อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 56 คิดบัญชีครบถ้วน

    บทที่ 56 คิดบัญชีครบถ้วน


                


    เมื่อเห็นว่านักเรียนจากเขตชั้นในคนอื่นเข้ามายุ่งกับการร้องขอของตนเอง นักเรียนฟางก็หดคอกลับไป เธอกล้ากับนักเรียนทุนอัน เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้รังแกพวกเธออย่างไร้เหตุผล กระทั่งจะจัดการกับฝูหนี่ย์ก็ยังไม่ลงมือเอง แต่จะเอาไปแจ้งความให้กฎหมายดำเนินการแทน ดังนั้นเธอจึงมั่นใจว่าถ้าไม่ทำผิดให้มีหลักฐานอะไรจะไปแจ้งจับได้ เช่นนั้นก็คงจะไม่มีปัญหา


                


    ทว่า...เมื่อนักเรียนคนอื่นออกตัวแบบนี้ เธอก็ไม่กล้าแล้ว


                


    สำหรับพวกเธอ ชีวิตก่อนหน้านี้ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาช่างน่าอดสูเหลือเกิน แต่ละวันไม่ทันได้กินอิ่มนอนหลับ ตอนจะนอนก็ถูกรังแก ตอนจะกินก็ยังถูกทำให้อาหารตกบ้าง เสียหายบ้าง บางครั้งไม่พอใจอะไรก็เอามาระบายกับพวกเธอจนเจ็บตัวไปตามๆกัน แถมอาจารย์ก็ยังไม่ได้ว่าอะไร บอกเพียงว่านักเรียนสามารถฝึกฝนกับเพื่อนร่วมชั้นได้ ถ้าบาดเจ็บก็แค่ไปสถานรักษาเท่านั้น 




    “ฉะ ฉันก็แค่กลัว...”




    “ถุย!! ทุกคนก็กลัวกันทั้งนั้นแหละ ดูสิว่าเธอทำให้ฉันได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีนั้นด้วย ดังนั้นฉันจะทำให้เธอได้รู้ถึงความเจ็บปวดที่เหมือนกัน ต่อไปนี้...ถ้าเธอกล้าที่จะลากสัตว์กลายพันธุ์มาที่พวกเราอีก หลังจากจบการต่อสู้ ฉันก็จะโจมตีเธอเหมือนแบบนี้”


                


    ไม่พูดเปล่า นักเรียนคนนั้นยังใช้อาวุธของตนเองกรีดไปที่ไหล่ของนักเรียนฟางจนเกิดเป็นรอยที่เหมือนกับรอยกรงเล็บของเจ้าริเวอร์เร่อร์กลายพันธุ์ เห็นการกระทำที่รุนแรงแบบนั้น นอกจากนักเรียนคนอื่นจะไม่ห้ามไม่ช่วยแล้ว พวกเขายังปรบมือให้ด้วยซ้ำไป




    “ฮึก ฮึก ฮือ” นักเรียนทุนฟางพูดอะไรไม่ได้ เธอทำได้แต่ปิดหน้าร้องไห้กับตนเองเท่านั้น สายตายังคงมองไปที่ซูหยวนคล้ายกับต้องการความเห็นใจ ทว่าซูหยวนกลับเมินเฉยต่อเธอ ทำราวกับไม่ได้เห็นเหตุการณ์นั้นเสียอย่างนั้น


                


    มือเล็กของนักเรียนทุนฟางกำแน่น เธอกำลังโกรธที่นักเรียนทุนอันไม่ยอมช่วยเหลือทั้งๆที่พวกเธอก็เป็นนักเรียนทุนเหมือนกัน ในใจของเธอจดบัญชีความแค้นนี้เอาไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม...เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะซูหยวนไม่ได้ลืมว่าสองคนนี้เคยสร้างปัญหาอะไรให้ตนเองไว้




    “อ๊า!! นี่มัน!!” ในขณะที่นักเรียนทุกคนกำลังพักฟื้นจากการบาดเจ็บและเหนื่อยล้า เสียงนักเรียนหญิงคนหนึ่งก็ร้องดังขึ้นมา เรียกความสนใจของนักเรียนทั้งหมดไปทันที




    “เกิดอะไรขึ้น?”




