จักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ ขอเกิดใหม่เพื่อขึ้นเป็นพระเจ้า

    ตอนที่ 41 ราชวงศ์เอลฟ์ ฮาฟฟิเลีย

            เมื่อคำถามของไคจินได้ถูกเปล่งเสียงออกมาด้วยด้วยความใคร่รู้ต่อชายหนุ่มผู้ซึ่งยังไม่ได้ปลุกพลังวิวัฒน์


            ทุกสายตาในห้องโถงศักดิ์สิทธิ์จึงค่อยๆเคลื่อนตัวไปยังร่างของฮาฟเอลฟ์หนุ่มผู้หนึ่งซึ่งยืนนิ่งอยู่ด้านหลังสุด


            ภายใต้แสงสีครามของอาคมสลักที่ล้อมรอบห้อง เส้นผมของเขาสะท้อนแสงออกมาเป็นประกายสีทองซีดอมนวลขาว ผิวพรรณที่ละเอียดอ่อนและดวงตาสีเงินเข้มที่สงบนิ่งของเขา กลับทำให้ใครหลายคนรู้สึกถึงกลิ่นอายที่แปลกแยก


            ถึงใบหน้าและรูปลักษณ์ของเขาจะดูอ่อนเยาว์ หากแววตากลับล้ำลึกเกินวัยราวกับซ่อนพายุหมุนวนของกาลเวลาเอาไว้ภายใน


            นั่นยิ่งกระตุ้นความสนใจของผู้อาวุโสจินเกอ ชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์และใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในสงครามมานับร้อยปี


            “ไม่เคยเห็นเส้นผมสีนี้มาก่อน..”


            เขาหรี่ตาเพ่งมองผ่านนัยน์ตาอันล้ำลึก ก่อนจะยกมือขึ้นลูบคางตนเองด้วยสีหน้าครุ่นคิดและกล่าวออกมาอย่างสงสัย


            “เดี๋ยวก่อนนะ.. เส้นผมสีทองออกโทนสีขาว.. มันช่างผิดแปลกนัก!”


            “เผ่าพันธุ์เอลฟ์ถึงจะมีหลายสาขา หากสีของเส้นผมนั้นถือเป็นสัญลักษณ์แห่งสายเลือดทองคำ พวกเอลฟ์บริสุทธิ์มักมีเส้นผมสีทองเรืองรองคล้ายแสงอรุณ.. แต่เจ้ากลับมีสีที่แปลกตา”


            จินเกอหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะก้าวเท้าเข้ามาใกล้ พลางกล่าวต่ออย่างมั่นคง


            “แต่ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับราชวงศ์หนึ่งในเผ่าพันธุ์เอลฟ์..”


            “ราชวงศ์ฮาฟฟิเลีย! พวกเขาเป็นเพียงราชวงศ์เดียวที่มีเส้นผมสีทองอมนวลขาว ลักษณะของเส้นผมนั้นจะปรากฏเฉพาะในสายเลือดตรงของตระกูลหลักเท่านั้น เจ้า.. เจ้าเกี่ยวข้องอะไรกับราชวงศ์ฮาฟฟิเลีย? บิดามารดาของเจ้าเป็นใคร?”


            คำถามนั้นทำเอาความเงียบสงัดปกคลุมทั่วห้องโถงทันที สายตาทุกคู่หันไปมองชายหนุ่มฮาฟเอลฟ์ผู้นั้นด้วยความตื่นตระหนก


            บรรยากาศเงียบงันคล้ายลมหายใจของทุกผู้คนถูกชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง


            ไคจินที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากชายหนุ่มก็ค่อยๆหันไปมองด้วยสายตาเบิกกว้าง ใบหน้าอันใหญ่โตของเขาเปลี่ยนสีคล้ายเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้


            ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกใจ


            “ฮะ.. ฮาฟฟิเลีย.. ”


            “จริงสิ! ข้าลืมไปเลย!”


            “ก่อนหน้านี้เจ้าก็เคยแนะนำตัวให้ข้าฟังว่าเจ้าชื่อโอดิน.. โอดิน ฮาฟฟิเลีย!”


            ร่างกำยำของไคจินสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น


            “ตอนแรกข้าก็ไม่ได้สังเกต แต่เมื่อผู้อาวุโสจินเกอกล่าวทัก ข้าก็จำได้ในทันที!”


            “ราชวงศ์เอลฟ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งดินแดนทรินิตี้เซเว่น!”


            “ครอบครองพลังเวทมนตร์ที่ไร้เทียมทาน ทัดเทียมแม้แต่เผ่าพันธุ์อันสูงส่ง ร่ำลือกันว่าผู้สืบสายเลือดแห่งฮาฟฟิเลียจะเชี่ยวชาญเวทมนตร์โดยสัญชาตญาณ ถึงขั้นสามารถหล่อหลอมพลังของโลกและวิญญาณเข้าสู่บทเวทเพื่อเพิ่มอานุภาพให้แกร่งขึ้นหลายเท่า!


