เสี้ยวอู่หมิงมองดอกไม้ที่ถูกจัดอย่างลวก ๆ ในกระถางดินเผาใบเล็ก
ทหารที่นำมาส่งแจ้งว่านางกำนัลวานให้ส่งกระถางดอกไม้นี้มา
คงไม่มีนางกำนัลคนใดแอบหลงรักตนกระมัง
ตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่ม เสี้ยวอู่หมิงแม้ไม่ถึงกับขี้เหร่ แต่ก็มิใช่รูปงาม ฐานะยากไร้ สตรีทั้งหลายย่อมไม่ให้ความสนใจคนเช่นนี้ ยิ่งตอนเด็กบ้านแตกสาแหรกขาดจากภัยสงคราม อาศัยเร่ร่อนไปกับกลุ่มขอทาน บางคราวต้องลักเล็กขโมยน้อย แทบจะจบชีวิตด้วยความหิวโหยก็หลายครั้ง
วันหนึ่งเสี้ยวอู่หมิงขโมยได้หมั่นโถวเย็นชืดมาจากที่ใดมิทราบ รีบซุกหมั่นโถวในอกเสื้อขาด เดินเรียบกำแพง ตั้งใจจะหามุมหลบกินอาหารมื้อแรกในรอบสองวัน
พอเลี้ยวมุมกำแพงก็สะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่ง
เป็นขาคน
เมื่อหันไปมอง ตอนแรกเสี้ยวอู่หมิงถึงกับผงะด้วยเข้าใจว่าเป็นศพ แต่คนผู้นั้นขยับตัวได้ จึงรู้ว่ายังไม่ตาย ทั่วร่างมีรอยโลหิตแห้งกรังจากบาดแผลหลายแห่ง ทั้งบาดเจ็บทั้งหิวโซ ปล่อยทิ้งไว้ไม่นานก็คงขาดใจไปเอง
ยุคสมัยนั้น ผู้คนอดอยากถูกทำร้ายเป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไป เสี้ยวอู่หมิงเองก็มิใช่จะสุขสบาย จึงกอดหมั่นโถวเดินเลี่ยงไปทางอื่น
คนผู้นั้นก็มิได้ขอความช่วยเหลือ เพียงแต่มองตามหลังด้วยลมหายใจรวยริน
ผ่านไปอึดใจ เสี้ยวอู่หมิงเดินกลับมาพร้อมกับกะลามะพร้าวเก่า ๆ ฉีกหมั่นโถวครึ่งหนึ่งยัดใส่มือคนผู้นั้นแล้ววางกะลาใส่น้ำลงข้างหน้า
คนผู้นั้นยกหมั่นโถวขึ้นกัดช้า ๆ ทีละคำ ก่อนจะจิบน้ำขุ่นจากกะลา
เสี้ยวอู่หมิงนั่งกินหมั่นโถวอีกครึ่งอยู่ด้านข้าง
นับแต่นั้น พอหาอาหารได้เล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นเศษผลไม้ ปลาที่ชาวบ้านตากไว้ หรือน้ำแกงที่ผู้ใจบุญทำทาน เสี้ยวอู่หมิงก็มักจะนำมาแบ่งปันให้คนผู้นั้นเสมอ
เด็กหนุ่มแปลกใจที่คนผู้นั้นอยู่ในสภาพสาหัสเจียนตาย แต่ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ก็ยังไม่ตาย ซ้ำยังคล้ายแข็งแรงขึ้น
พอผ่านอาทิตย์ที่สอง คนผู้นั้นเริ่มนั่งสมาธิ
“หากท่านมีแรง ควรจะไปขอทานหาอาหารด้วยกัน มัวแต่นั่งอยู่เช่นนี้คงอดตายสักวัน”
เสี้ยวอู่หมิงพูดเมื่อเห็นคนผู้นั้นนั่งสมาธิทีละครึ่งค่อนวัน
คนผู้นั้นมิตอบคำ แต่ยิ้มให้เสี้ยวอู่หมิงคล้ายให้กำลังใจ
เสี้ยวอู่หมิงเองก็คิดจะทิ้งคนผู้นั้นไว้ลำพัง แต่จนแล้วจนรอดก็อดนำอาหารมาแบ่งให้มิได้ ทั้งที่ตนก็อดอยากซูบผอม