    “มีสัตว์กลายพันธุ์มาอีกแล้วงั้นหรอ? ฤทธิ์ยาน่าจะยังอยู่ไม่ใช่รึไง!”




    “เร็วเข้า เตรียมพร้อม!! พวกเราจะประมาทเหมือนกับก่อนหน้านี้ไม่ได้” พวกนักเรียนเหมือนกับกลายเป็นคนวิตกจริตไปเสียแล้ว พวกเขาลุกพรวดแล้วคว้าอาวุธของตนเองไว้ทันที


                


    ประสบการณ์ก่อนหน้านี้ได้สอนพวกเขาเป็นอย่างดี หากเป็นก่อนหน้านี้คงจะไม่ใส่ใจอะไร ออกมาตั้งค่ายอยู่ในพื้นที่ล่าก็ยังคิดจะนอนหลับอย่างสบายใจได้อยู่ ทว่า...เมื่อการโจมตีอย่างไม่คาดคิดเกิดขึ้น และพวกเขาก็เกือบตาย ตอนนี้พวกเขาไม่มีใครกล้าห่างจากอาวุธของตนเองเลย ราวกับว่าพวกเขาต้องพร้อมต่อสู้ตลอดเวลา




    “ไม่ ไม่ใช่เรื่องสัตว์กลายพันธุ์”




    “หือ? ไม่ใช่พวกสัตว์กลายพันธุ์ ถ้าอย่างนั้นเธอร้องเสียงดังทำไม เสียงของเธอกำลังจะเรียกพวกกลายพันธุ์มาที่นี่นะ!” นักเรียนชายหัวเสียเมื่อได้ยินคำตอบนั้น 




    “ขอโทษที่ร้องเสียงดัง แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้ว ฉันรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้แน่” นักเรียนหญิงยังคงไม่พอใจ เธอลดเสียงของตนเองลง แต่ท่าทางยังเต็มไปด้วยความหงุดหงิด


                


    สองเท้าก้าวมาหานักเรียนทุนหญิงทั้งสามที่นั่งอยู่ พวกเธอไม่เข้าใจว่านักเรียนคนนั้นคิดจะทำอะไรกันแน่ แต่เท้าของนักเรียนหญิงคนนั้นเร็วกว่าเสียงพูด เมื่อมาถึงตัวทั้งสามก็ถีบพวกเธอจนกระเด็นออกไปไกลคนละทิศคนละทาง


                


    แม้ว่านักเรียนคนอื่นจะชอบจัดการกับนักเรียนทุนทั้งสามเพราะความเห็นแก่ตัวที่อีกฝ่ายเคยแสดงออกให้เห็น อย่างไรก็ตาม...การที่ไม่พูดพล่ามทำเพลงแล้วยกเท้าถีบกระเด็นแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้ สีหน้าของนักเรียนหญิงก็เต็มไปด้วยความเกลียดชังด้วย


                


    เท้าเล็กๆของเธอที่เคยขาวสะอาด ตอนนี้ถูกห่อไปด้วยผ้าผืนเล็กๆทั้งสองแทนรองเท้า และใช่! นักเรียนหญิงคนนี้ก็คือนักเรียนหญิงที่ถูกขโมยรองเท้าไปก่อนหน้านั่นเอง เนื่องจากเธอไม่มีรองเท้าใส่ ดังนั้นจึงทำได้แค่หาผ้าที่หนาหน่อยมารองเท้าเท่านั้น ซึ่งคุณภาพของมันจะสู้กับรองเท้าได้อย่างไร สุดท้ายเมื่อผ่านการต่อสู้มา เท้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีแดงสีดำ มีรอยแผลและเลือดให้เห็นอยู่เป็นจุดๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอได้รับบาดเจ็บมากขนาดไหน




    “กะ เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ....”




    “ทำไมจู่ๆงั้นหรอ” 


                


    ผลั๊วะ!!


