หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล]

    ตอนที่ 42 เติบโต

    หลังจากการต่อสู้จบลงป่าก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

            หลันเฟิงนั่งยองๆลงแล้วหยิบเข็มรวบรวมกลิ่นอายออกมาจิ้มเข้าไปตรงหว่างคิ้วของหมาป่ามารป่าลึกเพื่อเก็บกลิ่นอายของมัน

            แค่ระยะเวลาสั้นๆคะแนนประสบการณ์ของหลันเฟิงก็เพิ่มขึ้นเป็นสองร้อยสิบคะแนน ต่อให้เทียบกับอัจฉริยะทั้งสี่ที่ท่านผู้นำตระกุลเตือนให้พวกเขาระวังเกรงว่าก็คงไม่ต่างกันนัก

            ในเวลาเดียวกันหยางจ้านและพวกก็ทยอยกันหยิบเข็มรวบรวมกลิ่นอายของแต่ละคนออกมาปักเข้าไปในหัวของมารสีชาดทั้งห้าตัว

            มารสีชาดห้าตัวหนึ่งตัวตายด้วยน้ำมือของหยางจ้าน อีกสองตัวตายด้วยน้ำมือของหลัวเทียนที่เหลืออีกสองตัวแบ่งเป็นตายด้วยน้ำมือของหยางกวงและหยางตง

            แน่นอนว่าการสังหารมารสีชาดห้าตัวได้ทุกคนย่อมมีคุณงามความดีไม่มากก็น้อยแต่ทั้งสี่คนเป็นคนโจมตีปลิดชีพ คะแนนย่อมควรนับที่พวกเขา

            “ออกเดินทางต่อได้!” เมื่อหยางจ้านเห็นทุกคนพร้อมแล้วก็ชูดาบหนักในมือขึ้นและออกคำสั่ง

            หลันเฟิงเก็บเข็มรวบรวมกลิ่นอายแล้วกระโจนห่างออกไปหนึ่งจั้งทำเช่นนั้นสองสามครั้งเงาร่างของเขาก็หายวับไปท่ามกลางสายตาของทุกคน

            จากพละกำลังของหลันเฟิงในยามนี้ขอแค่ไม่พบกับปีศาจอสูรระดับดาราขั้นปลายหรือปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางฝูงหนึ่งก็สามารถไปไหนมาไหนได้ตามใจต้องการ

            เดินหน้าต่อไปประมาณห้าหกลี้หลันเฟิงก็ทิ้งกลุ่มไว้ด้านหลัง แล้วถึงได้ลดความเร็วลง

            ชายหนุ่มเดินหน้าต่อไปอีกหนึ่งลี้ก่อนหยุดฝีเท้าลง สายตาเฉียบแหลมมองไปยังพุ่มไม้ตรงหน้า

            เสียงกรอบแกรบดังมาจากพุ่มไม้นอกจากนี้ยังมีเสียงลมหายใจหยาบๆ ดังแว่วมา

            ชายหนุ่มยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่เดิมราวกับท่อนไม้ตั้งท่าพร้อมสู้ เตรียมรับมือศัตรูนิรนามตลอดเวลา!

            แม้ว่าจะยังไม่เห็นเงาร่างของอีกฝ่ายแต่สัญชาตญาณของชายหนุ่มก็บอกเขาว่าเป็นปีศาจอสูรที่พละกำลังไม่น้อยไปกว่าหมาป่ามารป่าลึกหากบุ่มบ่ามเข้าไป ก็ยากที่จะคาดเดาผลที่ตามมา

            หลังจากผ่านไปชั่วครู่พุ่มไม้ก็สั่นเทาทันใดนั้นเงาร่างสายหนึ่งก็เข้ามาสู่ครรลองสายตาของชายหนุ่ม

            “ปีศาจเท้าใหญ่”หลังจากที่เห็นเงาร่างของปีศาจอสูร หลันเฟิงก็รู้สึกผ่อนคลายลง

            ปีศาจเท้าใหญ่เป็นปีศาจอสูรสะเทิ้นบกสะเทิ้นน้ำรูปร่างภายนอกคล้ายจระเข้ แต่แค่เท้าใหญ่มาก คล้ายกับเท้าห่านปีศาจเท้าใหญ่โตเต็มวัยมีพลังยุทธ์ระดับดาราขั้นกลางพละกำลังเทียบเท่ากับหมาป่ามารป่าลึก พลังป้องกันแข็งแกร่ง แต่ความเร็วธรรมดาทั่วไปไม่คล่องแคล่วนัก