ตอนนั้นเด็กหนุ่มอายุประมาณสิบเอ็ดขวบ แต่ผ่านชีวิตขอทานรอนแรมมาสามปี คนในหมู่บ้านเดียวกันแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทาง ไม่มีใครมีปัญญาดูแลผู้อื่น แค่มีชีวิตรอดไปแต่ละวันก็ลำบากมากแล้ว
เมื่อครบหนึ่งเดือน คนผู้นั้นลุกขึ้นเดินได้ บาดแผลส่วนใหญ่หายดีอย่างมหัศจรรย์
คนผู้นั้นศีรษะล้านเลี่ยน อยู่ในวัยเกือบชรา เสี้ยวอู่หมิงรู้จักหลวงจีนดี แต่หลวงจีนตกยากขนาดนี้เพิ่งเคยพบ
หลวงจีนผู้นั้นแข็งแรงพอที่จะจากไป
เสี้ยวอู่หมิงก็ไม่ว่ากล่าวอันใด
แต่ก่อนไป หลวงจีนผู้นั้นหันมามองเสี้ยวอู่หมิงอย่างพินิจพิเคราะห์
“เด็กน้อย เจ้าเองอาหารจะกินแต่ละมื้อแทบไม่มี ยังช่วยเหลืออาตมา นับว่ามีเมตตาธรรม”
เสี้ยวอู่หมิงสั่นศีรษะ
“ข้าฯหิวโซ ท่านก็หิวโซ เรื่องเมตตาอะไรนั่น ผู้คนสภาพเช่นข้าพเจ้ายากจะคิดถึง”
“บิดามารดาเจ้าละ”
“ตายไปในสงครามแล้ว”
“ญาติพี่น้อง”
“ไม่รู้ไปที่ใด หรือมีชีวิตหรือไม่”
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าไปอยู่ที่วัดกับอาตมา อย่างน้อยมีข้าวกินมีที่นอน”
มีข้าวกิน มีที่นอน นั่นคือสรวงสวรรค์ของเสี้ยวอู่หมิงแล้ว
“ท่านเป็นใครแล้วจะพาข้าฯไปวัดใด”
“อาตมา ฟางเว่ย จะพาเจ้าไปเส้าหลิน”
เสี้ยวอู่หมิงตื่นจากภวังค์ เมื่อเฟิงตงเปียนเดินเข้ามาในกระโจมพักฟื้น
“พี่รองเป็นอย่างไร ยังเจ็บแผลหรือไม่”
“แผลที่ไหล่ดีขึ้น ส่วนแผลงูกัดยังคงรู้สึกเย็นวาบเป็นบางครั้ง”
“ให้แจ้งแพทย์หลวงหรือไม่”
“ไม่เป็นไร โดยรวมรู้สึกแข็งแรง”
เฟิงตงเปียนเห็นกระถางใส่ดอกไม้ที่วางบนโต๊ะข้างเตียง
“ดอกไม้ของผู้ใด”
“มิทราบ นางกำนัลส่งมาให้”
“นางกำนัล อ๋อ พี่ใหญ่บอกว่าพระจักพรรดินีให้เหมยฮวาช่วยงานนางกำนัลอยู่ที่กระโจมของเชื้อพระวงศ์”
เสี้ยวอู่หมิงประหลาดใจยิ่ง ก่อนจะหันไปมองดอกไม้ในกระถางอีกครั้ง แล้วหัวเราะออกมาจนเจ็บแผล
“นั่นก็ใช่แล้ว นางกำนัลผู้ใดจะจัดดอกไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนี้”
หลวงจีนอู่เหลาเดินชมตัวเมืองลั่วหยาง ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สนใจท่านเท่าใด มีบางคนที่เหลือบมองด้วยปกติมิค่อยพบเห็นหลวงจีนเดินไปมาผู้เดียวในยามวิกาล แต่เมืองใหญ่เช่นนี้ จะมีหลวงจีนละเมิดกฎบ้าง ก็มิใช่เรื่องแปลกเท่าใด
“ท่านเจ้าอารามดูนั่น ไต้ซือรูปนั้นไยมาเดินผู้เดียวในเวลานี้”
ปู้เบ่ยพ่านชี้ให้เจ้าอารามเจี่ยนยี่ดูขณะที่พวกนางรับประทานอาหารเจเป็นมื้อเย็นอยู่ในโรงเตี๊ยม
“หลวงจีนเดินในเมืองมีอันใดน่าดู”
