บทที่ 49 ฆ่าซิงซิง
หลังจากส่งเสียงออกมามู่จือถึงได้รู้ตัวว่ากำลังเผชิญหน้ากับพ่อของตัวเองอยู่ หญิงสาวสะบัดหัวอย่างแรง หัวใจบีบรัด ก่อนจะรีบก้มหน้างุด และก้มตัวลงเล็กน้อยต่อหน้าเสิ่นเฉินโจว
“ขอโทษค่ะพ่อ ฉันเหม่อไปหน่อย”
เสิ่นเฉินโจวตอบรับหนึ่งเสียงแล้วยกมือขึ้น
อินเสินเข้าใจความหมาย จึงหันตัวไปที่ห้องครัวแล้วรีบนำชาถ้วยหนึ่งมาวางไว้ตรงหน้าเขา แล้วยังยกแก้วน้ำมาให้ซิงซิงหนึ่งแก้ว ซึ่งแก้วที่ใช้ก็เป็นแก้วน้ำสีชมพูที่ชิงฮวนซื้อให้
ซิงซิงขอบคุณเสียงหวาน “ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่~”
มู่จือบังคับตัวเองไม่ให้หันไปมองดูซิงซิง เมื่อรู้สึกถึงการจ้องมองของเสิ่นเฉินโจวที่ไม่ได้เป็นอันตราย จึงถอนหายใจอย่างโล่งอกเงียบ ๆ
“ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นก็ได้ พวกแกนั่งลงเถอะ”
เมื่อเสิ่นเฉินโจวบอกกับอินเสินและมู่จือให้นั่งลง ทั้งสองก็นั่งตรงข้ามกับเสิ่นเฉินโจวเพื่อรอคำสั่งต่อไป
“อินเสิน แกเล่ามาสิ” เสิ่นเฉินโจวจิบชา เอนตัวไปพิงโซฟาด้านหลังอย่างเกียจคร้าน พเยิดหน้าไปทางอินเสินเล็กน้อย
อินเสินพยักหน้าไม่กล้าปิดบังอะไร อันดับแรกเล่าให้พ่อเขาฟังว่าเขากลับมาได้อย่างไร ก่อนจะเล่าต่อว่าเขาพบซิงซิงได้อย่างไร
นอกจากนี้ยังอธิบายว่าซิงซิงใช้วิธีใดไปถึงที่นั่น
คำพูดนั้นสั้นกระชับจนทำให้มู่จือขนลุกเกรียว
เธอรู้ว่าพี่ใหญ่ของเธอเป็นคนเลือดเย็น ไม่ว่าเรื่องอะไรเขาก็ไม่สนใจ นึกไม่ถึงว่าเพื่อเด็กน้อยคนหนึ่งเขาถึงมีสภาพแบบนี้?
เธอแอบเงยหน้ามองซิงซิง
ซิงซิงถือถ้วยสีชมพูและก้มหน้าก้มตาดื่มน้ำ เด็กที่มีท่าทางตื่นเต้นสงบลง ไม่ส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย ทำตัวน่ารักประหนึ่งของประดับตกแต่ง
มู่จือจำสิ่งที่ซิงซิงพูดในโรงแรมได้ แต่ดูอธิบายไม่ถูก ‘ซิงซิงจะปกป้องพี่สาวเอง’
เสิ่นเฉินโจว “มู่จือ”
มู่จือกลับมาได้สติอีกครั้ง “ค่ะพ่อ”
เสิ่นเฉินโจว “พูดมาสิ”
มู่จือกลืนน้ำลายและอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้อย่างละเอียด
เสิ่นเฉินโจวพยักหน้าเล็กน้อยแล้วมองดูซิงซิง
เป็นเธออีกแล้ว
ช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรอบตัวเขามากเกินไป และการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเป็นเพราะเธอ เด็กอายุสามขวบครึ่ง ที่สำคัญที่สุดคือเธอทำนายมันได้อย่างแม่นยำถึงอันตรายที่มู่จือจะต้องเผชิญในคืนนี้
แม้ว่านี่จะไม่เป็นอันตรายต่อเสิ่นเฉินโจวเลยก็ตาม
เสิ่นเฉินโจวจะไม่ยอมให้สิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขาเกิดขึ้น
เขาถูปลายนิ้วเบา ๆ และเขาก็มีความคิดที่จะฆ่าซิงซิงผุดขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าเด็กคนนี้ไม่ได้รังเกียจเขา แต่เธอก็สร้างความประหลาดใจให้เขาได้ไม่น้อย
เดิมทีเขาถือหมากรุกทั้งหมดไว้ในมือและทำทุกการเคลื่อนไหวให้ถูกต้อง
ตราบใดที่เด็กคนนี้หายไป ทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม
มู่จือเอ่ยขึ้นอีกครั้งอย่างหวาดระแวง
“คุณพ่อ ซิงซิงเป็น...ลูกบุญธรรมคนใหม่ของคุณ...ใช่ไหม”
เธอรู้ดีว่าคนที่พ่อรับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมเป็นคนยังไง และเด็กคนนี้ก็แตกต่างจากพวกเขาทุกคนมาก แม้ว่าเธอจะไม่ควรถาม แต่เธอก็อดถามไม่ได้
วันนี้เสิ่นเฉินโจวดูเหมือนจะอารมณ์ดี แต่สุดท้ายก็ตอบคำถามของมู่จือ
“ไม่ใช่”
มู่จือเม้มริมฝีปากแล้วหายใจด้วยความโล่งอกอย่างอธิบายไม่ถูก
แน่นอนว่าเธอยังคงมีคำถามมากมาย อย่างเช่นเด็กน้อยคนนี้มาจากไหน ทำไมถึงเรียกเขาว่าพ่อ และทำไมพ่อถึงดูจะตามใจเด็กคนนี้นัก...
