่ใช่ๆ เถ้าแก่....สินค้าของเราที่โดนปล้น จู่ๆก็มีคนของเราบังเอิญไปพบที่ซ่อน แล้วนำกลับมาครบทุกชิ้น ” ชายอ้วนทำหน้าตาดีใจ พลางกอดชายร่างเล็กพร้อมกระโดดโลดเต้น “สวรรค์!....ข้าได้สินค้าคืนแล้ว ไม่ต้องหมดตัวแล้ว ป้ายวิเศษชิ้นนี้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ” ชายอ้วนร่ำร้องด้วยความดีใจ เขาคารวะนักพรตอ้วน และรีบพาชายตัวเล็กออกไปดูสินค้าทันที ในขณะที่ชายร่างอ้วนจะออกไปนั้น เขาแอบมองมาทางอู๋ต้าพลางยิ้ม ด้วยดวงตาเจ้าเล่ห์ ส่วนอู๋ต้าแอบยกนิ้วโป้งให้ชายอ้วนอย่างลับๆ
    ที่แท้ชายอ้วนก็คือ...อู๋เหลียงพ่อของเขา ที่ปลอมมาเป็นหน้าม้านั่นเอง เสียงผู้คนพูดคุยกันเป็นการใหญ่ เมื่อชายร่างอ้วนเดินออกไป “เหลือเชื่อ...ของวิเศษของท่านนักพรตศักด์สิทธิ์จริงๆ”“เพียงได้ครอบครองชั่วอึดใจ...ก็บันดาลโชค”“ข้าต้องรีบซื้อ...ของดีๆอย่างนี้มีไม่มาก ก่อนจะหมดเร็วอีก...” ด้วยเรื่องราวมหัศจรรย์ของป้ายไม้ ที่ดลบันดาลโชคให้ชายอ้วนในทันที ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนต่างพูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความกระหายต่อของวิเศษที่เหลืออยู่
    “เอาล่ะของชิ้นต่อไปเป็นไหโบราณ......ข้า...” อู๋ต้าพูดถึงของชิ้นต่อไปยังไม่จบประโยคก็มีเสียงตะโกนสวนกลับมาทันที “สิบเหรียญเงิน...!”“สิบสองเหรียญเงิน..!”“ยี่สิบเหรียญ!!.........” เสียงผู้คนอลหม่านแย่งประมูลโดยไม่ต้องฟังจนจบ ราวกับว่าหากปล่อยเวลาให้นานขึ้นพวกเขาจะไม่ได้ครอบครองของวิเศษที่แสนมหัศจรรย์ หลังจากนั้น...ของวิเศษชิ้นแล้วชิ้นเล่า ก็ถูกประมูลด้วยราคาที่แพงขึ้นเรื่อยๆ จนเหลือของเพียงห้าชิ้น
    ในขณะที่อู๋ต้า กำลังหยิบไม้แกะสลักรูปนกกะเรียนตัวหนึ่งออกมา ก็มีเสียงร้องตะโกนดังขึ้น “หลอกลวง!....นี่พวกเจ้ากำลังหลอกลวงผู้คน อาจารย์เราต้องจัดการพวกมัน” เมื่อสิ้นเสียง ก็ปรากฏร่างของนักพรตสาวและนักพรตชราสองคน แทรกฝูงชนออกมายืนต่อหน้าของอู๋ต้า
    อู๋ต้าอุทานในใจ ใบหน้าซีดเผือกด้วยความตกใจ แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ไม้แกะสลักในมือเกือบร่วงลงพื้น “นี่มัน.....นัก....นักพรตตัวจริง!!..” 
     ........................................

    คล้ายกับเรื่องพิชิตภพสยบสวรรค์ ภาค1 ดินแดนแห่งท้องฟ้า ที่คุณอ่าน