ตอนที่ 48 รถกระบะ
“นี่เจ้า...” เพ่ยอิงกล่าวอะไรไม่ออกเลยจริง ๆ กับสิ่งที่ได้เห็นตรงหน้า
“เป็นอย่างไรเล่า เจ้าตกตะลึงไปเลยใช่หรือไม่”
“ใช่ข้าตกตะลึงจริง ๆ นี่เจ้าถึงขนาดสร้างเจ้าสิ่งนี้ขึ้นมาได้เลยหรือ”
“ข้าเรียนจบด้านนี้มาแล้วเหตุใดข้าถึงจะสร้างมันขึ้นมาไม่ได้” จินฟางเอ่ยออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
“แต่มันจะใช้งานอย่างไรหรือ ขนาดจักรยานของข้ายังต้องใช้คนปั่นแล้วนี่...”
“ให้เจ้าลองเดาดูสิ”
“นี่เจ้าอย่าบอกนะว่า เจ้าจะให้คนปั่นรถกระบะคันนี้” เพ่ยอิงกล่าวออกไปอย่างตกตะลึงอีกรอบ
“เจ้าจะบ้าหรืออย่างไร ข้าก็ไม่น่าให้เจ้าเดาสุ่มสี่สุ่มห้าเลย เจ้าคิดได้อย่างไรว่าข้าจะให้คนมาปั่นรถกระบะคันใหญ่ขนาดนี้”
จินฟางแทบจะปวดขมับกับความคิดของเพื่อนสาวที่ตอนนี้ได้กลายเป็นเจ้านายอายุสิบปีไปเสียแล้ว
“แล้วมันใช้งานอย่างไรเล่าเจ้าก็รีบบอกมาได้แล้ว”
“ก็ได้ ๆ ถ้าข้าให้เจ้าเดา วันนี้ทั้งวันก็คงเดาไม่ถูกเป็นแน่ ข้าจะบอกเจ้าก็ได้ว่ารถคันนี้ต้องใช้น้ำมันในการขับเคลื่อน”
“แล้วเจ้าจะเอาน้ำมันที่ว่านั่นมาจากไหนเล่า เฮ้อ... ข้าว่าเจ้าคงสร้างรถกระบะคันนี้มาเสียเปล่าแล้ว ตอนแรกก็นึกว่าจะมีรถให้ใช้เสียแล้วเชียว”
“เดี๋ยวก่อนสิ เจ้าก็ฟังข้าพูดให้จบเสียก่อนไม่ได้หรืออย่างไรเล่า น้ำมันที่ข้าว่านั่นไม่ใช่น้ำมันอย่างที่ใช้กันอย่างเช่นในโลกก่อน”
“แล้วน้ำมันที่ว่านั่นคืออะไรเล่า”
“น้ำมันที่ว่านั่นก็คือ น้ำแช่หินปราณที่ได้มาจากในกำไลมิติอย่างไรเล่า”
“เช่นนั้นก็ง่ายเลยสิ ข้าอยากลองนั่งรถกระบะของเจ้าแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ขึ้นมาเลย วันนี้ข้าจะเป็นสารถีขับรถให้เจ้านั่งเอง”
แล้วหลังจากนั้นทั้งสองคนก็ขึ้นมานั่งบนรถโดยที่มีจินฟางขึ้นไปนั่งด้านคนขับ ซึ่งรถกระบะคันนี้มีลักษณะเป็นรถกระบะที่สามารถนั่งได้สองคนคือทางด้านคนขับและคนนั่งข้าง ส่วนทางด้านหลังจะเป็นกระบะยาวไว้สำหรับบรรทุกของ
ด้านหน้าที่ใช้มองทางและหน้าต่างตรงประตูด้านข้าง จินฟางใช้อะไรทำเธอก็ไม่แน่ใจเช่นกัน เพราะมันคล้ายกับกระจกใสเป็นอย่างมาก ส่วนกระจกมองหลังทั้งสองข้างเขาก็ทำให้มองไปด้านหลังได้