                


    ไม่ทันได้ให้คำตอบ เธอยังใช้เท้าที่บาดเจ็บเหยียบไปที่หน้าของอีกฝ่ายอย่างแรงอีกครั้ง ปากเล็กๆเม้มเข้าหากันตนเป็นรอยแดง ความโกรธที่รุนแรงนี้ทำให้เพื่อนนักเรียนต้องเข้ามาช่วยห้าม




    “เดี๋ยวพวกมันก็ตายหรอก ใจเย็นๆก่อน เกิดอะไรขึ้นกันแน่”




    “เหอะ!! ฉันอยากจะฆ่าพวกมันจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะกฎหมายห้ามฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง ฉันคงทำไปแล้ว!!” เธอสะบัดหน้าอย่างไม่ชอบใจ แต่ก็ยอมยกเท้าขึ้นจากหน้าของนักเรียนทุนฝู




    “ฉันรู้ว่าพวกนักเรียนทุนเหล่านี้น่ารังเกียจ แต่ทำไมจู่ๆเธอก็ลงมือได้ล่ะ”




    “ดูสิ พวกเธอก็ดูในห่อผ้าของพวกมันสิ!! ถ้าไม่ใช่เพราะกระโจมเก่าๆของพวกมันถูกโจมตี ห่อผ้านั้นก็คงไม่ถูกรื้อค้นหรอก แหม! ช่างกล้าพูดว่าเห็นนักเรียนทุนอันขโมยรองเท้าไป ที่จริงแล้วเป็นตัวพวกแกนั่นแหละที่ขโมย! แล้วนั่นห่อผ้าใคร? พักอยู่กระโจมเดียวกัน ไม่เห็นหรอว่าเพื่อนนักเรียนในกระโจมหายไปเพื่อขโมยของของฉันน่ะ ห๊า!!”


                


    นักเรียนหญิงยิ่งพูดยิ่งโมโห ก่อนหน้านี้เธอก็น่าจะรู้แล้วว่าต้องเป็นพวกมันแน่ที่ทำอะไรสักอย่าง หากเธอค้นห่อผ้าของพวกขี้ขโมยตั้งแต่แรกก็น่าจะเห็นรองเท้าของตนเอง เมื่อมีสัตว์กลายพันธุ์ปรากฏตัวขึ้นมา เธอก็ไม่ต้องลำบากใช้เท้าเปล่าของตนเองในขณะต่อสู้หรอก


                


    เมื่อนักเรียนคนอื่นได้ยินนักเรียนหญิงกล่าวเช่นนั้น พวกเขาก็มองตามนิ้วของหญิงสาวไปและได้เห็นห่อผ้าหนึ่งกระจัดกระจายออก เผยให้เห็นรองเท้าคู่เล็กหนึ่งคู่โผล่ออกมาเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็คงไม่เห็นด้วยซ้ำไป นี่แสดงว่านักเรียนทุนพวกนี้จงใจที่จะขโมยของแล้ว!




    “ก่อนหน้านี้ นักเรียนทุนจี้เหลียนก็เคยขโมยของของฉัน เธออ้างว่าแค่อยากจะจับดูเท่านั้น แต่พอเห็นวันนี้แล้ว ฉันก็รู้เลยว่าจับๆที่ว่านั่น แท้จริงแล้วเป็นเพราะฉันเห็นก่อนต่างหาก ถ้ามาไม่ทัน...ชุดของฉันก็คงจะอยู่ในกระเป๋าของมันแล้ว!!”




    “สารเลวจริงๆพวกนักเรียนทุนเหล่านี้ กล้าขโมยของสำคัญในตอนที่อยู่พื้นที่ล่าเลยหรอ? หากวันหนึ่งขโมยอาวุธไปล่ะ พวกเราไม่ตายกันเลยรึไง”




    “จริงด้วย ที่ผ่านมาก็มองข้ามมาตลอด แถมยังคิดว่านักเรียนทุนอันทำเกินไปเล็กน้อยที่ต้องการแจ้งความกับทางการ แต่พอเห็นแบบนี้แล้ว...ฉันกลับคิดว่าโทษที่พวกมันจะได้รับน้อยเกินไปด้วยซ้ำ!”




    “ไหนๆก็แจ้งความจับนักเรียนทุนฝูแล้ว อย่างนั้นก็จับนักเรียนทุนอีกสองคนที่นอนกระโจมเดียวกันไปด้วยเลย พวกมันต้องสมรู้ร่วมคิดกัน ต้องการขโมยของแน่”


                


    เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักเรียนชั้นปีหนึ่งดังเซ็งแซ่ พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าจะบังเอิญได้พบความชั่วร้ายของพวกนักเรียนทุนเหล่านี้หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์วิกฤติมา


                


    ถือว่านี่เป็นเรื่องที่โชคดีมาก ไม่อย่างนั้นถ้าเผลอปล่อยพวกมันไว้นานกว่านี้ อาจจะก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีกก็ได้ ซึ่งหลังจากนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆอีกแล้ว เมื่อกล้าทำเรื่องเลวร้ายครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปก็ต้องเลวร้ายยิ่งกว่า!




