คำพูดของยินจิ่วโยวนั้นเรียบๆ ง่ายๆไม่ได้กระแทกเสียงแต่อย่างใด
ราวกับว่าตัวแทนของฝ่ายตรงข้ามทั้งห้าคนนั้นสำหรับยินเซ่าเทียนที่เป็นศพโลหิตแล้วมันไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย
โฮก...
ยินเซ่าเทียนคำรามเสียงต่ำออกมา
ศพโลหิตตัวนี้มันได้สิ้นความเป็นมนุษย์ไปนานแล้วตอนนี้มันเป็นเพียงแค่เครื่องจักรสังหารที่เชื่อฟังคำสั่งของยินจิ่วโยวอย่างเดียวเท่านั้น
ในที่แห่งนี้ผู้ที่รู้ซึ้งถึงพลังอันน่าหวาดกลัวของศพโลหิตมีเพียงแค่หลินหยางคนเดียวเท่านั้น
“ระวังตัวด้วยทุกคน อย่าปล่อยให้ศพโลหิตประชิดตัวเด็ดขาด....”
หลินหยางที่กำลังส่งเสียงเตือนออกไปนั้นใครจะรู้ว่ายังไม่ทันพูดจบประโยค ด้านข้างก็พลันเกิดเสียงหอนของหมาป่าดังก้องกังวานขึ้นเงาร่างที่ดูกำยำปานอสูรร้ายร่างหนึ่งพลันพุ่งออกไปเร็วกว่าคำพูดของหลินหยางเสียอีก
ผู่อาหมาน!!
ชายที่มีความดุดันจนยากจะหาใครเทียบได้แบบเขานั้นทนรับพฤติกรรมอันชั่วร้ายอำมหิตของพวกลัทธิอำมหิตตรงหน้านี้ไม่ได้นานแล้ว
เวรเอ๊ยแต่ไหนแต่ไรก็มีแต่พวกเขาราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยเท่านั้นที่เป็นฝ่ายขับไล่ผู้อื่นผีสางนางไม้อย่างพวกมันนี่น่ะหรือคิดจะทำตัวกร่างต่อหน้าพวกเขา?
แค่ข้าคนเดียวก็สามารถขยี้ไอ้ศพโลหิตนี่ได้แล้ว!!!!
“ไสหัวไปซะ!!!!”
หมาป่ากระหายเลือดตนนี้พลันพุ่งทะยานออกไปจนกลายเป็นเส้นแสงอำมหิตสายหนึ่งในมือสะบัดดึงเอากระบองดาวอำมหิตออกมา
ฟึบ
กระบองดาวอำมหิตที่เป็นอาวุธระดับวิถีราชันขั้นกลางได้ระเบิดพลังอันน่าเกรงขามของมันออกมาอย่างเต็มกำลังบริเวณท่อนหน้าของกระบองเขี้ยวหมาป่าเล่มนี้พลันมีคมเขี้ยวอันแหลมคมยื่นออกมาจนมันมีลักษณะเหมือนกับฝ่ามือยักษ์ของเซียนผู้ฝึกตนก็ไม่ปาน
พลังกายของผู่อาหมานนั้นเต็มเปี่ยม จังหวะที่พุ่งออกไปกระบองเขี้ยวหมาป่าก็ได้ทำให้ฝุ่นบนพื้นฟุ้งกระจายลอยคละคลุ้งตามขึ้นมาเป็นทางยาวจนดูเหมือนมังกรดินกำลังบินเลียบพื้นอยู่โดยเขาได้พุ่งเข้าใส่ศพโลหิตยินเซ่าเทียนนั่นไปโดยตรง
แข็งแกร่งมาก!!!!
ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นถึงกับอดไม่ได้ที่จะปรบมือให้กับผู่อาหมาน
ชายผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นเทพสงครามอันดับหนึ่งของผืนทะเลทรายแห่งภาคตะวันตกนั้นพอเริ่มลงมือก็ใช้กระบวนท่าพิฆาตทันที ความทรงพลังของกระบวนท่า “พิภพสะเทือนดาว”เกรงว่าแม้แต่ระดับฮว๋างฉางยังไม่สามารถต้านรับได้โดยง่าย
“ผู่อาหมาน ห้าวหาญไร้คู่ต่อกร!!”
เหล่าทหารหาญของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลียต่างก็พากันส่งเสียงสรรเสริญอันดังสนั่นในทันทีที่ผู่อาหมานออกโรงเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้กล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใจของพวกเขา
แต่บรรยากาศอันเร่าร้อนนั้นก็ถูกดับลงไปในวินาทีต่อมา
ฝ่ามือที่ดูแหลกเละข้างหนึ่งซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดจนเปียกชุ่มนั้นยื่นออกมาอย่างเรียบง่ายไร้ความพิสดารใดๆแต่มันกลับสามารถต้านทานการโจมตีอันน่าหวาดกลัวระดับสะเทือนฟ้าทลายปฐพีของผู่อาหมานได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ตึง
มีเพียงเสียงกระทบกันเบาๆ ดังขึ้น
แต่ในใจของผู้คนทั้งหมดกลับรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าแห่งความตกตะลึงฟาดผ่าใส่เต็มๆ
เป็นไปได้อย่างไรกัน!!!!
เหล่านักรบของเหมิงจี่เลี่ยถึงกับขยี้ตาตัวเอง
พวกเขาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็นกระบวนท่าพิฆาตของผู่อาหมานที่สามารถสยบได้แทบทั้งแผ่นดินชี่อู่นี้ กลับถูกไอ้ยินเซ่าเทียนตรงหน้าใช้แค่มือเน่าๆข้างหนึ่งต้านรับเอาไว้ได้!!!!
ผู้คนทั้งสนามต่างก็จ้องเขม็งไปที่สนามอย่างไม่วางตา
มือที่ใช้ต้านรับของยินเซ่าเทียนนั้นถูกหนามแหลมบนกระบองทิ่มแทงใส่จนทะลุแต่ก็สามารถต้านรับการโจมตีของกระบองเขี้ยวหมาป่ายักษ์ที่หวดฟาดเข้าใส่นั่นได้จริงๆ
แววตาของมันดูบ้าคลั่งมันกัดฟันของตัวเองแน่นจนของเหลวที่ไม่รู้ว่าคือน้ำลายหรือว่าเลือดกันแน่ไหลย้อยออกมาตรงบริเวณมุมปากมันได้ถูกจิตต่อสู้ของผู่อาหมานกระตุ้นจนเกิดความบ้าคลั่งในระดับสูงสุด
ตรงหน้าของมัน
ผู่อาหมานเองก็ไม่อยากจะเชื่อในความแข็งแกร่งของศัตรูเหมือนกับคนอื่นๆเช่นกัน
เขาขบฟันแน่น เกร็งมือจนบนมือทั้งสองข้างของเขาถึงกับมีเส้นเลือดสีเขียวปูดขึ้นแต่ไม่ว่าเขาจะใส่แรงอันมหาศาลเพิ่มเข้าไปมากแค่ไหนก็ตาม แต่มันกลับไม่สามารถขยับกระบองดาวอำมหิตของตัวเองได้เลยแม้แต่ครึ่งเซนติเมตร
พละกำลังของศัตรูนั้นมันอยู่เหนือกว่าขีดจำกัดของขอบเขตพลังระดับอวิ้นหลิงไปแล้ว
“บ...บ้าเอ๊ย!!!!” หมาป่าโลหิตจากทุ่งหญ้าเผยให้เห็นใบหน้าเหน็ดเหนื่อยของเขาเป็นครั้งแรก
แต่ในตอนนั้นเอง ศพโลหิตยินเซ่าเทียนที่อยู่ตรงหน้า อยู่ๆ ก็บ้าคลั่งขึ้นโดยสมบูรณ์
“โฮกกก!!!!”