            เทียบกับหมาป่ามารป่าลึกปีศาจเท้าใหญ่รูปร่างใหญ่กว่าอย่างไม่ต้องสงสัยเทียบกับมารสีชาดแล้วก็ยังใหญ่กว่าเล็กน้อย

            ทว่าภัยคุกคามของมันที่มีต่อหลันเฟิงกลับไม่น่ากลัวเท่ากับหมาป่ามารป่าลึก

            “เจ้าดวงดีไม่เลวคิดไม่ถึงว่าจะพบกับปีศาจเท้าใหญ่ ครานี้เจ้าก็ใช้มันฝึกฝนฝีมือได้แล้ว”ชายชราเอ่ยพร้อมกับทอดถอนใจ

            ปีศาจอสูรหนังหนาหยาบและเชื่องช้าไม่คล่องแคล่วเป็นปีศาจอสูรที่เหมาะกับการฝึกฝนของชายหนุ่มที่สุดแล้ว

            เพราะชายหนุ่มไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดท่าสังหารมันและยิ่งไปกว่านั้นขอแค่ระมัดระวังหน่อย ก็หลบหลีกการโจมตีของอีกฝ่ายได้ไม่ยาก

            ใบหน้าหมดจดพลันมีรอยยิ้มจางๆค่อยๆ เข้าประชิดปีศาจเท้าใหญ่

            ดวงตาของปีศาจเท้าใหญ่เป็นสามเหลี่ยมตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งของหัว นอกจากด้านหน้าและด้านหลังพื้นที่โดยรอบทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของมันจมูกมีเกล็ดหนาๆ และแหลมคมปกคลุมอยู่ ประกอบกับขนาดร่างกายที่น่าตกตะลึงของมันใช้แรงกายเพียงเล็กน้อยก็สามารถโค่นต้นไม้ต้นหนึ่งได้แล้ว

            ปีศาจเท้าใหญ่จ้องมองชายหนุ่มที่เดินเข้ามาอย่างเย็นชาลิ้นที่เหมือนดั่งอสรพิษแลบออกมาช้าๆ

            รอจนชายหนุ่มอยู่ห่างเพียงหนึ่งจั้งมันก็เปิดฉากโจมตีกะทันหัน!

            เท้าสี่เหลี่ยมขนาดหนึ่งหมี่สองข้างออกแรงถีบร่างขนาดมหึมาพุ่งมาตรงหน้าทันที

            “ตึงๆๆ”พื้นดินสั่นสะเทือน ต้นไม้ใบหญ้าสั่นไหวเล็กน้อย

            “ย้าก!”

            ยามที่ปีศาจเท้าใหญ่พุ่งเข้ามาหลันเฟิงก็งอขาระเบิดพลัง กระโจนขึ้นไปกลางอากาศหลบหลีกการโจมตีของปีศาจเท้าใหญ่โดยตรง

            เขาหมุนตัวอย่างคล่องแคล่วกลางอากาศสองมือพลันมีเสาเปลวเพลิงร้อนระอุลุกโชน ก่อนกวาดไปทางด้านหลัง “คาถาเพลิงคลั่ง”

            “ปังปัง!”

            เกิดเสียงระเบิดสองครั้งร่างกายของปีศาจเท้าใหญ่ก็สั่นเทา แผ่นหลังของมันถูกเปลวเพลิงวาดผ่าน ทุกแห่งที่เสาเปลวเพลิงกวาดไปเกล็ดจะถูกเผาจนไหม้เกรียม

            มันสะบัดหางไปมาร้องเสียงแหลมสูง

            รอจนชายหนุ่มร่อนลงสู่พื้นชายชราที่ดูอยู่ด้านข้างก็พยักหน้าพลางยิ้ม “ไม่เลว ครั้งนี้ดีขึ้นเล็กน้อย”

            หลันเฟิงหอบหายใจเบาๆยังไม่ทันได้พูดจาก็กระโจนออกไปอีกครั้ง

            จุดที่เขายืนอยู่ที่เดิมมีหางขนาดยักษ์หนาๆกวาดผ่านไป แม้ว่าจะไม่ได้กวาดโดนหลันเฟิงแต่กลับทำให้ต้นไม้ขนาดใหญ่ด้านหลังเขาหักโค่น เกิดเป็นเสียง “ตึง”ดังสนั่นหวั่นไหว

            “ไอ้เวร...หลบได้โว้ย!”