อินเสินยังเห็นว่าเสิ่นเฉินโจวอารมณ์ดี เขาจึงพูดเสียงเบา
“พ่อครับ ช่วงไม่กี่วันมานี้ที่ดูแลซิงซิงคงรบกวนพ่อมากแล้ว คืนนี้ผมจะรับซิงซิงไป”
เขาคิดว่าพ่อของเขาใจดีมากจริง ๆ ที่ยอมปล่อยให้ซิงซิงมีชีวิตอยู่ได้เกินสามวัน
เสิ่นเฉินโจวเลิกคิ้ว “รับไป?”
อินเสินตกตะลึง
การถามกลับแบบนี้หมายความว่าอะไร?
เสิ่นเฉินโจวมองซิงซิง “อยากไปไหม?”
น้ำเสียเรียบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง แต่มีอันตรายซ่อนอยู่จนทำให้อินเสินและมู่จือรู้สึกเสียวสันหลังวาบ มีเพียงซิงซิงเท่านั้นที่ไม่รู้สึกอะไรเลย และตอบอย่างใสซื่อ
“ไม่อยากไป ซิงซิงอยากอยู่กับคุณพ่อค่ะ”
เสิ่นเฉินโจวหรี่ตาลงเล็กน้อย
วินาทีต่อมาซิงซิงก็พูดอีกครั้ง “แต่ก็อยากอยู่กับพี่ชายพี่สาวด้วย ทุกคนอยู่ด้วยกันไม่ได้เหรอคะ”
เสียงของเจ้าตัวเล็กเต็มไปด้วยความสงสัยและความคาดหวัง
เธอคิดง่าย ๆ ว่าทุกคนคือครอบครัว เธอชอบคุณพ่อและชอบพี่ชายพี่สาวด้วย!
เสิ่นเฉินโจวค่อย ๆ ถอนสายตากลับมาและพูดกับอินเสิน
“ถ้าซิงซิงไม่อยากไปก็ปล่อยให้เธออยู่ที่นี่เถอะ พวกแกกลับไปได้แล้ว”
เขาเพิกเฉยต่อประโยคสุดท้ายของซิงซิงไปโดยสิ้นเชิง
อินเสินอ้าปาก ในใจรู้สึกต่อต้านเป็นครั้งแรก
เขายังต้องการพาซิงซิงไปด้วย
พ่อของเขาดูเหมือนจะอ่อนโยนแต่ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าซิงซิงไปสะกิดต่อมเขาเข้าล่ะ… แม้แต่ทัศนคติในตอนนี้ของพ่อก็ยังแปลก และดูอันตรายมาก
อินเสินไม่อยากจะคิดเลย…
ความเงียบสั้น ๆ ถูกทำลายลงด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้น นั่นคือโทรศัพท์มือถือของมู่จือ
เป็นผู้จัดการที่โทรมาหาเธอ
มู่จือกล่าวขอโทษแล้วเดินออกไปรับโทรศัพท์ ก่อนจะกลับเข้ามาด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก ความแปลกประหลาดนี้ทำให้อินเสินรู้สึกถึงลางสังหรณ์อันน่าหวั่นใจ
“แค่ก ๆ” มู่จือไอเบา ๆ
“เอาแบบนี้ดีกว่า เพราะพี่ใหญ่มารับฉันและซิงซิงไปจนมีคนถ่ายรูปได้ ตอนนี้ผู้คนจึงพูดว่าอินเสินกับฉันแต่งงานมีลูกด้วยกัน”
ไม่เพียงเท่านั้น อีกหลายสำนักข่าวกำลังขุดประเด็นนี้กันอย่างเมามัน
การค้นหายอดฮิตเก้าในสิบพูดถึงเรื่องนี้
คิ้วของอินเสินกระตุก “ชี้แจง”
มู่จือยิ้มน้อย ๆ “มันไม่ใช่สิ่งที่จะอธิบายได้ง่าย ๆ แต่ฉันมีวิธีอยู่วิธีหนึ่ง”
“ฉันรู้ว่าพี่ใหญ่ไม่อยากมีข่าวเกี่ยวข้องกับฉัน และยิ่งไม่อยากพูดถึงการเปิดเผยสถานะพี่น้องต่อสาธารณะ”
“จริง ๆ มันง่ายมาก แค่บอกว่าซิงซิงเป็นน้องสาวของฉัน และพวกเราก็เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับอินกรุ๊ป”
“ทุกอย่างในช่วงเย็นมีไว้เพื่อการโปรโมตเท่านั้น”
