โลกทั้งใบพลันหมุนคว้าง แรงฉีกกระชากมหาศาลโถมเข้าใส่เรือนร่างของเด็กหนุ่ม เหวินซานรู้สึกราวกับร่างกายถูกบีบอัดจนแทบแหลกสลาย เขารีบโคจรพลังวิญญาณคุ้มครองร่าง เพียงไม่กี่อึดใจ
ตุบ!
สองเท้าก็สัมผัสเข้ากับพื้นดินที่มั่นคงอีกครั้ง เหวินซานลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏคือผืนป่าอันกว้างใหญ่
ต้นไม้แต่ละต้นสูงตระหง่านเสียดฟ้า ลำต้นใหญ่จนคนสิบคนโอบยังไม่รอบ เถาวัลย์หนาเท่าแขนมนุษย์ห้อยระโยงระยาง ขณะที่ม่านหมอกสีเขียวจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งปกคลุมผืนดิน พลังวิญญาณหนาแน่นจนผิวหนังแทบจะสัมผัสได้ถึงความเข้มข้นนั้น
รอบด้านกลับเงียบกว่าที่คาด มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกันแผ่วเบาเป็นครั้งคราว
เหวินซานยังไม่ขยับตัวไปไหน เด็กหนุ่มหลับตาลงโคจรสัมผัสวิญญาณ จากนั้นเปลือกตากลีบบางก็ลืมโพลงขึ้น "ไม่มีใครอยู่บริเวณนี้"
เขาหยิบแผ่นหยกขึ้นมาตรวจสอบ บนผิวหยกปรากฏจุดแสงห้าจุด ทุกจุดกลับอยู่กระจัดกระจายกันคนละทิศคนละทาง จุดที่อยู่ใกล้ที่สุดยังห่างออกไปถึงสามสิบเจ็ดลี้
ในวินาทีที่กำลังจะก้าวเดิน ต้วนต้วนบนบ่ากลับแข็งทื่อขึ้นมาอย่างกะทันหัน "อึ๊บ..." เสียงร้องของมันเบากว่าปกติผิดวิสัย
เหวินซานหยุดชะงัก "มีอะไร?"
เจ้าหนอนไม่ตอบคำใด มันเพียงยื่นส่วนหัวออกมาแล้วหันขวับไปทางป่าลึกทิศซ้าย จมูกเล็ก ๆ ขยับฟุดฟิดไปมา ก่อนที่มันจะร้องลั่น "อึ๊บ!" แล้วพุ่งกระโจนลงจากบ่าทันที!
"เดี๋ยว!" เหวินซานคว้าตัวมันไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่มันจะมุดหายเข้าพง ต้วนต้วนดิ้นพล่านอยู่ในฝ่ามือ ขาสั้น ๆ ชี้โด่เด่ไปทางเดิมไม่หยุด
"อึ๊บ! อึ๊บ!"
เหวินซานขมวดคิ้วแน่น ต้วนต้วนเคยตื่นเต้นยามเจอสมุนไพรพิษมาก็มาก แต่ไม่เคยแสดงปฏิกิริยารุนแรงบ้าคลั่งเช่นนี้มาก่อน เขาจึงตัดสินใจแผ่สัมผัสวิญญาณออกไปสำรวจโดยรอบอย่างระแวดระวัง สามสิบจั้ง... ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
ด้านหนึ่งคือจุดนัดพบที่ควรไป ส่วนอีกด้านคือสิ่งที่ทำให้ต้วนต้วนมีปฏิกิริยารุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขานิ่งไปสามลมหายใจ
เด็กหนุ่มมองไปยังทิศทางจุดนัดพบแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองป่าลึกเบื้องหน้า "ไปดูแค่ครู่เดียว..."
หนอนอ้วนร้องตอบ "อึ๊บ!"
"หากอันตราย ถอยทันที"
"อึ๊บ!"