เสียงคำรามที่ถูกเปล่งออก โหยหวนดุจเสียงปีศาจ
ผู้คนทั่วทั้งบริเวณนั้นต้องยกมือขึ้นมาอุดหู
จากนั้นผู้คนก็เห็นร่างกายของปีศาจร้ายอันน่าหวาดกลัวที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในประกายแสงสีแดงเข้มของเลือดนั่นออกแรงผลักไปหนึ่งที
ผู่อาหมานราวกับถูกค้อนยักษ์หวดฟาดเข้าใส่อย่างเต็มแรงจนถูกซัดปลิวออกไปทั้งตัวเหมือนกับหุ่นไล่กาก็ไม่ปานเขาถูกซัดจนลอยเลียบพื้นออกไปไกล
ตูม
ชายอำมหิตสุดแข็งแกร่งคนนั้นพออยู่ต่อหน้าพลังของศพโลหิตอันน่าหวาดผวานี่แล้ว ก็เหมือนจะไม่มีโอกาสตอบโต้อะไรกลับไปได้เลยเขาถูกซัดจนปลิวละล่องไปทางกลุ่มคนที่มาจากราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยเหมือนกันแต่ยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะพละกำลังอันมหาศาลจนน่ากลัวนั่นแม้แต่ยอดฝีมือสิบกว่าคนยังถูกชนจนปลิวติดไปด้วยทำให้กระบวนทัพของพวกเขาพังพินาศเละเทะทันที
ผู้คนทั่วทั้งสนามต่างก็ตกใจจนยืนเอ๋อไปแล้ว
นี่...นี่มันไม่ใช่ระดับพลังของทวีปชี่อู่อีกต่อไปแล้วนี่มันปีศาจชัดๆ เป็นสุดยอดปีศาจที่ทั้งชั่วร้ายทั้งอำมหิตสุดขีด
ผู้คนตอนนี้มองไม่เห็นเงาร่างของยินเซ่าเทียนแล้วมองเห็นแต่แสงสีแดงเข้มของเลือดกำลังเคลื่อนไหวอย่างอิสระอยู่บริเวณนั้นในนั้นมีดวงตากระหายเลือดอยู่ครู่หนึ่ง มันจ้องไปที่ใครคนๆนั้นก็เตรียมลาโลกไปได้เลย
ควับ
ศพโลหิตที่ตอนนี้คลุ้มคลั่งไปแล้วได้หันสายตากลับมาจ้องมองที่เชื้อพระวงศ์แห่งราชอาณาจักรเทียนฉางเป้ยเค่อซึ่งตอนนี้มีสีหน้าหนักอึ้งขึ้นมาแล้ว
ตอนนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็นท่าทางอันตุ้งติ้งของเป้ยเค่ออีกแล้วประกายแสงพลังฟ้าดินของยอดฝีมือด้านพลังจิตคนนี้ถึงกับสามารถก่อให้เกิดแรงลมอันรุนแรงราวกับพายุหมุนขึ้นได้ทำให้เส้นผมสีทองทั้งหมดของเขาถูกพัดจนลอยชี้ขึ้นฟ้าไป
ร่างกายของเขาเองก็ค่อยๆ ลอยขึ้นฟ้าด้วยเช่นกัน
“ลัทธิหมื่นวิญญาณ พวกเจ้าไปอัญเชิญปีศาจร้ายที่แข็งแกร่งน่ากลัวสุดขีดออกมาแบบนี้พวกเจ้าไม่กลัวโดนสวรรค์ลงโทษหรืออย่างไร”
น้ำเสียงของเป้ยเค่อนั้นเยือกเย็นเอาการทั้งสองมือพลันขยับอย่างรวดเร็วตรงบริเวณอกจากนั้นก็มองเห็นดาบยาวที่มีสีทองอร่ามเล่มหนึ่งถูกเรียกออกมาจากถุงฟ้าดินซึ่งมันกำลังลอยอยู่บนหัวของเขาราวกับเทพผู้พิทักษ์องค์หนึ่งที่คอยปกป้องเขาอยู่ก็ไม่ปาน
“หึหึ” ยินโม่ซางที่อยู่ด้านล่างหัวเราะเย็นชาออกมา“สวรรค์ลงโทษอย่างนั้นหรือ? ในตอนนี้ในสถานที่แห่งนี้ พวกเราลัทธิหมื่นวิญญาณต่างหากที่เป็นเทพเจ้าของพวกเจ้า พวกเจ้าต่างหากที่เป็นมดปลวกที่กำลังจะถูกลงโทษจากสวรรค์”
ฆ่า!!!!