“เดี๋ยวก่อน สิ่งที่คล้ายกับกระจกนี่เจ้าทำขึ้นมาได้อย่างไร”
“อ้อ เหมือนว่าในมิติทางฝั่งของข้าจะมีต้นไม้แปลก ๆ ที่ให้ผลออกมาคล้ายผลแก้ว เมื่อมันสุกจนได้ที่ก็จะหล่นลงมา ข้าก็แค่ลองนำมาละลายด้วยความร้อนสูงแล้วขึ้นรูปออกมาตามขนาดที่ต้องการ อยากจะบอกเจ้าเอาไว้เลยว่ามันแข็งมาก ๆ ขนาดข้ายังทำลายมันไม่ได้เลย”
“ดีถึงเพียงนั้น นี่มันคล้ายกับกระจกจากโลกที่เราจากมาเลยนะ ถ้าทำออกมาขายที่นี่ต้องขายดีเป็นแน่ ไม่ว่าจวนไหน ๆ ก็ต้องอยากได้คันฉ่องที่ส่องได้ชัดเจน”
“เจ้าคิดจะขายของอีกแล้วหรือ” จินฟางถามออกมาอย่างขำ ๆ เพราะเพื่อนคนนี้เห็นอะไรก็เป็นเงินเป็นทองทั้งหมด
“ก็มันจริงนี่นา”
“เอาเถิด ๆ ข้าว่าเรื่องนั้นเราค่อยคุยกันทีหลังก็ไม่สาย แต่ตอนนี้เรามาลองรถคันนี้กันก่อนดีกว่า” จินฟางนำกุญแจรถออกมาให้ดู แล้วหลังจากนั้นก็เสียบลงไปที่ด้านข้างของพวงมาลัย แล้วหมุนกุญแจเพื่อสตาร์ตรถ
“การขับรถคันนี้ก็ง่ายมาก ๆ เพราะข้าได้ออกแบบรถคันนี้ออกมาให้มีแค่คันเร่งและเบรก ส่วนที่เกียร์ตรงนี้ ก็จะมีเกียร์เดินหน้า เกียร์ถอยหลัง แล้วก็เกียร์ว่าง เหมือนกับรถยนต์ของเมื่อชาติที่แล้วทุกอย่าง”
เมื่อจินฟางเข้าเกียร์เดินหน้าแล้ว จากนั้นก็ขับรถออกไปทางประตูทางออกทันที
“นี่มันวิเศษมาก ๆ เจ้าเก่งจริง ๆ เลยจินฟางไม่เสียแรงที่เจ้าเป็นเพื่อนรักของข้า”
“แล้วเจ้าชอบมันหรือไม่เล่า”
“ชอบสิ ชอบมาก ๆ เลยล่ะ แล้วน้ำมันที่ใช่เล่า หนึ่งถังสามารถใช้ได้นานเท่าใด”
“ถังน้ำมันของรถคันนี้มีขนาดอยู่ที่สามสิบลิตร ถ้าขับด้วยความเร็วสูงสุดไปตลอดทางซึ่งก็คือหนึ่งชั่วยามขับได้ไกลถึงสามร้อยลี้ จะขับได้ประมาณห้าวัน แต่ถ้าขับช้ากว่านั้นก็จะใช้ได้หลายวันมากขึ้น”
“เร็วถึงเพียงนั้น อีกทั้งยังใช้ได้ตั้งห้าวันเชียว” เพ่ยอิงกล่าวออกมาอย่างตกตะลึง
“ใช่ ส่วนความเร็วกับระดับน้ำมันข้าก็มีบอกให้ตรงหน้าคนขับตรงนี้ ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถเปิดไฟหน้ารถได้อีกด้วย โดยข้าจะใช้วิธีการเลื่อนเปิด-ปิด ฉากกั้นไฟด้านหน้ารถ”
