ตอนที่ 18 :คนที่รีบขนของออกจากบ้าน
ประโยคนั้นทำให้ความง่วงของหลินซูเหยาหายไปทันที
เธอสวมเสื้อฝ้ายทับชุดนอน หยิบไม้ท่อนสั้นติดมือแล้วจึงเปิดประตูเพียงครึ่งบาน
เด็กหญิงคนเดิมยืนหอบอยู่ใต้แสงจันทร์ ใบหน้าแดงเพราะวิ่งมาไกล
“คุณเห็นเองหรือคะ”
“แม่เห็นรถเข็นออกจากประตูข้างค่ะ แม่ต้องเฝ้าธัญพืชที่ลานเลยให้ฉันรีบมาบอกพี่”
“ขนไปทางไหน”
“ทางหลังโรงสีค่ะ”
หลินซูเหยามองไปทางบ้านอิฐ
แนวหลังคามืดสนิท แต่เหนือกำแพงมีแสงตะเกียงวูบไหวเป็ระยะ
เมื่อบ่าย หัวหน้าหน่วยผลิตประกาศต่อหน้าทั้งหมู่บ้านว่าห้ามเคลื่อนย้ายทรัพย์สินจนกว่าจะตรวจบัญชี
กลางคืน หลินต้าจวงกลับเลือกเวลาที่ทุกคนปิดประตู
หากเธอเดินไปขวางเพียงลำพังพรุ่งนี้อีกฝ่ายสามารถพูดได้ว่าไม่เคยมีการขนของหรือสิ่งที่ขนเป็ทรัพย์สินส่วนตัว
การจับได้ว่าใครทำผิดไม่สำคัญเท่าทำให้ความผิดนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าคนซึ่งปฏิเสธไม่ได้
“กลับไปหาแม่ก่อนค่ะ”
เด็กหญิงส่ายหน้า
“ฉันพาพี่ไปทางลัดได้”
“ไม่ต้องไปใกล้บ้านนั้น”
หลินซูเหยาพูดช้าและชัด
“คุณทำส่วนที่สำคัญที่สุดแล้วที่เหลือให้ผู้ใหญ่เห็นด้วยตาตนเอง”
เด็กหญิงยังลังเล
“ไปยืนตรงที่มีคนค่ะ อย่าอยู่คนเดียว”
เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้า หลินซูเหยาจึงเดินตรงไปยังลานประชุม
เธอไม่ได้ไปทางบ้านอิฐ
ไม่ได้ะโเรียกหลินต้าจวง
และไม่ได้พยายามใช้ร่างกายของเด็กสาวคนหนึ่งขวางรถเข็น
ไม้ตีฆ้องแขวนอยู่ใต้ชายคา
หลินซูเหยาจับมันด้วยมือทั้งสองข้าง
เคร้ง!
เสียงแรกกระแทกความเงียบจนสุนัขทั้งหมู่บ้านเห่าขึ้นพร้อมกัน
เคร้ง!
ประตูบ้านหลังแรกเปิด
เคร้ง!