ผ่านไปอีกกว่าครึ่งชั่วยาม เสียงคำรามต่ำ ๆ พลันดังมาจากส่วนลึกของป่า
โฮก…
เหวินซานชะงักฝีเท้า ห่างออกไปไม่ถึงสองร้อยจั้ง มีสัตว์อสูรขนาดใหญ่กำลังเดินวนอยู่ กลิ่นอายของมัน แข็งแกร่งกว่าจุดประกายวิญญาณขั้นเจ็ดเสียอีก
เหวินซานรีบโคจร 'เคล็ดวิชาปิดลมหายใจ' พลังวิญญาณทั่วร่างค่อย ๆ สงบนิ่ง กลิ่นอายชีวิตเลือนหายราวกับก้อนหินก้อนหนึ่ง แม้แต่ลมหายใจก็เบาบางจนแทบจับไม่ได้
เขาถอยหลังทีละก้าว เสียงฝีเท้าหนักอึ้งดังผ่านไปไม่ไกล ต้นไม้โบราณล้มระเนระนาดตามแรงกระแทกของร่างมหึมา แต่สุดท้าย เสียงนั้นก็ค่อย ๆ ห่างออกไป
เหวินซานจึงผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ มองไปยังทิศที่อสูรจากไป
ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ หนอนน้อยก็หยุดอยู่ใต้หน้าผาหิน มันใช้หัวดันพุ่มไม้ที่ขึ้นปกคลุมออก เผยให้เห็นสมุนไพรสีม่วงเข้มต้นหนึ่ง ใบทั้งเก้าแผ่ออกเป็นวง ใจกลางมีดอกสีทองขนาดเท่าเล็บมือ
“ดอกเก้าดาราม่วง?”
เหวินซานรีบย่อตัวลงตรวจดู อายุของมันไม่น่าต่ำกว่าสี่ร้อยปี หากนำออกไปขาย อย่างน้อยก็มีราคาหลายร้อยหินวิญญาณ
เด็กหนุ่มเก็บมันลงมิติอย่างระมัดระวัง ก่อนหันไปมองต้วนต้วนที่เชิดหน้ารอรับคำชม
และนั่นเป็นเพียงต้นแรก
ตลอดครึ่งวันต่อมา เจ้าหนอนพาเขาพบสมุนไพรหายากอีกหลายชนิด ทั้งเห็ดเพลิงโลหิต ต้นหลิววิญญาณ หญ้าหยกสวรรค์ และผลอัสนีแดง บางชนิดเหวินซานเคยเห็นเพียงภาพวาดในหอตำราเท่านั้น
ป่าหมอกงียบลงอีกครั้ง เหวินซานเก็บสมุนไพรต้นสุดท้ายลงในมิติ ก่อนให้ต้วน ๆ มุดกลับเข้าไปในชายเสื้อ "พักก่อนเถอะ" เจ้าหนอนตัวน้อยพยักหน้า ก่อนหายวับไป เหวินซานกำลังจะออกเดินทางต่อ
ทันใดนั้น…
ตูม!
เสียงระเบิดดังมาจากป่าด้านหน้าพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนของพื้นดิน ตามมาด้วยเสียงคำรามของสัตว์อสูร
โฮกกก!!
เหวินซานขมวดคิ้ว เขารีบใช้สัมผัสวิญญาณแผ่ออกไป ห่างออกไปราวสองร้อยจั้ง หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับอสูรรูปร่างคล้ายเสือดาวสี ตามลำตัวของมันเต็มไปด้วยหนามพิษ ดวงตาสีเขียวเรืองแสงอย่างน่าหวาดหวั่น
เหวินซานสูดหายใจลึก การเคลื่อนไหวของหญิงสาวเริ่มช้าลงเรื่อย ๆ เห็นได้ชัดว่าร่างกายมีปัญหา…
ตูม!
หญิงสาวฟันกระบี่ออกไปหนึ่งครั้ง คมกระบี่เฉือนเปิดบาดแผลยาวบนแผ่นหลังของอสูร แต่ในจังหวะเดียวกัน หางของมันก็สะบัดใส่นางอย่างรุนแรง
ปัง!