แล้วหลังจากนั้นจินฟางก็ขับรถพาเพ่ยอิงไปตามทางถนนของที่ดินที่เจ้าสองสหายเพื่อนรักแข่งกันพลิกหน้าดินขึ้นมาเอาไว้พร้อมใช้งานในอนาคต จินฟางขับวนรอบ ๆ ที่ดินเหล่านั้นจนกระทั่งวนกลับมาที่เดิม
“นี่มันดีมาก ๆ ข้าว่าถ้าเจ้าทำรถออกมาขายต้องขายได้แน่ ๆ แต่เรื่องนั้นเราค่อยมาปรึกษากันอีกที ข้าเกือบลืมไปเลยว่าวันนี้ที่มาหาเจ้า ข้าจะถามเจ้าว่าอีกสามวันข้าจะเข้าเมืองหลวงไปหาทาส เจ้าจะไปกับข้าด้วยหรือไม่”
“อืม ตอนนี้ข้าก็เริ่มอยากจะได้คนงานมาช่วยงานข้าบ้างแล้วสิ แต่ติดที่ว่าข้ามีเงินอยู่แค่ไม่กี่ตำลึงเงินที่ได้มาจากเงินเดือนที่เจ้าให้มา”
จิงฟางเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองมาทางเพ่ยอิงอย่างมีความหมาย
“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าให้เจ้ายืมก่อนได้แต่เจ้ามีตราทาสติดตัวอยู่นี่สิ จึงเป็นเหตุให้เจ้าไม่สามารถซื้อทาสมาครอบครองได้”
“อืม ที่เจ้าว่ามันก็ถูก อีกทั้งการจะลบตราทาสออกไปได้นั้นจะต้องยินยอมทั้งผู้ถือป้ายและเจ้าของป้าย”
“เรื่องนั้นข้าก็ไม่มีปัญหา เจ้าเป็นเพื่อนของข้า ข้าก็พร้อมที่จะช่วยเจ้าอยู่แล้ว”
“มันไม่ใช่เพียงแค่นั้นนี่สิ”
“แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้นหรือ เรื่องพวกนี้ข้าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเสียด้วยสิ”
“มันจะต้องมีนักวาดอักขระมาช่วยแก้ไขอักขระบนป้ายด้วย”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะลองหาทางดูอีกทีแล้วกัน แต่เราก็จ้างนักวาดอักขระมาช่วยได้มิใช่หรือ”
“อย่างที่เจ้าว่า อย่างไรเสียเราก็จะเข้าเมืองหลวงอยู่แล้ว ที่นั่นคงไม่ขาดแคลนนักวาดอักขระ แต่เราก็ต้องให้นักวาดอักขระที่มีระดับสูงหน่อย เพราะหากให้นักวาดอักขระที่มีระดับต่ำกว่าข้า จะทำให้เสี่ยงต่อการทำลายป้ายของข้าได้”
“จริงสิ ตอนนี้เจ้าก็เลื่อนระดับไปถึงสีฟ้าขั้นกลางแล้วด้วย อย่างน้อยก็ต้องใช้นักวาดอักขระระดับสีฟ้าขั้นกลางเป็นอย่างต่ำ แต่ถึงอย่างไรข้าจะพยายามช่วยหาให้”
“ขอบใจเจ้ามากจริง ๆ แต่ถึงจะไม่ได้แก้ไขตราทาสอย่างไรเสียข้าก็เป็นทาสในปกครองของเจ้า แค่นี้ข้าก็สบายใจไปมากแล้ว”