“มืดค่ำเช่นนี้ ปกติหลวงจีนควรอยู่ในวัด นอกจากเป็นหลวงจีนทุศีล”
“หากหลวงจีนอยู่นอกวัดตอนเย็นก็ทุศีล แล้วพวกเราที่ดึกดื่นยังรอนแรมหาที่พักจะเป็นเช่นไร”
“พวกเราไม่เหมือนหลวงจีนเสียหน่อย”
“อย่ากล่าวร้ายผู้อื่น ไต้ซือผู้นี้คล้ายเป็นหลวงจีนวัดเส้าหลินและอาจได้ยินพวกเราด้วย”
“เป็นไปได้หรือ พวกเราอยู่ห่างกันราวสามสิบก้าวทั้งมิได้ส่งเสียงดัง”
แต่พอปู้เบ่ยพ่านหันกลับไปมอง ก็พบว่าหลวงจีนอู่เหลามองมาทางพวกตนด้วยความสนใจเช่นกัน
“ดูท่าจะได้ยินพวกเราจริงด้วย”
ฟากหลวงจีนอู่เหลาเองก็แปลกใจที่เห็นกลุ่มนักพรตหญิงซุบซิบกันแล้วหันมาทางตน
แม้มิอาจได้ยินเสียงเข็มตกในร้อยก้าวเช่นไต้ซือฟางเว่ย แต่มนุษย์มักประสาทไวต่อการที่ตนถูกนินทาเป็นปกติ
พวกนางแต่งกายเรียบง่ายเช่นนักพรตหญิงทั่วไป แต่กิริยาท่าทางค่อนข้างปล่อยตัวตามสบาย มิทราบอยู่สำนักใด
ครู่หนึ่งหลวงจีนอู่เหลาก็หันกลับเดินไปตามถนน
การเดินทางทำให้พบเห็นผู้คนและเรื่องราวมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านั้นจะกระทบจิตใจและอารมณ์ของตนหรือไม่ เป็นสิ่งที่หลวงจีนอู่เหลาใคร่รู้
การตัดกิเลศ คือการไม่รับรู้ว่ามีกิเลศ หรือรับรู้ว่ามีแต่ไม่หลงไปกับกิเลศกันแน่
ฟางเหล่าหู่ยืมชมแสงดาวในความมืดมิด
เวลาส่วนใหญ่ ฟางเหลาหู่จะอยู่กับตัวเอง
เมื่ออยู่คนเดียวทำให้มีเวลาตรึกตรองเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่
ผู้คนรอบข้างก็มิค่อยกล้ามาตอแยมัน
“ชิโนะ” เสียงเอ่ยเรียกเบา ๆ
ชิโนะไม่รู้มาจากที่ใด แต่ปรากฏกายขึ้นทันที
“ขบวนเสด็จเป็นอย่างไร”
“กำลังเดินทางมา คล้ายว่าพระจักพรรดินีสุขภาพไม่ดีจึงไม่อาจเร่งรีบ”
“ได้ข่าวหม่าหลิวตงหรือไม่”
“นางจู่โจมเสี้ยวอู่หมิงจนบาดเจ็บสาหัสแล้วสาบสูญไป”
ฟางเหลาหู่ขมวดคิ้ว เสี้ยวอู่หมิงผู้นี้ตายยากยิ่ง แม้แต่หม่าหลิวตงยังฆ่ามันมิได้
แท้จริงฟางเหลาหู่มิได้สั่งการหม่าหลิวตง นางแทบไม่ยอมรับคำสั่งจากผู้ใด ฟางเหลาหู่เพียงแจ้งสถานการณ์ให้ทราบ หม่าหลิวตงก็ไปหาทางลอบสังหารพระจักรพรรดินีด้วยตนเอง สิ่งที่ฟางเหลาหู่ขอร้องนางคือหากมีโอกาสให้สังหารเสี้ยวอู่หมิงเสียด้วย
“กุ้ยชุนเป็นอย่างไร”
ชิโนะทราบความรู้สึกของเจ้านายดี
“นางเปิดร้านขายของเบ็ดเตล็ดเช่นเดิม แต่ละวันคล้ายรอคอยผู้ใด”
คิ้วเข้มของฟางเหลาหู่ขมวดเล็กน้อย
กุ้ยชุนเป็นอีกคนที่ไม่สามารถสั่งการได้ นางถือเป็นคนสนิทของแม่เฒ่า
มันไม่ถามไถ่ถึงเหมยฮวา
ชิโนะก็ไม่พูดสิ่งใดอีก
เหมยฮวากำลังซักผ้า