ร่างของนางปลิวกระแทกต้นไม้ใหญ่ เลือดสดพุ่งออกจากมุมปาก
หญิงสาวกัดฟันฝืนลุกขึ้น แต่เพียงก้าวเดียว ร่างกายกลับโอนเอน ใบหน้าที่งดงามเริ่มซีดลงอย่างรวดเร็ว นางมองรอยแผลเล็ก ๆ บริเวณข้อเท้า รอบแผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ พิษกำลังลุกลามเข้าสู่เส้นวิญญาณ
อสูรไม่ปล่อยโอกาสนั้นหลุดมือ มันคำรามลั่น ก่อนพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
"บัดซบ!" หญิงสาวพยายามยกกระบี่ขึ้น แต่แขนกลับไร้เรี่ยวแรง นางทำได้เพียงมองกรงเล็บของอสูรที่กำลังฟาดลงมา
ฟิ้ว!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นอย่างฉับพลัน กระบี่เล่มหนึ่งพุ่งออกจากพุ่มไม้ หมุนคว้างฝ่าอากาศตรงเข้าหาศีรษะของอสูร!
ฉึก!
ปลายกระบี่แทงเข้าที่ดวงตาข้างซ้ายอย่างแม่นยำ
"โฮกกกก!!"
อสูรแหงนหน้าคำรามด้วยความเจ็บปวด ร่างมหึมาเสียหลักไปชั่วขณะ มันสะบัดศีรษะอย่างบ้าคลั่งจนกระบี่กระเด็นหลุดออกมา
ในจังหวะที่กระบี่ยังไม่ทันตกถึงพื้น เงาร่างหนึ่งก็พุ่งออกจากพุ่มไม้
เหวินซานใช้ก้าวสายลม เร่งความเร็วขึ้นถึงขีดสุด ร่างทะยานผ่านด้านข้างของอสูร มือขวาคว้าด้ามกระบี่กลางอากาศอย่างพอดิบพอดี
เด็กหนุ่มอาศัยแรงพุ่งทั้งหมดหมุนเอว ก่อนฟันกระบี่ออกไป
ฉัวะ!
คมกระบี่อาบพลังวิญญาณเฉือนผ่านลำคอของอสูร ซ้ำลงตรงบาดแผลเดิมที่หญิงสาวสร้างเอาไว้
เลือดสีม่วงสาดกระเซ็น อสูรเซถอยไปหลายก้าว
ในจังหวะที่อสูรกำลังจะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ต้วนต้วนที่ซุกตัวอยู่ในชายเสื้อพลันชะโงกหัวออกมา ก่อนจะไต่พรวดขึ้นมาตามลำตัว แล้วกระโดดขึ้นเกาะบนไหล่ของเหวินซาน "อึ๊บ!" ลำตัวอ้วนกลมพองขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะอ้าปาก
ฟู่!
หมอกพิษสีเขียวเข้มพุ่งออกมาเป็นสาย ปกคลุมพื้นที่เบื้องหน้าทันที
อสูรที่กำลังพุ่งเข้ามาพลันชะงัก จมูกของมันกระตุกสองสามครั้ง ก่อนรูม่านตาจะหดแคบลงอย่างฉับพลัน
"กรรร..." เสียงคำรามต่ำดังลอดออกมาจากลำคอ มันจ้องต้วนต้วนอย่างระแวดระวัง ความดุร้ายในแววตาเมื่อครู่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ต้วนต้วนกลับยืดตัวขึ้นบนไหล่เหวินซานอย่างได้ใจ "อึ๊บ!" ราวกับกำลังข่มขู่อีกฝ่ายว่า เข้ามาสิ!
อสูรถอยหลังไปหนึ่งก้าว จากนั้นอีกก้าว สุดท้ายมันแผดเสียงคำรามด้วยความไม่ยินยอม ก่อนหมุนตัวพุ่งกลับเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว
ครืน! ครืน!
ต้นไม้และพุ่มไม้สั่นไหวไปตลอดทาง ไม่นานร่างมหึมาก็หายลับไปจากสายตา
เด็กหนุ่มเพียงมองทิศทางที่อสูรจากไป ก่อนเหลือบมองเจ้าหนอนบนไหล่
ต้วนต้วนเชิดศีรษะขึ้นอย่างภาคภูมิใจ "อึ๊บ!"
เหวินซานยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมอีกหลายอึดใจ สัมผัสวิญญาณแผ่ออกไปตรวจสอบโดยรอบ เมื่อแน่ใจว่าอสูรตัวนั้นจากไปแล้วจริง ๆ เขาจึงเก็บกระบี่ ก่อนหันกลับไปมองหญิงสาวที่อยู่ด้านหลัง
นางนั่งพิงโคนต้นไม้อยู่ เสื้อคลุมหลายแห่งฉีกขาดจากการต่อสู้ แขนข้างหนึ่งมีเลือดไหลลงมาตามปลายนิ้ว ลมหายใจถี่กระชั้น เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ก่อนหน้านี้ทำให้นางสูญเสียพลังไปไม่น้อย
แต่สิ่งที่ทำให้เหวินซานหยุดมองไปชั่วขณะ กลับไม่ใช่บาดแผลเหล่านั้น แต่เป็น เส้นผมของนาง
เรือนผมยาวสีฟ้าอ่อนทอดลงบนบ่า สีของมันคล้ายผิวน้ำยามต้องแสงจันทร์ แตกต่างจากเส้นผมสีดำที่เขาพบเห็นมาตลอดอย่างชัดเจน
หญิงสาวรับรู้ถึงสายตาของเขา จึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาของทั้งสองสบกัน
เหวินซานชะงักไปอีกครั้ง ดวงตาสีฟ้า สีเดียวกับเรือนผมของนาง เพียงแต่เข้มกว่าเล็กน้อย ภายในม่านตาราวกับมีประกายบางอย่างซ่อนอยู่
หญิงสาวขมวดคิ้ว "มองพอหรือยัง?"
เหวินซานได้สติ ก่อนละสายตาออก “ขออภัย ข้าเพียงไม่เคยเห็นผู้ใดมีเส้นผมสีฟ้าเช่นเจ้ามาก่อน”
จากนั้นเด็กหนุ่มจึงปล่อยสัมผัสวิญญาณกวาดผ่านร่างของนางอย่างคร่าว ๆ ก่อนขมวดคิ้ว “พลังวิญญาณปั่นป่วน บาดเจ็บภายในไม่น้อย หากยังฝืนโคจรพลังต่อ เส้นวิญญาณอาจได้รับความเสียหาย”
หญิงสาวเหลือบมองเขา “เจ้าเป็นหมอ?”
“ไม่ใช่” เหวินซานตอบอย่างเรียบเฉย “ข้าหลอมโอสถเป็น”
หญิงสาวมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอีกครั้ง เด็กหนุ่มอายุไม่น่าจะถึงสิบห้าปี กระบี่หนึ่งเล่ม หนอนประหลาดหนึ่งตัว… นักหลอมโอสถ?
จากแววตาของนาง เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อแม้แต่น้อย
เหวินซานไม่ได้สนใจ เขากำลังจะถอนสัมผัสวิญญาณกลับ แต่กลับสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างบริเวณข้อเท้าของนาง
รอยแผลสามแห่งปรากฏอยู่เหนือข้อเท้า รอบบาดแผลเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ และมีเส้นสีดำจาง ๆ กำลังลามขึ้นไปตามหน้าแข้งอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของเหวินซานเคร่งลงทันที “มีพิษ”
เขาย่อตัวลงพิจารณาบาดแผลใกล้ ๆ ก่อนกล่าว “พิษเริ่มเข้าสู่เส้นวิญญาณแล้ว หากปล่อยไว้อีกหนึ่งเค่อ ต่อให้ไม่ถึงชีวิต ขาข้างนี้ก็คงได้รับความเสียหายไม่น้อย”
หญิงสาวกัดฟันแน่น แต่ไม่ได้กล่าวอะไร
เหวินซานล้วงมือเข้าไปในชายเสื้อ ก่อนขวดหยกใบหนึ่งจะปรากฏขึ้นในมือ เด็กหนุ่มเทโอสถเม็ดหนึ่งลงบนฝ่ามือแล้วยื่นให้นาง “กินเสีย”
หญิงสาวไม่ได้ยื่นมือมารับ ดวงตาสีฟ้าจับจ้องเม็ดยาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนขึ้นมองเขา “โอสถอะไร?”