    “พะ พวกเรา พวกเราไม่รู้เรื่องนะ” 




    ในขณะที่นักเรียนคนอื่นๆกำลังด่าทอ นักเรียนทุนทั้งสามทำได้แค่อ้าปากค้างเท่านั้น พวกเธอจะเข้าใจได้อย่างไรว่ารองเท้าเจ้าปัญหาคู่นั้นมาอยู่ในห่อผ้าของพวกเธอตอนไหน แล้วใครเป็นคนเอามาใส่ไว้ เพราะพวกเธอทั้งสามคนมั่นใจว่าตัวเองเอาไปวางที่หน้ากระโจมของนักเรียนทุนอันแล้วชัดๆ




    ดังนั้นเมื่อได้สติกลับมา พวกเธอย่อมต้องปฏิเสธอยู่แล้ว โทษขโมยของที่ต้องการโยนให้นักเรียนทุนอัน เวลานี้กลับมาตกใส่หัวของพวกเธอได้อย่างไร




    “พวกเราไม่รู้จริงๆว่าทำไมรองเท้าคู่นี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่ พวกเราไม่ได้เอามาแน่ๆ” 




    “ใช่แล้ว เรื่องนี้ต้องมีคนอื่นที่ต้องการใส่ร้ายพวกเราแน่นอน พวกเราสามคนมั่นใจว่าไม่ใช่พวกเราที่ขโมยมาใส่ถุงไว้” พวกเธอสามคนรีบปฏิเสธทันที


                


    ถ้าโทษของการใส่ร้ายก็คือการตัดลิ้น อย่างนั้นโทษของการขโมยของก็คือตัดแขนข้างที่ขโมย และอาจจะต้องตัดขาที่พาไปขโมยของด้วย ความโหดร้ายของกฎหมายที่นี่ไม่เหมือนกับโลกที่ซูหยวนเคยจากมา เพราะที่นี่เป็นเรื่องของผู้ใช้พลัง หากไม่ชัดเจนและเข้มงวด อย่างนั้นพวกผู้ใช้พลังก็มีโอกาสรังแกคนอ่อนแอกว่าได้โดยง่าย


                


    ในเมื่อทั้งสามต้องการมอบโทษนี้ให้เธอ อย่างนั้น...อันซูหยวนก็จะเอาคืนกลับไปให้


                


    ตอนทำไม่ได้คิดว่าคนอื่นจะต้องเจอกับปัญหาอะไรบ้าง คิดแค่ว่าต้องการทำเพื่อความสะใจ เช่นนั้นเวลานี้ก็จงสำนึกเสียใจกับสิ่งที่ตนเองได้เริ่มเอาไว้เถอะ




    “เหลวไหล!! ตอนที่เธอพูดว่านักเรียนทุนอันขโมยรองเท้าของฉันไปมีความมั่นใจเหลือเกินนะ ทั้งๆที่หลักฐานก็ไม่มี ดีแค่จะพูดไปมั่วๆ สุดท้าย...ตอนนี้ก็เห็นๆกันอยู่ว่ารองเท้าอยู่ในถุงผ้าของพวกเธอ ถ้าไม่ใช่พวกเธอแล้วจะเป็นใครได้อีกล่ะ!”




    “ใช่ ตอนนั้นก็หาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมถึงบอกว่านักเรียนทุนอันขโมยไป ที่แท้ก็เพื่อให้ตนเองไม่ถูกสงสัยสินะ”




    “ดีที่พวกเราเชื่อนักเรียนทุนอัน ไม่สิ! ตอนนั้นที่ค้นข้าวของของนักเรียนทุนอันก็ต้องขอโทษด้วย เป็นพวกเราที่โง่งมเชื่อพวกนักเรียนสารเลวเหล่านี้”


                