ตะเกียงหลายดวงสว่างขึ้นตามตรอก
ชาวบ้านเดินออกมาทั้งที่ยังสวมเสื้อคลุม บางคนถือคบไฟบางคนถือจอบเพราะไม่รู้ว่าเกิดเื่ใด
หัวหน้าหน่วยผลิตรีบมาจากบ้าน สีหน้าไม่พอใจ
“หลินซูเหยา เธอตีฆ้องกลางดึกทำไม”
“มีคนกำลังขนทรัพย์สินออกจากบ้านซึ่งถูกสั่งห้ามเคลื่อนย้ายค่ะ”
เธอไม่ได้กล่าวหาด้วยเสียงลอย ๆ
เพียงยกมือชี้ไปยังหัวมุมถนน
เสียงล้อไม้ครูดพื้นดังใกล้เข้ามา
รถเข็นคันหนึ่งปรากฏท่ามกลางแสงตะเกียง
บนรถมีตู้ไม้ เตียงพับ และกระสอบธัญพืชวางซ้อนกันสูง
หลินต้าจวงซึ่งกำลังเข็นอยู่หยุดชะงัก
หวังชุนฮวาถือตะเกียงเดินตามหลังใบหน้าซีดลงเมื่อเห็นคนครึ่งหมู่บ้านยืนอยู่กลางลาน
“พวกเราย้ายของของตัวเอง”
หลินต้าจวงรีบกล่าวก่อนใครถาม
“คำสั่งห้ามเคลื่อนย้ายเฉพาะของที่เป็ของหลินซูเหยาไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของครอบครัวฉัน”
หลินซูเหยาเดินเข้าไปใกล้รถเข็น
เธอไม่แตะสิ่งของ เพียงมองทีละชิ้น
ตู้ไม้เนื้อเข้มมีรอยไหม้เล็กตรงมุมล่าง
ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมผุดขึ้น
แม่เคยวางเตารีดถ่านร้อนเกินไปจนผ้ารองไหม้ ลามไปติดมุมตู้พ่อหัวเราะอยู่หลายวัน เพราะคนที่เย็บปักได้ประณีตกลับเผาตู้ของตนเอง
“ตู้นี้เป็สินเดิมของแม่ฉันค่ะ”
หวังชุนฮวารีบแย้ง
“พูดไปเรื่อย ใครจะพิสูจน์”
“มุมซ้ายด้านในมีช่องลับขนาดเท่าฝ่ามือ”
หลินซูเหยามองคนที่ยืนอยู่รอบรถ
“แม่ใช้เก็บเข็มกับด้ายไหมสีม่วง หากยังไม่ถูกรื้อออกเปิดดูก็จะเห็นรอยหมึกที่เขียนชื่อเสิ่นชิงหลันไว้ด้านใน”
หวังชุนฮวากำด้ามตะเกียงแน่นขึ้น
“ส่วนเตียงพับเป็ของพ่อฉัน”
หลินซูเหยากล่าวต่อ
“ขาเตียงด้านขวาเคยหัก พ่อซ่อมด้วยแผ่นเหล็กจากกล่องเครื่องมือมีตัวอักษร ‘กั๋ว’ ขีดไว้เพื่อจำว่าเป็ด้านที่ต้องระวัง”
ชายสองคนช่วยกันยกเตียงลงจากรถ
เมื่อพลิกขาเตียงขึ้น แผ่นเหล็กเก่าก็ปรากฏต่อสายตาทุกคน
บนเนื้อเหล็กมีรอยขีดเป็ตัวอักษรจริง
เสียงกระซิบดังขึ้นทันที
หลินต้าจวงขึ้นเสียง
“ของอยู่ในบ้านฉันมาสามปี จะเป็ของใครก็พูดได้ทั้งนั้น”
“พรุ่งนี้บัญชีจะเป็คนตอบเื่บ้านค่ะ”
หลินซูเหยาหันไปหาหัวหน้าหน่วยผลิต
“แต่คืนนี้มีคำสั่งห้ามเคลื่อนย้าย ไม่ว่าของบนรถจะเป็ของใครก็ควรนำกลับไปไว้ที่เดิมและทำรายการต่อหน้าพยาน”
หัวหน้าหน่วยผลิตมองคนซึ่งยืนล้อมอยู่
หากมีเพียงเด็กสาวคนเดียวเขาอาจสั่งให้ทุกคนกลับบ้านแล้วค่อยจัดการตอนเช้า
แต่คืนนี้คนทั้งหมู่บ้านเห็นรถเข็นแล้ว
เขาไม่มีทางทำเป็ไม่เห็น
“ขนกลับ”
เขากล่าวกับหลินต้าจวง
“พรุ่งนี้เช้าจะทำรายการทรัพย์สินทั้งหมดก่อนเปิดบัญชี”
“นี่เป็ของบ้านฉัน!”