            เสียงฮือฮาจากเหล่าผู้วิวัฒน์รุ่นใหม่ดังขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่ ใบหน้าที่เคยเฉยเมยของพวกเขาเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงปนยำเกรง


            พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ฮาฟเอลฟ์ที่ดูเรียบง่ายเงียบขรึมคนนี้จะมีสายเลือดของตระกูลที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกครองพลังเวทแห่งดินแดนสวรรค์ แม้แต่ผู้อาวุโสผู้คร่ำหวอดอย่างจินเกอก็ยังต้องหยุดนิ่งครู่หนึ่งเพื่อประมวลผล


            ขณะที่สายลมเย็นๆ พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างจากเบื้องบน ทว่าเจ้าของชื่อกลับไม่แสดงอาการอะไรเลยซักนิด


            ใบหน้าของโอดินยังคงเฉยชา ดวงตาคู่นั้นไร้ซึ่งแววของความยินดีหรือความภูมิใจ


            เมื่อเขาเปิดปากเอ่ยออกมาในที่สุด น้ำเสียงของเขากลับเต็มไปด้วยความเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งจากขั้วโลก


            “อย่าพูดถึงชื่อของมัน.. อย่าเอ่ยนามของไอ้บิดาเฮงซวยนั่นให้ตัวของข้าได้ยินอีก!”


            “ราชวงศ์นั่นน่ะเหรอ? วันใดวันหนึ่งข้าจะทำลายมันให้สิ้นซากด้วยมือของข้าเอง!”


            “เหมือนที่ข้าได้ทำกับพวกมันในชาติก่อน!”


            ทว่าคำพูดประโยคสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลนั้นกลับเป็นเพียงเสียงสะท้อนในจิตใจของเขาเท่านั้น


            โอดินไม่ได้เปล่งมันออกมาจริง เพราะสำหรับชายผู้หนึ่งที่ได้ย้อนเวลากลับมายังอดีต ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องถูกปิดเป็นความลับอันล้ำค่า และการเปิดเผยว่าตนได้เคยกวาดล้างราชวงศ์ฮาฟฟิเลียในชาติก่อนนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจปล่อยให้หลุดรอดออกไปแม้แต่เพียงคำเดียว


            และเมื่อเห็นท่าทีอันแปลกประหลาดของชายหนุ่มฮาฟเอลฟ์ ผู้อาวุโสจินเกอก็พอจะเข้าใจบางสิ่งในทันที


            ตัวของเขาพยักหน้าช้าๆ พลางถอนหายใจอย่างรู้ทัน


            “งั้นเรอะ.. ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่เป็นที่ยอมรับในราชวงศ์ฮาฟฟิเลียสินะ?”


            “แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเลย ราชวงศ์นั้นขึ้นชื่อเรื่องการยึดมั่นในสายเลือดอันบริสุทธิ์ พวกเขาแทบจะไม่เคยเปิดรับเผ่าพันธุ์อื่น ไม่แม้แต่จะเหลียวแลลูกครึ่งหรือผู้ที่มีสายเลือดผสม.. ในกรณีของเจ้า ตัวเจ้าอาจเป็นหนึ่งในล้าน หรือบางทีหนึ่งในร้อยล้านที่สามารถถือกำเนิดมาได้!”


            จากนั้นชายชราก็หันไปมองเหล่าหนุ่มสาวรอบข้าง ก่อนจะประกาศต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


            “แต่ก็ช่างมันเถอะ หากพวกมันไม่ยอมรับเจ้า พวกข้าผู้ถือสายเลือดมนุษย์จะเป็นผู้ที่ยอมรับเจ้าเอง!”


            “เพราะมนุษย์เราไม่ได้ยึดติดกับขนบธรรมเนียมงี่เง่าเหล่านั้น มนุษย์ไม่ได้ลำเอียงต่อความบริสุทธิ์ของสายเลือด!”


            คำประกาศนั้นดังก้องไปทั่วห้องโถง ทำให้บรรยากาศที่เคยอึดอัดเริ่มคลายลง


            “นั่นสินะ ท่านผู้อาวุโสพูดถูกแล้ว พวกเราไม่เหมือนกับเผ่าพันธุ์อื่นๆ”


            “ใช่เลยละ โอดิน เมื่อกี้นี้ฉันขอโทษนะที่ดูแคลนนายอยู่ภายในใจ!”


            “ไม่ผิด พวกเรามนุษย์นั้นเปิดรับอารยธรรมที่หลากหลายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นลูกครึ่งสายเลือดใด มนุษย์ก็จะไม่มีวันหักหลังหรือทรยศ!”


            บรรดาผู้วิวัฒน์คนอื่นๆต่างมองโอดินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ใช่ความดูแคลน ไม่ใช่ความสงสัย แต่เป็นความเคารพปนยอมรับในตัวตนของชายผู้แบกรับสายเลือดของสองเผ่าพันธุ์ และยืนหยัดในฐานะของตนเอง ถึงจะไม่เป็นที่ยอมรับจากครอบครัวแท้ๆของเขาเอง


    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ ขอเกิดใหม่เพื่อขึ้นเป็นพระเจ้า ที่คุณอ่าน