“เจ้าไม่ต้องห่วงอย่างไรเสีย ข้าจะช่วยเจ้าให้ได้แน่ ๆ”
แล้วหลังจากนั้นทั้งคู่ก็อยู่พูดคุยกันไปพลางปั่นจักรยานกลับบ้านกันไปพลาง โดยจินฟางก็ได้สร้างจักรยานเอามาไว้ใช้เองอยู่แล้ว
ในระหว่างทางที่พูดคุยกันนั้น ทั้งคู่ก็ได้มีการตกลงกันว่าวันที่ไปซื้อทาสจิน ฟางจะขอตามไปด้วยเพื่อหาซื้อทาสมาช่วยงานของเขา ซึ่งตราทาสพวกนั้นจะฝากให้เพ่ยอิงเป็นคนเก็บเอาไว้ให้ก่อน ถ้าหากสามารถหานักวาดอักขระระดับสูงมาช่วยแก้ไขอักขระตราทาสได้แล้วก็ค่อยส่งกลับมาให้จินฟางเป็นคนถือครอง
ไม่นานนักทั้งสองคนก็ปั่นจักรยานเข้ามาในเขตบ้าน ซึ่งในเวลานี้ที่โต๊ะรับแขกหน้าบ้านนั้นได้มีท่านลุงทั้งสองคนจากทางฝั่งครอบครัวของท่านแม่มานั่งพูดคุยอยู่กับท่านพ่อและท่านแม่ด้วยสีหน้าไม่สบายอกไม่สบายใจ
แต่เมื่อเพ่ยอิงเดินเข้ามาถึงก็ก็ได้ยินท่านลุงทั้งสองกำลังเอ่ยลาเพราะพูดคุยธุระเสร็จกันแล้วพอดี
“ตอนนี้ข้าก็หมดธุระแล้ว เช่นนั้นข้าต้องขอตัวกลับก่อน”
“เช่นนั้นข้าฝากเงินในถุงนี้ไปให้ท่านพ่อกับท่านแม่ด้วยนะเจ้าคะ อย่างน้อยก็เป็นค่ายารักษาท่านทั้งสอง แล้วฝากบอกท่านพ่อกับท่านแม่ด้วยว่าวันสองวันนี้ข้าจะหาเวลาไปเยี่ยมเยียน” เหอม่อหลัน กล่าวพลางยื่นถุงเงินไปให้หนึ่งถุง ซึ่งในถุงนั้นก็มีเงินอยู่กว่าหนึ่งร้อยตำลึงทอง
“ข้าขอบใจเจ้าแทนท่านพ่อท่านแม่ด้วย”
เหอชางไห่กล่าวแล้วรับถุงเงินนั้นมา ซึ่งเมื่อรับมาแล้วก็หนักอยู่พอสมควรไม่รู้ว่าน้องสาวของตนนั้นให้เงินมาเท่าไร แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป
“ข้าทั้งสองขอตัวก่อนน้องเล็ก น้องเขย” เมื่อเหอชิงเย่กล่าวจบทั้งสองก็พากันกลับไป
ทางด้านของเพ่ยอิงก็เดินเข้ามาหาท่านพ่อกับท่านแม่ที่นั่งอยู่ เมื่อเห็นทั้งสองคนมีสีหน้าที่ไม่สบายใจหลังจากที่ท่านลุงทั้งสองจากไปเธอจึงเอ่ยถามขึ้น
“มีปัญหาอะไรหรือไม่เจ้าคะท่านพ่อท่านแม่ เหตุใดพวกท่านถึงได้ทำสีหน้าไม่สบายใจเช่นนั้น”
“เจ้ามานั่งก่อนเถิดอิงเอ๋อร์” เมื่อท่านแม่เรียกให้ไปนั่ง เพ่ยอิงจึงเดินเข้าไปนั่งบนโซฟาที่ว่างอยู่
“คืออย่างนี้...”