“ถ้าเป็ของคุณจริง หลังตรวจเสร็จก็ขนได้”
หัวหน้าหน่วยผลิตตอบเสียงแข็งกว่าทุกครั้ง
“แต่ผมประกาศห้ามต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน คุณกลับขนกลางคืนถ้าปล่อยไปจะให้คนคิดอย่างไร”
หลินต้าจวงกวาดตามองรอบตัว
ไม่มีใครหลบสายตาเร็วเหมือนแต่ก่อน
คนเหล่านี้ยังไม่กล้ากล่าวหาเขา
แต่พวกเขายืนอยู่
เพียงการไม่ยอมกลับเข้าบ้านก็เพียงพอทำให้อำนาจซึ่งเคยกดคนทั้งหมู่บ้านเริ่มสั่นคลอน
รถเข็นถูกหมุนกลับ
ชาวบ้านหลายคนเดินตามไปยังบ้านอิฐเพื่อดูว่าสิ่งของทุกชิ้นถูกนำกลับเข้าที่จริง
ภายในบ้านเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
หีบเสื้อผ้าเปิดค้าง กระสอบวางกระจัดกระจายประตูตู้หลายบานถูกรื้อออกราวกับคนในบ้านตั้งใจขนทุกอย่างซึ่งมีค่าให้หมดก่อนฟ้าสาง
คนจดคะแนนแรงงานนำกระดาษมาเขียนรายการ
ตู้ไม้หนึ่งหลัง
เตียงพับหนึ่งหลัง
กระสอบธัญพืชสามกระสอบ
หีบเสื้อผ้าสองใบ
ทุกชิ้นต้องมีคนเห็นตอนยกกลับ
ขณะชายสองคนยกตู้ไม้เข้าไปในห้องด้านตะวันตก หวังชุนฮวารีบขวาง
“วางไว้ห้องอื่น ห้องนี้ชื้น”
แต่ตู้หนักเกินกว่าจะหยุดกลางทาง
ขาตู้กระแทกผนัง
กรอบ...
ปูนสีอ่อนซึ่งฉาบทับอยู่แตกร้าว
เศษปูนแผ่นหนึ่งร่วงลงพื้น
หวังชุนฮวาหน้าซีด
หลินซูเหยามองรอยแตก
นี่คือผนังด้านตะวันตกซึ่งพ่อในความทรงจำเคยกำชับว่าอย่าให้ใครรื้อ
ปูนชั้นนอกมีสีอ่อนกว่าส่วนอื่น เพราะถูกฉาบทับภายหลัง
เมื่อเศษปูนหลุดออกสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านล่างไม่ใช่ช่องลับและไม่ใช่หีบสมบัติ
เป็รอยฝ่ามือ
รอยมือใหญ่ของผู้ชายหนึ่งรอย
รอยมือเรียวของผู้หญิงหนึ่งรอย
และรอยมือเล็กของเด็กอีกหนึ่งรอย
ข้างกันมีตัวอักษรซึ่งขีดลงบนปูนเก่า
จิ้นกั๋ว — ชิงหลัน — ซูเหยา
เสียงในห้องหายไปทั้งหมด
ความทรงจำแล่นกลับมา
เด็กหญิงตัวเล็กยืนหัวเราะอยู่หน้าผนังพ่อจับมือเธอกดลงบนปูนเปียก แม่บ่นว่าจะทำให้เสื้อเลอะแต่สุดท้ายกลับยื่นมือของตนไปกดไว้ข้างกัน
“บ้านของเรา ต้องมีชื่อของเราสามคน”
เสียงของพ่ออ่อนโยนอยู่ข้างหู
“ต่อให้วันหนึ่งซูเหยาโตจนจำไม่ได้ ผนังจะจำแทน”