ยินจิ่วโยวออกคำสั่งฆ่าออกมาต่อทันที
โฮก!!
ศพโลหิตที่ยืนอยู่บนพื้นพลันส่งเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปทั่วฟ้าออกมาอีกครั้งความเจ็บปวดและความโกรธแค้นทั้งหมดของยินเซ่าเทียนในช่วงชีวิตก่อนตายนั้นได้แปรเปลี่ยนมาเป็นพลังอันแสนชั่วร้ายที่อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งของเขาในตอนนี้
สองขาถีบพื้นจนแผ่นดินปริแตก
ศพโลหิตพลันพุ่งทะยานขึ้นฟ้าไปทางเป้ยเค่ออย่างรวดเร็วจนตัวมันดูเหมือนกับสายฟ้าสีแดงสายหนึ่งก็ไม่ปาน
“ฟัน!!!!”
ราชันวิชาหยินหยางนั่นพลันตะโกนออกมาสุดเสียงดาบยาวสีทองที่ลอยอยู่บนหัวของเขาพลันระเบิดพลังอันน่ากลัวออกมาในเสี้ยวพริบตาเพียงครู่เดียวมันก็ได้ขยายขนาดขึ้นจนมีขนาดใหญ่ประมาณสิบกว่าเมตรราวกับเทวศาสตราที่ใช้กำราบมารร้ายให้สูญสิ้น
เป้ยเค่อนำสองมือมาประกบกัน จากนั้นก็หวดฟาดลงมาทันที
ดาบยักษ์กำราบมารนั่นพลันขยับตามเขาทันทีปลดปล่อยคมดาบที่แหลมคมสุดขีดออกไป
“นั่นมันสมบัติแห่งชาติของราชอาณาจักรเทียนฉาง ‘ดาบจักรพรรดิเสวียนเทียน’ได้ยินว่ามันเป็นยุทธภัณฑ์ที่ไปถึงระดับวิถีราชันขั้นสูงแล้วแข็งแกร่งสมคำร่ำลือจริงๆ”
“สวรรค์คุ้มครองด้วยเถิด ฟันไอ้ปีศาจนั่นให้ตายไปเลย!!”
“นั่น ฟันโดนแล้ว!!!!”
ทั่วทั้งบริเวณนั้นเต็มไปด้วยเสียงตกใจผู้คนต่างก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นดาบจักรพรรดิเสวียนเทียนนั่นทรงพลังสมคำร่ำลือจริงๆโดยมันได้ฟาดฟันศพโลหิตที่ลอยอยู่บนฟ้าเข้าเต็มๆ จนถูกดีดกลับลงบนพื้น
ตูมม
ผืนแผ่นดินเบื้องล่างระเบิดออกอย่างน่ากลัวจนกลายเป็นหลุมลึกสายหนึ่งที่มีความยาวนับสิบเมตร
เพียงดาบเดียวก็มีอานุภาพราวกับสามารถแยกฟ้าทลายปฐพีได้
ผู้คนต่างก็พูดกันว่าในดินแดนภาคตะวันตกนั้นหมาป่าโลหิตผู่อาหมาคือนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดแต่ตอนนี้ดูท่าทางว่าการโจมตีแบบระเบิดพลังออกมาทั้งหมดในทีเดียวของราชันหยินหยางเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าเสียอีก!!!!