แล้วท่านแม่ก็เล่าถึงปัญหาที่ท่านลุงทั้งสองนำมาปรึกษาด้วย โดยมีเนื้อความว่าตอนนี้เนื่องจากมีผักที่มีคุณภาพจากทางลานส่งผักบ้านเซี่ยออกไปขายจึงทำให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่ปลูกผักเช่นเดียวกัน
ถึงแม้ว่าผักของที่นี่จะแพงกว่าถึงสองเท่า ก็ยังทำให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้านที่ปลูกผักขายอยู่ดี เพราะคนจากตระกูลใหญ่ภายในเมืองตอนนี้ส่วนมากก็มาซื้อผักจากที่นี่ จึงทำให้ผักของชาวบ้านขายได้เฉพาะชาวบ้านธรรมดาที่ไม่อยากเสียเงินแพง ๆ ซื้อผัก หรือจวนที่ตระหนี่ไม่ยอมซื้อผักแพง ๆ ไปทำอาหารทานกัน
จึงทำให้ตอนนี้ราคาผักตกลงไปมากกว่าครึ่ง ซึ่งทางบ้านตระกูลเหอเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีชาวบ้านคนอื่น ๆ มาช่วยขอร้องให้ทางตระกูลเหอไปช่วยพูดคุยกับทางลานส่งผักบ้านเซี่ยเพื่อช่วยแก้ปัญหาของชาวบ้านที่เดือดร้อนกันไม่เว้นวัน
เพราะเห็นว่าอย่างไรเหอม่อหลันก็เป็นลูกสาวที่แต่งออกไปของตระกูลเหอ ทางครอบครัวนี้อาจจะไปพูดคุยอะไรได้บ้าง จนทำให้ทางท่านตากับท่านยายของเพ่ยอิงเกิดการไม่สบายใจขึ้นมาจนล้มป่วย
จึงเป็นเหตุให้ทั้งเหอชิงเย่และเหอชางไห่ตัดสินใจมาพูดคุยกับน้องสาวของตน
“เรื่องนี้ข้าก็คิดน้อยเกินไปเจ้าค่ะท่านแม่”
“เช่นนั้นเจ้าพอจะมีความคิดอะไรดี ๆ หรือไม่อิงเอ๋อร์”
“ถ้าเช่นนั้นข้าคิดว่าเราควรจะจำกัดการขายผักดีไหมเจ้าคะท่านแม่ หากทางจวนใหญ่มีผักไม่พ่อทานกันก็จะได้ไปซื้อผักของชาวบ้านด้วย”
“อืม ที่เจ้าว่าอย่างนั้นก็เป็นความคิดที่ดีเช่นกัน เพราะตอนนี้ที่บ้านของเราก็จะไม่ได้ปลูกแค่ผักแล้ว แต่ยังมีไร่ผลไม้ของเจ้าอีก”
“ส่วนของทางท่านลุงฝูข้าว่าจะตกลงเกี่ยวกับการซื้อขายกันใหม่อีกรอบหนึ่ง เพราะตอนแรกท่านลุงฝูบอกว่าอยากรับผักไปขายให้เพียงพอต่อคนในเมือง ถ้าทำเช่นนั้นคนที่รับผักไปขายคนอื่นอาจจะเดือดร้อนไปด้วย อย่างเช่นชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน”
“ผักที่นำไปขายในเมืองเล่าอิงเอ๋อร์” ท่านแม่เอ่ยถาม
“ข้าว่าหยุดไปเลยก็ได้เจ้าค่ะท่านแม่”
“อืม เอาอย่างที่เจ้าว่านั่นแหละ เช่นนั้นเราก็หยุดการขยายพื้นที่ปลูกผักกันไปก่อนแล้วกันเพราะตอนนี้แปลงผักของเราก็มีไม่น้อยแล้ว” ท่านพ่อกล่าว
“ตอนนี้เราขายกันเท่าที่มีไปก่อน ส่วนพ่อค้าแม่ค้าที่มารับผักจากบ้านเราไปขายที่เมืองอื่น ๆ แม่จะนัดให้เขามาตกลงซื้อขายกันอีกรอบแล้วกัน”
“เอาเช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ”
“แล้วเรื่องที่เจ้าจะไปหาซื้อทาสที่เมืองหลวงเล่า เจ้ายังจะไปอยู่หรือไม่” ท่านพ่อเอ่ยถาม
“ต้องไปอยู่แล้วเจ้าค่ะ เพราะข้าจะไปหาคนงานมาช่วยเพิ่ม แล้วอีกอย่างไร่ผลไม้ของข้ายังต้องการคนงานอีกมากนัก”
“เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้า แล้วครั้งนี้เจ้าจะพาหลีเอ๋อร์ไปด้วยหรือไม่”