หลินซูเหยายืนนิ่ง
ความอุ่นซึ่งไม่ใช่ของเธอเพียงคนเดียวแผ่ขึ้นกลางอกก่อนกลายเป็ความเ็ปลึกจนแทบหายใจไม่ออก
ยายโจวใช้ไม้เท้าเดินเข้ามาใกล้
เมื่อเห็นรอยมือทั้งสาม ดวงตาของหญิงชราก็แดงขึ้นทันที
“วันนั้นฉันอยู่ด้วย”
เธอกล่าว
“ชิงหลันหัวเราะเพราะซูเหยาทาปูนเปื้อนแก้มพ่อ”
หญิงวัยกลางคนอีกสองคนพยักหน้าช้า ๆ
พวกเธอจำได้
ไม่ใช่จำจากเอกสาร
แต่จำจากภาพครอบครัวหนึ่งซึ่งเคยมีชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้จริง
หลินต้าจวงกัดฟัน
“รอยมือพิสูจน์อะไรไม่ได้ ใครจะกดไว้ก็ได้”
“ถูกต้องค่ะ”
หลินซูเหยาหันไปมองเขา
“รอยมือนี้เพียงอย่างเดียวอาจพิสูจน์สิทธิ์ในบ้านไม่ได้”
เธอก้มเก็บเศษปูนชั้นใหม่ขึ้นมา
“แต่มันพิสูจน์ได้ว่า มีคนพยายามฉาบทับสิ่งที่อยู่บนผนัง”
สายตาทุกคู่เลื่อนไปยังฝุ่นปูนขาวซึ่งติดอยู่ตามร่องพื้น
ตรงกับคำบอกเล่าของยายโจวว่าหลินต้าจวงเคยขูดและฉาบผนังด้านนี้หลังย้ายเข้ามา
หลินซูเหยามองรอยมือเล็กที่สุด
“พรุ่งนี้บัญชีจะตอบว่าใครจ่ายค่าอิฐ”
“พยานจะตอบว่าใครเป็คนสร้าง”
“ส่วนผนังนี้จะตอบว่า ก่อนถูกฉาบทับบ้านหลังนี้เคยจดจำชื่อของใครบ้าง”
หัวหน้าหน่วยผลิตสั่งให้ทุกคนออกจากห้องและใช้กระดาษประทับตราปิดประตูไว้จนกว่าจะตรวจอย่างเป็ทางการ
คราวนี้ไม่มีใครคัดค้าน
เมื่อหลินซูเหยาเดินออกจากบ้าน ฟ้าเริ่มมีแสงสีเทาตรงขอบูเา
เด็กหญิงซึ่งวิ่งมาแจ้งข่าวยืนรออยู่หน้ารั้วข้างกายเป็หญิงวัยกลางคนซึ่งคงเป็แม่ของเธอมือของหญิงคนนั้นยังมีฝุ่นข้าวโพดติดอยู่ตามแขนเสื้อ
ผู้เป็แม่รีบดึงลูกสาวเข้าไปใกล้
“ฉันให้มาบอกข่าว ไม่ได้ให้ยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคืน”
น้ำเสียงเหมือนดุแต่สองมือกลับตรวจไหล่และแขนของลูกอย่างละเอียด
เด็กหญิงก้มหน้ารับคำก่อนเงยไปมองรอยปูนขาวซึ่งติดอยู่บนเสื้อหลินซูเหยา
“พี่ซูเหยา บ้านจำพี่ได้จริง ๆ หรือคะ”
หลินซูเหยาหันกลับไปมองหน้าต่างห้องด้านตะวันตก
หลังบานหน้าต่างนั้นมีรอยมือเล็กของเด็กคนหนึ่งรอเ้าของกลับมานานสามปี
“จำได้สิ”
เธอตอบเบา ๆ
“เพียงแต่ก่อนหน้านี้ ไม่มีใครยอมเปิดให้มันพูด”