ตอนอยู่ที่พรรคปราบมังกรนางมิเคยซักผ้าเอง
หลังออกเดินทาง เมื่อมีเงินทองนางก็มักจะซื้อเสื้อผ้าใหม่มากกว่า ส่วนเสื้อผ้าตัวเก่า มักจะวางทิ้งไว้ให้คนยากไร้
ตอนนี้กลับต้องมาทำงานอยู่กับเหล่านางกำนัล
ผ้าเกือบทุกผืนที่ใช้ในบริเวณที่พักของเชื้อพระวงศ์จะถูกซักเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าปูนอน หรือแม้แต่ผ้าที่รองพื้น
เหล่านางกำนัลต้องใช้ไม้ตีผ้าเปียกซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้สิ่งสกปรกหลุดออก จากนั้นจึงต้มผ้ากับดอกไม้หอม แล้วผึ่งให้แห้ง ก่อนนำกลับไปใช้งาน ทำให้กระโจมของเชื้อพระวงศ์หอมกรุ่นด้วยกลิ่นดอกไม้ตลอดเวลา
“นี่เป็นเพียงผ้าสำหรับใช้สอยทั่วไปหรอกนะ หากเป็นฉลองพระองค์ย่อมมีขั้นตอนมากกว่านี้หลายเท่า”
หลินเค่ออ้ายพูดกับเหมยฮวาเมื่อเห็นใบหน้าเบื่อหน่ายของนาง
งานซักผ้ากินเวลาถึงครึ่งวัน
เหมยฮวาเริ่มคิดหลบหนีอีกครั้ง
“พักทานอาหารกันก่อน”
เสียงหลินเค่ออ้ายดังมา
“เจ้าทำให้ข้าฯประหลาดใจ”
หลินเค่ออ้ายพูดหลังจากทานอาหารกลางวัน นางพักเหนื่อยอยู่กับใกล้กับเหมยฮวา
“ประหลาดใจอันใด”
“ข้าฯนึกว่าเจ้าจะหนีไปเสียอีก”
“ข้าฯจะไปเมื่อใดก็ได้ ข้าฯมิใช่นางกำนัลเช่นเจ้า”
หลินเค่ออ้ายมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง
“เจ้าไม่รู้หรือว่าแถวนี้มีแต่ยอดฝีมือ หากไม่ได้รับอนุญาตเจ้าย่อมไม่อาจไปได้”
เหมยฮวาไม่รู้ว่าหลินเค่ออ้ายมีวัตถุประสงค์ใดถึงบอกเรื่องนี้กับนาง
“หากข้าฯไม่ยินยอม จะถูกประหารงั้นรึ”
“นั่นก็แล้วแต่พระนาง”
คืนนั้นอากาศหนาวเย็นเหมือนเคย หลินเค่ออ้ายนอนหลับไปแต่หัวค่ำ นางมิใช่เวรที่ต้องไปถวายงาน จึงรีบพักผ่อนเก็บแรงไว้สำหรับพรุ่งนี้
เหมยฮวานอนแต่ไม่หลับ งานของนางกำนัลแม้มีมากมาย แต่สำหรับผู้มีกำลังภายในระดับนาง ไม่ถือว่ากินแรง เพียงแต่สร้างความเบื่อหน่ายให้ ด้วยนี่มิใช่วิสัยของบุปผาเย้ยจันทรา
นางต้องยอมทำสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ต้องการ เพราะเสี้ยวอู่หมิงใช่หรือไม่
ป่านนี้คนทึ่มนั่นจะเป็นอย่างไร
มันอยู่ในกองทัพ มีผู้คนดูแลมากมาย คงปลอดภัยดีแล้ว
ปลายยามจื่อ (ประมาณตีหนึ่ง)
เหมยฮวาย่องออกจากกระโจมของหลินเค่ออ้ายมาอย่างเงียบเชียบ
นางมองไปทางกระโจมพักผู้ป่วยที่อยู่ห่างออกไป ก่อนตัดสินใจอาศัยความมืดเร้นกายมาด้านข้างบริเวณที่พัก ซึ่งเป็นแนวป่าที่ใกล้ที่สุด
ป่านนี้หม่าหลิวตงน่าจะถอดใจจากไปแล้ว