“ต้องพาไปอยู่แล้วเจ้าค่ะ เพราะคราวที่แล้วข้าได้รับปากน้องเล็กเอาไว้แล้วนี่เจ้าคะว่าครั้งต่อไปข้าจะพาน้องเล็กไปด้วย อ้อ ท่านพ่อท่านแม่เจ้าคะตอนนี้จินฟางได้สร้างสิ่งที่เรียกว่ารถกระบะขึ้นมาด้วยละเจ้าค่ะ”
“รถกระบะหรือ มันคล้ายจักรยานของเจ้าหรือไม่” ท่านแม่เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสนใจ
“มันดีกว่านั้นมากเจ้าค่ะ ท่านพ่อกับท่านแม่อยากเห็นหรือไม่”
“ถ้าเจ้ากล่าวออกมาถึงขนาดนั้นแล้วมีหรือที่พ่อกับแม่จะไม่อยากเห็น”
“เช่นนั้นก็รอก่อนนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวตอนเย็นข้าจะให้จินฟางขับมาจอดที่หน้าบ้านเจ้าค่ะ”
แล้วหลังจากนั้นทั้งสามคนก็ปรึกษากันเรื่องการจำกัดการขายว่าจะจำกัดเหลือเท่าไรอะไรอย่างไรกันอยู่กว่าอีกพักใหญ่
แล้วจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำงานในส่วนของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ท่านพ่อก็ได้หน้าที่ดูแลในแปลงผักร่วมกับซื่อจิง ส่วนพี่ใหญ่ก็ได้ย้ายหน้าที่ของตัวเองไปทำหน้าที่ดูแลทางด้านสวนผลไม้แทนแล้ว
จนกระทั่งเย็นของวันนั้น...
จินฟางก็ได้ขับรถกระบะมาจอดที่หน้าบ้านจนทำให้เป็นที่สนใจของหลาย ๆ คน คนงานที่ได้เห็นเจ้าสิ่งนั้นก็ได้เอาไปป่าวประกาศพูดกันต่อ ๆ ว่า คุณหนูได้สร้างของแปลก ๆ หน้าตาแปลก ๆ ขึ้นมาอีกแล้ว
จนทำให้มีคนงานหลายคนที่อยากรู้อยากเห็นมายืนมองอยู่ไกล ๆ ซึ่งเธอและครอบครัวก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร เรียกให้พวกเขาเข้ามาดูด้วยกัน เพราะถึงอย่างไรรถกระบะคันนี้ก็จะเอามาใช้ขนผักภายในไร่อยู่ดี
แต่ก็คงจะไม่ใช่เร็ว ๆ นี้หรอกนะ เพราะคนที่ขับรถยนต์คันนี้เป็นก็มีแต่เธอกับจินฟางเท่านั้น แต่สำหรับคนอื่น ๆ จะต้องได้รับการอบรมและสอนการขับรถอย่างละเอียดและขับให้คล่องกันก่อน ถึงจะสามารถใช้งานมันได้
“เจ้าสิ่งนี้หรือที่เจ้าเรียกว่ารถกระบะ” พี่ใหญ่เอ่ยถามขึ้นมา
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ เจ้าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จินฟางคิดค้นขึ้นมา ส่วนเรื่องรายละเอียดนั้นข้าจะให้จินฟางเป็นคนกล่าวให้ทุกคนฟังเองเจ้าค่ะ”
หลังจากนั้นจินฟางก็ได้อธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวรถให้ฟัง อีกทั้งยังมีการสาธิตถึงวิธีการใช้งานต่าง ๆ รวมไปถึงการขับรถให้ทุกคนดู ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ทั้งคนในครอบครัวและคนงานในไร่ที่มาร่วมฟังและชมจินฟางสาธิตการใช้งานให้ดูก็ได้แต่พากันตกตะลึงกับสิ่งที่เรียกว่ารถกระบะ
รถกระบะคันนี้มันดียิ่งกว่าจักรยานที่ใช้กันอยู่ตอนนี้เสียอีก เพราะทั้งไม่ใช้สัตว์ลาก อีกทั้งยังไม่ต้องใช้คนในการถีบให้เหนื่อย ทั้งยังวิ่งได้เร็วและบรรทุกของได้มาก
ถ้ามีสิ่งนี้ผู้คนก็ไม่จำเป็นต้องใช้สัตว์เทียมลากอีกต่อไป...