เยี่ยม!!!!
ผู้คนบนพื้นส่งเสียงยินดีออกมา
แต่เป้ยเค่อที่ลอยอยู่บนฟ้ากับมีสีหน้าตกใจสุดขีดพร้อมกับส่งเสียงหวาดกลัวออกมาว่า“ไม่นะ!!!!”
เป็นอะไรไป??
ผู้คนต่างก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ก็เริ่มเห็นว่าภายในหลุมลึกขนาดยักษ์นั่นกลับมีเงาร่างสายหนึ่งที่ปีนกลับขึ้นมานานแล้วสองมือของมันกำลังกำดาบจักรพรรดิเสวียนเทียนที่กลับไปมีขนาดเท่าเดิมแล้วเอาไว้อย่างแน่นหนา
และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็คือดาบเทวะที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งที่สุดในดินแดนภาคตะวันตกเล่มนั้น ตอนนี้มันกำลังถูกประกายแสงสีเลือดเข้มของศพโลหิตกัดกร่อนทั้งตัวดาบจนมันไม่เหลือประกายแสงสีทองอีกต่อไป
เคร้ง
ศพโลหิตใช้สองมือจับดาบยาวเล่มนั้นหักทิ้งจนกลายเป็นสองท่อนแล้วก็โยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี
จิตใจของผู้คนทั้งหมดเองก็เหมือนกับจะถูกหักครึ่งตามดาบเล่มนั้นไปด้วยความสิ้นหวังได้ฝังลึกลงไปอยู่กลางใจทุกคน
โฮกก!!
ศพโลหิตโมโหขึ้นมาแล้ว
การโจมตีของเป้ยเค่อทำให้มันคลุ้มคลั่งยิ่งกว่าเดิม
คราวนี้มันดีดตัวขึ้นฟ้ารวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
แต่ในขณะเดียวกันก็มีเงาร่างสองสาย หนึ่งเขียวหนึ่งเงินบินตามขึ้นฟ้าไปด้วย
“ท่านเป้ยเค่อ ข้าจะช่วยท่านเอง!!!!” เงาร่างสีเขียวนั่นก็คือโม่เชาหยันแห่งเผ่าฝูโป
“ช่วยบ้าอะไร รีบลงไปให้หมดนั่นแหละพวกเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน!!!!”
ประกายแสงสีเงินอร่ามคือเงาร่างที่ผู้คนไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลยอย่างหลินหยางนั่นเอง
หลินหยางที่สวมใส่ชุดเกราะราชันเงินขาวเอาไว้ เปล่งประกายแสงอันสง่างามจนตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนทั้งหมดแต่คำพูดของหลินหยางนั่นกลับทำให้ผู้คนถึงกับพูดไม่ออก
ถ้าไม่ใช่เพราะบรรยากาศในตอนนั้นกดดันเกินไปละก็คำพูดของหลินหยางคงทำให้ผู้คนทั่วสนามหัวเราะเยาะเย้ยและดูถูกถากถางใส่อย่างแน่นอน
ล้อเล่นน่า
ถ้าเป้ยเค่อและโม่เชาหยันยังไม่ใช่คู่มือของตัวประหลาดนั่นแล้วหนูน้อยอย่างเจ้าจะไปทำอะไรได้เล่า?
ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยได้รู้ถึงวีรกรรมสะเทือนฟ้าสะท้านดินของหลินหยางตอนอยู่บนเรือฉลามทมิฬจึงยังไม่เข้าใจว่าทำไมกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าถึงได้ส่งเด็กใหม่ออกมาช่วยแบบนี้
แถมยังเป็นเด็กใหม่ที่พูดจาสามหาวอวดดีขนาดนี้ด้วย