            หลันเฟิงกำลังจะทำการโจมตีจากด้านหลังกลับเหลือบไปเห็นหางยาวอันน่ากลัวของปีศาจเท้าใหญ่กวาดมาทางตนเองอีกครั้ง พลันหยุดการกระทำแล้วเบี่ยงตัวกลางอากาศเพื่อหลบหลีกการโจมตีของปีศาจเท้าใหญ่

            หลังจากร่อนลงสู่พื้นหลันเฟิงก็ตกใจนจนเหงื่อแตกพลั่ก หากถูกหางของปีศาจเท้าใหญ่ฟาดโดน เกรงว่าเขาบาดเจ็บสาหัสทันที

            หลันเฟิงเพิ่มความระมัดระวังพักหายใจสักครู่ ไม่นานการต่อสู้กับปีศาจเท้าใหญ่ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

            หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อผิวของปีศาจเท้าใหญ่ก็เต็มไปด้วยรอยบาดแผลตั้งแต่หัวจรดหางแทบจะถูกเผาไหม้เกรียมทุกหนแห่ง กลิ่นเนื้อไหม้แผ่กระจายเต็มป่า

            หลันเฟิงหยุดการโจมตีราวกับพายุฝนพลางปาดเหงื่อบนใบหน้าก่อนเอ่ยกับชายชราว่า “ตาเฒ่า ท่านช่วยจับตามองมันไว้ก่อนข้าจะพักผ่อนสักหน่อยค่อยมาต่อ” เขาไม่รอให้ชายชราตอบรับก็กระโจนขึ้นไปบนกิ่งไม้ของต้นไม้ใหญ่แล้วนั่งขัดสมาธิ พยายามฟื้นฟูไอปราณ

            คู่ต่อสู้ที่ดีเช่นนี้หลันเฟิงย่อมไม่อยากสังหารง่ายๆ มิเช่นนั้นเขาก็ต้องเสียแรงไปไม่น้อยถึงจะหาคู่ต่อสู้ใหม่ได้

            เวลาล่วงเลยไปท่ามกลางป่าที่เงียบสงบ การต่อสู้ระหว่างชายหนุ่มและปีศาจเท้าใหญ่ดำเนินต่อไปเนิ่นนาน

            “ไม่ถูกๆฝ่ามือเมื่อครู่ของเจ้าออกแรงมากไปหน่อย ทำให้ตอนท้ายไม่มีแรง และเกือบจะหลบการโจมตีของปีศาจเท้าใหญ่ไม่พ้น”

            “ลงมือเจ็ดส่วนเก็บไว้สามส่วน หากเจ้าใช้พลังจนหมดสิ้นแล้วศัตรูโจมตีมายามที่เจ้ากำลังฟื้นฟูพลัง เจ้าก็ไม่อาจรับมือได้ หลบไม่ทันแน่”

            “ปีศาจอสูรทั่วไปสติปัญญาไม่สู้มนุษย์ด้วยเหตุนี้ยามที่ประมือกับปีศาจอสูร โดยเฉพาะปีศาจอสูรที่มีสติปัญญาค่อนข้างต่ำห้ามใช้วิชาที่ถึงแก่ชีวิตเด็ดขาด แม้แต่การใช้บาดแผลแลกกับชีวิตหากไม่ถึงตาจนก็อย่าใช้จะดีกว่า”

            “มากเกินไปเมื่อครู่เจ้าเสียไอปราณมากเกินไป จำไว้เรื่องที่ใช้ไอปราณหนึ่งส่วนจัดการได้ห้ามใช้ไอปราณสองส่วน! ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพลังยุทธ์และทักษะปราณเท่ากัน หากต่อสู้กัน ผู้ใดควบคุมไอปราณและกำลังได้แม่นยำกว่าผู้นั้นก็จะยืนหยัดได้นานกว่า!ยืนหยัดจนถึงยามสุดท้ายถึงจะเป็นผู้ชนะ!”

            ในป่าบางครั้งก็มีเสียงเข้มงวดของชายชราดังขึ้น

            ใบหน้าที่แก่ชราดวงนั้นปราศจากความขี้เล่นเหมือนในยามปกติมีเพียงความเข้มงวดเท่านั้น

            และชายหนุ่มก็ไม่ได้โต้แย้งอย่างหาได้ยากไม่เถียงตั้งแต่ต้นจนจบ เขาพยายามขูดรีดศักยภาพของตนเองอย่างเงียบๆบีบให้ตนเองเติบโตอย่างรวดเร็ว และภายใต้การฝึกฝนระดับสูงเช่นนี้ประสบการณ์การต่อสู้ของเขาก็เฟื่องฟูขึ้น มีความคล่องแคล่วมากขึ้นควบคุมพลังกายเนื้อและไอปราณในจุดตันเถียนได้แม่นยำขึ้นและความเร็วในการเจริญเติบโตที่น่าตกตะลึงเช่นนี้ แม้แต่อัจฉริยะของสำนักใหญ่ต่างๆก็เกรงว่าจะไม่อาจเทียบเคียงได้

            หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามหลันเฟิงก็หลบการโจมตีของปีศาจเท้าใหญ่ได้อย่างง่ายดายราวกับเดินเล่นในสวน

            “เอาล่ะปีศาจเท้าใหญ่ตัวนี้สูญเสียพลังชีวิตไปมากกว่าครึ่งแล้ว พลังที่ใช้ได้ตอนนี้เกรงว่าคงไม่ถึงห้าส่วนมันไม่มีประโยชน์สำหรับเจ้าแล้ว” ชายชราโบกมือแล้วเอ่ยอย่างราบเรียบ “สังหารมันเถอะแล้วค่อยหาปีศาจอสูรตัวใหม่มาฝึกฝน”

            ร่างของปีศาจเท้าใหญ่แทบจะถูกย่างจนสุกทั้งตัวดวงตาสีขาวส่งกลิ่นเนื้อย่างถลนออกมาจากผิวหนังที่ไหม้เกรียมของมันเปลือกตาของมันเปลี่ยนเป็นสีขาว ลมหายใจแผ่วเบา

            หลันเฟิงมองปีศาจเท้าใหญ่อย่างเศร้าใจแล้วพยักหน้าอย่างจนปัญญา “น่าเสียดาย ปีศาจอสูรที่เหมาะกับการฝึกฝนเช่นนี้พบได้ไม่มากนักจริงๆ”

            พอสิ้นเสียงเงาร่างของเขาก็แฉลบผ่านไป ปีศาจเท้าใหญ่ไม่ทันได้ตอบสนองใดๆเสาเปลวเพลิงร้อนระอุสองสายก็ทะลวงผ่านส่วนท้อง สับอวัยวะภายในของมันจนเละ

            หลันเฟิงสังหารปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางอีกครั้งคะแนนประสบการณ์ของเขาเพิ่มขึ้นเป็นสี่ร้อยสิบคะแนน

            สี่ร้อยสิบคะแนนแม้ไม่ใช่ที่หนึ่ง แต่คิดดูแล้วก็น่าจะไม่น้อยกว่าห้าอันดับแรก

            หลังจากที่หลันเฟิงนำเข็มรวบรวมกลิ่นอายปักเข้าไปในรอยสีเขียวตรงหว่างคิ้วของปีศาจเท้าใหญ่เพื่อเก็บกลิ่นอายของมันแล้วเขาถึงได้เอ่ยถามอย่างแผ่วเบาว่า “จากพละกำลังของข้าในยามนี้น่าจะต่อกรกับปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางทั้งหมดได้แล้วสินะ?”

            ชายชราครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วพยักหน้าอย่างเงียบๆ“ตอนนี้ปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางมีอำนาจคุกคามเจ้าไม่มากนัก”

            ชายชราชะงักเล็กน้อยน้ำเสียงเปลี่ยนไป “ทว่าจากพละกำลังของเจ้าคงทำได้แค่ต่อกรกับปีศาจอสูรที่ระดับต่ำกว่าระดับดาราขั้นปลายและต่อกรได้แค่สองสามตัวเท่านั้น หากมากกว่าสามตัวพวกมันก็มีอำนาจคุกคามเจ้าไม่น้อย และหากพบกับปีศาจอสูรระดับดาราขั้นปลาย เหอะๆ ...เจ้าก็ภาวนาขอให้ตนเองโชคดีไปเถิด”

            “ที่นี่ไม่ใช่หุบเขาหวงต้วนไหนเลยจะมีอสูรระดับดาราขั้นปลาย” หลันเฟิงกลอกตาเบะปากขณะเอ่ย

            ทว่าก็เป็นดังที่ชายชราว่าพละกำลังของเขาในตอนนี้ยังต่อกรกับปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางได้ไม่มากตัวอย่างเช่นหมาป่ามารป่าลึก ปีศาจเท้าใหญ่ หากมาทีเดียวสี่ห้าตัวเขาก็ทำได้เพียงหนีเท่านั้น

            “ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้นข้าว่าจ้าวหยวนซานคงไม่ยอมปล่อยเจ้าไปง่ายๆ หรอก เขาต้องสร้างปัญหาสักอย่างให้เจ้าแน่”ชายชรามองไปด้านหลังแวบหนึ่ง แล้วหรี่ตาทั้งสองข้างลงเล็กน้อย

            “เจ้าโจรชั่วนั่น!”เมื่อเอ่ยถึงจ้าวหยวนซาน หลันเฟิงพลันเคร่งเครียด ความกังวลฉายอยู่ในแววตา