เท่าที่เหมยฮวาประเมิน ลำพังกองทหารหน่วยองค์รักก็มีจำนวนหลายพันคน หากหม่าหลิวตงคิดจะเข้ามาทำร้ายพระจักพรรดินีเท่ากับรนหาที่ตาย
ต้องอาศัยเวลาพักใหญ่นางถึงหลบเข้ามาในป่าได้
จะอย่างไรนางก็ไม่ประมาท ซุ่มในดงไม้หนาทึบจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดเคลื่อนไหวอยู่ใกล้เคียง จึงเดินลึกเข้าไปในป่าอย่างเงียบ ๆ
นางทราบว่าเลยออกไปไม่กี่ลี้เป็นกองทัพที่คุ้มกันทางด้านปีกซ้ายของขบวนเสด็จ
นางต้องเดินทางไปตามช่องว่างระหว่างกองทัพใหญ่กับกองทัพดังกล่าว
ฉับพลันรู้สึกขนลุกซู่
หันไปทางด้านหลังไม่พบเห็นผู้ใด
เมื่อหันกลับมาก็เห็นกรงเล็บพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าอย่างไร้ซุ่มเสียง
เหมยฮวาเตะเท้าขึ้นใส่ข้อมือของหม่าหลิวตง แต่กลับถูกคว้าข้อเท้าไว้ได้แล้วเหวี่ยงร่างนางเข้าใส่ต้นไม้ จึงรีบหมุนร่างกลางอากาศใช้เท้าถีบต้นไม้พุ่งตัวไปทางด้านข้าง
หม่าหลิวตงขยับกายเพียงน้อยก็มาดักอยู่ด้านหน้านาง พร้อมกรงเล็บที่รอขย้ำเหยื่อ
เหมยฮวามิอาจหยุดร่างกลางอากาศเช่นเสี้ยวอู่หมิง นางพยายามเปลี่ยนทิศทางหลบกรงเล็บนั่น แต่ยังช้ากว่าหม่าหลิวตงมาก พริบตากรงเล็บก็มาถึงศีรษะแล้ว
เสียงลมกระพือดังมาทางด้านหลัง หม่าหลิวตงที่คว้ากรงเล็บออกหมุนตัวท่อนบนกลับพร้อมวาดกรงเล็บคุ้มครองตัวเอง โดยที่ท่อนล่างแทบไม่ขยับ ร่างกายคล้ายไม่มีกระดูกเชื่อมต่อกัน
ผู้มาเยือนไม่ปะทะกับกรงเล็บโดยตรง แต่ใช้ไม้ตีผ้าตีใส่กรงเล็บแทน ไม้ที่หนาราวสองนิ้วแตกกระจายเป็นเศษไม้ทันทีที่กรงเล็บคว้าไว้ ก่อนที่ผู้มาเยือนจะหยุดอยู่ด้านข้างเหมยฮวา
หลินเค่ออ้าย
เหมยฮวาแม้มั่นใจว่าหลินเค่ออ้ายมีวรยุทธ แต่ยังอดแปลกใจมิได้ ด้วยไม่คิดว่านางกำนัลผู้บอบบางจะมีฝีมือถึงเพียงนี้ อาจไม่เป็นรองตนเสียด้วยซ้ำ
หม่าหลิวตงมองสองสาวด้วยแววตาดูแคลน
“เจ้าสองคนจะรับมือเราได้หรือ”
หลินเค่ออ้ายยิ้ม
“เจ้าคิดว่าข้าฯมาคนเดียวหรือ”
หม่าหลิวตงขยับตัวจะจู่โจมอีก แต่เมื่อได้ยินเสียงคล้ายมีคนเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว ก็เปลี่ยนทิศทางหลบเข้าไปในป่าทึบ เสียงที่เคลื่อนที่มาก็หยุดลง
“นางผู้นี้ร้ายกาจนัก กลับไม่ยอมเสี่ยงจู่โจมเรา”
“เจ้าตามมาจับข้าฯหรือ”
หลินเค่ออ้ายทำหน้าระอา
“ข้าฯบอกเจ้าแล้วว่าอย่าก่อเรื่อง หากจะตามจับเจ้าจริง คงไม่มากันแค่นี้หรอก”
“แล้วผู้ใดมากับเจ้า”
หลินเค่ออ้ายไม่ตอบคำถาม แต่รีบจับมือเหมยฮวาแล้วดึงให้เดินกลับไปทางกองทัพ
เหมยฮวาเองก็ยังสงสัยว่าเหตุใดปล่อยให้หลินเค่ออ้ายจับมือเดินไปอย่างง่ายดาย