“และฉันจะพาซิงซิงไปเข้าร่วมกิจกรรมในรายการเพื่อยืนยันเรื่องนี้”
“นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่นุ่มนวลที่สุดและจะไม่สร้างผลเสียใด ๆ อีกอย่างพี่ก็กำลังวางแผนเข้าสู่วงการบันเทิงไม่ใช่เหรอ”
“ฉันไม่อยากให้อาชีพการงานของฉันต้องมาเสียหาย ฉันเชื่อว่าพ่อคงไม่อยากเห็นฉันกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ในอาชีพการงานหรอกนะ”
อินเสินขมวดคิ้ว “เธอต้องการให้ซิงซิงไปโปรโมตต่อหน้าสาธารณะ”
มู่จือหัวเราะเบา ๆ และหันไปจับใบหน้าเล็กของซิงซิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว
“ซิงซิง อยากเล่นเกมด้วยกันกับพี่สาวไหม?”
ในที่สุดซิงซิงก็เข้าใจคำพูดนั้นและพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “อยากเล่นค่ะ!”
เธอไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับพี่สาว และเธอก็อยากจะสนิทกับพี่สาวมาก!
มู่จือยักไหล่และมองไปยังอินเสิน
“ดูสิ เธออยากเล่น”
“อินเสิน ฉันจะให้โอกาสพี่ในการร่วมมือกับฉัน”
“เซ็นสัญญากับฉันไม่ใช่ถูก ๆ พี่รู้ใช่ไหมว่านี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด”
เสินเฉินโจวที่กำลังมองดูทั้งสองริมฝีปากโค้งขึ้นเล็กน้อย และเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“มู่จือพูดถูก”
นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด เขาชื่นชมความเฉียบแหลมในอาชีพการงานของมู่จือ เพื่อที่จะตั้งหลักในวงการบันเทิง ไม่ว่าใครก็สามารถใช้วิธีแบบไหนก็ได้ แบบนี้สิถึงจะเป็นเรื่องดี
เสิ่นเฉินโจวเพิกเฉยต่ออารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนในใจและพเยิดหน้าไปทางมู่จือ
“ถ้าอย่างนั้นเด็กน้อยคนนี้คงต้องฝากไว้กับแกก่อน”
อินเสินบีบฝ่ามือของตัวเองแน่น เขาไม่เคยต่อต้านคำพูดของพ่อมาก่อน
“ให้มู่จือ? ใครจะไปรู้ว่าคนอย่างมู่จือจะเอาซิงซิงไปทำอะไร...”
ยิ่งอินเสินพูดคำดังกล่าว มู่จือก็ยิ้มกว้างมากขึ้น
แบบนี้จะทำให้เธอไม่เสียหน้า ทั้งยังมีเหตุผลหักล้าง ก่อนจะพึมพำเสียงหวานในลำคอ
“พี่ มันก็แค่รายการวาไรตี้ครอบครัวเท่านั้น เดิมทีผู้จัดการยังให้ฉันเลือกเด็กน้อยมาเป็นคู่ด้วย แต่ตอนนี้มีพร้อมตรงหน้าแล้ว สะดวกจะตายไป”
ก่อนที่เธอจะพูดจบ รอยยิ้มของเธอก็แข็งค้าง
ซิงซิงพลันกระโดดลงจากโซฟา วิ่งดุ๊กดิ๊กมาหาเธอพร้อมเขย่งปลายเท้าแล้วยื่นมือเล็ก ๆ ออกไป จิ้มลงมุมปากของมู่จือ
“พี่คะ” ซิงซิงมองเธออย่างจริงจัง รอยยิ้มอันสดใสของมู่จือสะท้อนอยู่ในดวงตาสีนิลงดงาม
เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับขนนกตกลงมาบนหัวใจของเธอ
“พี่ไม่อยากยิ้มก็อย่ายิ้มสิคะ”