"โอสถถอนพิษ"
แววตาของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย "เจ้าหลอมเอง?"
"อืม"
หญิงสาวมองเขาอีกครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่ายังไม่เชื่อทั้งหมด
นางสัมผัสได้ว่าพิษกำลังลุกลาม จึงไม่มีเวลาซักถามมากกว่านี้ สุดท้ายจึงรับโอสถมากลืนลงไป
ไม่นานนัก ฤทธิ์ยาก็เริ่มแผ่กระจาย เส้นสีดำที่กำลังลามขึ้นตามแขนหยุดลง สีม่วงรอบบาดแผลค่อย ๆ จางลงทีละน้อย
หญิงสาวหลับตา โคจรพลังช่วยขับพิษอยู่เกือบหนึ่งก้านธูป ก่อนลมหายใจที่เคยติดขัดจะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ
เหวินซานนั่งอยู่ห่างออกไปหลายก้าว ไม่ได้เข้าไปรบกวน
กระทั่ง
วูบ!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้น
กระบี่เงินที่ตกอยู่บนพื้นพลันสั่นสะเทือน ก่อนพุ่งกลับเข้าสู่มือของหญิงสาว
ฉับ!
ปลายกระบี่หยุดอยู่ห่างจากลำคอของเหวินซานไม่ถึงหนึ่งฉื่อ เหวินซานเหลือบมองคมกระบี่ สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย "นี่คือวิธีขอบคุณของเจ้าหรือ?"
หญิงสาวไม่ตอบคำถาม ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นกลับเย็นลง "เจ้าเป็นใคร?"
เหวินซานมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ผู้ที่เพิ่งช่วยชีวิตเจ้า"
หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย มุมคิ้วกระตุกอย่างเห็นได้ชัด นางจ้องหน้าเขาราวกับกำลังพยายามตัดสินว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังกวนประสาทนางอยู่หรือไม่ "ข้าถามว่าเจ้าชื่ออะไรสังกัดสำนักใด"
เหวินซานเงียบไปเล็กน้อย "ไป๋เจิ้ง" แน่นอนว่าไม่ใช่ชื่อจริง "ผู้ฝึกตนพเนจร"
"ผู้ฝึกตนพเนจร..." นางทวนคำช้า ๆ สายตากวาดผ่านกระบี่ของเขา ต้วนต้วนบนไหล่ ตลอดจนขวดโอสถที่ยังอยู่ในมือ
เห็นได้ชัดว่านางไม่เชื่อ "ผู้ฝึกตนพเนจรระดับจุดประกายวิญญาณขั้นสี่ ทั้งยังแก้พิษของอสูรได้เพียงมองแวบเดียว?"
เหวินซานเลิกคิ้วเล็กน้อย
หญิงสาวจ้องเด็กหนุ่มเขม็ง “ข้าไม่เชื่อว่าจะมีเรื่องบังเอิญถึงเพียงนั้น เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ตรงนั้นพอดี?”
คราวนี้เหวินซานจึงเข้าใจ "เจ้าคิดว่าข้าจงใจตามเจ้ามา?"