    ทุกคนต่างก็ช่วยกันพูด ยิ่งหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการค้นข้าวของนักเรียนทุนอันก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก ก่อนหน้านี้นักเรียนทุนอันเป็นพวกแปลกแยก ชอบแยกตัวอยู่ตามลำพังและไม่เข้าสังคม ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาจึงไม่ค่อยมีคนออกหน้าปกป้องเธอ 


                


    ทว่าในเวลานี้ หลังจากที่เห็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของนักเรียนทุนอัน ทั้งอีกฝ่ายก็เป็นคนมีส่วนร่วมในการต่อสู้มากที่สุดในกลุ่มแล้ว นักเรียนทุนคนย่อมให้ค่ากับความแข็งแกร่งนี้ หลังจากนี้ต่อไป...แม้นักเรียนทุนอันจะไม่พูดกับใครอีกเลย พวกเขาก็จะเชื่อนักเรียนทุนอันก่อนเป็นอันดับแรก


                


    คราวนี้ต่อให้พวกนักเรียนทุนทั้งสามจะพยายามแก้ตัวขนาดไหนก็ไม่มีใครยอมเชื่ออีก พวกเขาพากันรุมนักเรียนทุนทั้งสามแล้วก็จับอีกฝ่ายมัดเอาไว้ ตั้งใจว่าหลังจากจบการล่าในครั้งนี้แล้วจะพาทั้งสามไปส่งให้เจ้าหน้าที่ทางการทันที ให้พาพวกเธอไปลงโทษสถานหนัก


                


    แน่นอนว่าการจับนักเรียนสามคนไปมัดไว้นั้นทำให้อัตราส่วนในการต่อสู้น้อยลงไปด้วย จำนวนที่พวกเขาต้องล่าต่อคนก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ถึงอย่างนั้น...การคำนวนนี้ก็ผิดตั้งแต่แรกอยู่แล้ว


                


    พวกเขาไม่สามารถนำตัวนักเรียนทุนเจ้าปัญหาทั้ง 4 คนมาคำนวณร่วมด้วย พูดให้ถูกก็คือ...แค่ทั้งสี่คนไม่สร้างปัญหา ไม่เป็นภาระให้พวกเขาก็ถือว่าดีมากแล้ว อย่าได้คาดหวังว่าทั้งสามจะช่วยในการต่อสู้เลย


                


    ซูหยวนมองดูทั้งสามคนก่อนจะยกยิ้มเย็นชาให้ ทั้งสามได้เห็นรอยยิ้มนั้นของเธอเช่นกัน และราวกับว่าคิดอะไรได้ พวกเธอต่างก็พยายามส่งเสียงร้องกันออกมา อยากจะบอกนักเรียนทั้งหมดให้เข้าใจเหลือเกินว่า แท้จริงแล้วคนที่เอารองเท้าของนักเรียนหญิงมาที่ห่อผ้าของพวกเธอก็คือซูหยวน!!


                


    มันต้องเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว รองเท้าคู่นั้นเป็นพวกเธอเองที่นำไปไว้หน้ากระโจมของอีกฝ่าย ถ้าอย่างนั้นมันจะหายไปแล้วมาปรากฏอยู่ที่ห่อผ้าของพวกเธอจะเป็นฝีมือใครไปได้กันล่ะ


                


    คนที่จะเห็นรองเท้าคู่นั้นก็มีแค่ “อันซูหยวน” ไม่ใช่รึไง!!


                


    แต่น่าเสียดายที่กว่าจะคิดได้ ตอนนี้ปากของพวกเธอถูกมัดเอาไว้แล้ว หรือต่อให้ไม่ได้ถูกมัดเอาไว้ คำพูดของทั้งสามคน...ใครจะเชื่อถืออีกหรือ?


                


    ตอนนี้เป็นที่รู้ดีแล้ว นักเรียนทุนทั้งสามคนได้แต่คิดในใจ พวกเขารู้แล้วว่าตนเองเลือกเหยื่อผิดตั้งแต่แรก คนที่พวกเขาไม่ควรจะสร้างปัญหาด้วยไม่ใช่นักเรียนจากเขตชั้นในเหล่านั้น แต่เป็นนักเรียนทุนอันซูหยวนคนนี้มากกว่า!! 


                


    ถึงจะคิดได้ ก็ดูเหมือนจะสายเกินไปสักหน่อยแล้ว....




    ………………………………………….