หญิงสาวไม่ตอบ แต่กระบี่ในมือก็ยังไม่ลดลง
เหวินซานมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปทางต้วนต้วน จากนั้นจึงหันกลับไปหาหญิงสาว "ข้าเสียโอสถถอนพิษหนึ่งเม็ด สัตว์อสูรของข้าเสียพิษที่สะสมไว้ไม่น้อย และข้ายังต้องหยุดเดินทางเพื่อรอให้เจ้าขับพิษ"
เขาชี้ไปยังทิศที่อสูรหลบหนีไป "หากข้าคิดร้ายกับเจ้าจริง..." สายตาของเขาเลื่อนกลับมาหานาง "ข้าเพียงยืนดูอยู่เฉย ๆ ก็พอ"
หญิงสาวนิ่งไป ปลายกระบี่ในมือค่อย ๆ ลดต่ำลงเล็กน้อย เหตุผลนี้นางไม่อาจโต้แย้งได้ หากเด็กหนุ่มตรงหน้าต้องการให้นางตายจริง เขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำ ปล่อยให้อสูรจัดการทุกอย่างแทนก็พอ
ผ่านไปหลายอึดใจ ในที่สุดนางก็ลดกระบี่ลง "ขออภัย"
เหวินซานมองนางอย่างประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่คิดว่านางจะยอมกล่าวคำนี้ง่ายถึงเพียงนี้
หญิงสาวเก็บกระบี่เข้าฝัก ก่อนกล่าวเสียงเรียบ "ข้ามีเหตุผลที่ไม่อาจไว้ใจคนแปลกหน้าได้"
เหวินซานลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากชายเสื้อ “พิษถูกแก้แล้ว ที่เหลือเจ้าคงจัดการเองได้” กล่าวจบ เขาก็หันหลังเตรียมจากไป
ทว่าเดินไปได้เพียงสองก้าว เสียงของหญิงสาวก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "เดี๋ยวก่อน"
เหวินซานหยุดฝีเท้า แต่ไม่ได้หันกลับไป
หญิงสาวมองแผ่นหลังของเขา ก่อนเอ่ยช้า ๆ "ไป๋เจิ้ง..."ข้าติดหนี้ชีวิตเจ้าอยู่หนึ่งครั้ง"
เหวินซานเหลือบกลับมา “หากคิดจะตอบแทน... ไว้รอจนพวกเราได้พบกันอีกครั้งก็แล้วกัน”
หญิงสาวนิ่งไปอีกครั้ง ส่วนต้วนต้วนกลับเงยหน้าขึ้นทันที "อึ๊บ!" ราวกับเห็นด้วยอย่างยิ่ง
หลังจากแยกจากหญิงสาวผมสีฟ้า เหวินซานไม่ได้เก็บเรื่องนั้นมาใส่ใจมากนักเขาหยิบแผ่นหยกออกมา เมื่อเห็นจุดแสงที่อยู่ใกล้ที่สุด เด็กหนุ่มจึงปรับทิศทางและมุ่งหน้าไปตามตำแหน่งนั้นทันที ใช้เวลาระหว่างทางเก็บสมุนไพรที่พบเห็น ส่วนต้วนต้วนก็คลานเข้าออกตามพุ่มไม้เป็นระยะ คอยดมกลิ่นหาสมุนไพรพิษที่มันสนใจ
ยิ่งเข้าใกล้ส่วนลึกของเทือกเขา พืชพรรณรอบด้านก็ยิ่งหนาแน่นขึ้น สมุนไพรที่พบเห็นเริ่มมีอายุสูงกว่าเดิม เหวินซานจึงลดความเร็วลงอย่างเห็นได้ชัด
ระหว่างมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบ ต้วนต้วนยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างขยันขันแข็ง จนกระทั่งเจ้าหนอนหยุดกึกอยู่หน้าพุ่มไม้แห่งหนึ่ง “อึ๊บ!”
เหวินซานแหวกพุ่มไม้ออก ก่อนสายตาจะหยุดลงบนสมุนไพรสีม่วงเข้มสามต้น “หญ้าเส้นโลหิตม่วง...”
สมุนไพรระดับสอง อายุอย่างน้อยยี่สิบปี
ต้วนต้วนพุ่งเข้าไปทันที
“หยุด” มือของเหวินซานคว้าตัวมันขึ้นมาก่อนถึงใบสมุนไพร
“อึ๊บ!”
“ต้นนี้เอาไว้หลอมโอสถ”
“อึ๊บ! อึ๊บ!”
“เจ้าเพิ่งกินไปสามต้น”
"...อึ๊บ" ต้วนต้วนห้อยตัวลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก
เหวินซานส่ายหน้า ก่อนนั่งยองลงและเริ่มขุดสมุนไพรอย่างระมัดระวัง ขณะที่กำลังจะเก็บต้นสุดท้าย
กึก
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สัมผัสวิญญาณที่แผ่ออกอยู่รอบตัวจับความเคลื่อนไหวบางอย่างได้
ห่างออกไปหลายสิบจั้ง เสียงฝีเท้ากำลังเคลื่อนผ่านป่าด้วยความเร็วสูง