ป่าไผ่หลังอารามฝูเหอในยามบ่ายยังคงเงียบสงัดหาได้มีเสียงของเหล่าสัตว์ปีกหรือสัตว์ป่าให้รบกวนหู
การเล่นซ่อนหาตามประสาเด็กยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆยามนี้เสิ่นเยว่ทำได้แค่เพียงเดินนำหน้าหลิวจื่อหรงอย่างสงบนิ่ง ร่างกายของนางสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้อยู่ใกล้หลิวจื่อหรงและภายในใจของนางยังคงอดที่จะหวาดกลัวอย่างเสียไม่ได้ นางจึงทำได้แค่เพียงอดทนเพื่อรอให้การเล่นซ่อนหาในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงโดยไม่มีปัญหาอะไร
“เ้าคิดว่าพวกเราสองคนจะหลบซ่อนตรงไหนได้บ้าง”เสิ่นเยว่สะดุ้งโหยงขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงของหลิวจื่อหรงก่อนที่จะหันไปมองอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างสงบเสงี่ยม
“หม่อมฉันคิดว่า…ที่ตรงนั้นก็น่าจะหลบซ่อนได้เป็อย่างดีนะเพคะ”เสิ่นเยว่ตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยพลางชี้นิ้วไปยังตำแหน่งที่นางอธิบาย ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงจ้องมองเสิ่นเยว่อย่างไม่วางตาเมื่อเห็นกิริยาท่าทางของนางไม่ตอนนี้
“แต่ข้ากลับมีความคิดตรงกันข้ามกับเ้านะ เสิ่นเยว่ที่พงหญ้าตรงนั้นดูรกมากเกินไปอาจจะมีงูก็ได้”
“จริงด้วย!หม่อมฉันต้องขอประทานออภัยด้วยเพคะองค์หญิง”เสิ่นเยว่กล่าวขอโทษขึ้นมาอย่างรวดเร็วหลิวจื่อหรงคลี่ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางของเสิ่นเยว่
“เื่นี้ไม่ใช่ความผิดของเ้าเสียทีเดียวหรอกเสิ่นเยว่ เพราะว่าข้าน่ากลัวมากเกินไป สติของเ้าเลยเลอะเลือนหลงลืมอะไรไปบ้างถ้าเช่นนั้นเราเดินกันต่อไปเถอะ”
“แต่ตอนนี้เราเดินเข้ามาไกลจนลึกแล้วนะเพคะหากเดินต่อไปเช่นนี้เกรงว่าจะหลงทางเอาได้”
“เื่หลงทางไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เสิ่นเยว่เ้าไม่ต้องกังวลมากจนเกินไปหรอก ตราบใดที่ข้าอยู่กับเ้า…เ้าจะไม่มีวันหลงทาง”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เน้นย้ำพลางมองแผ่นหลังของเสิ่นเยว่อย่างไม่วางตา นางเดินตามหลังของเสิ่นเยว่อย่างช้าๆแล้วโปรยเมล็ดถั่วแดงทีละเม็ดตามเส้นทางที่นางและเสิ่นเยว่เดิน
“อายุแค่สิบสองปีเศษแต่เ้าเล่ห์ไม่เบาเลยนะหลิวจื่อหรง”ชายหนุ่มแสยะยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยดวงตาของเขาเปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นการกระทำของหลิวจื่อหรงมาจาก้า
“เสิ่นเยว่เ้าหยุดเดินก่อน”เมื่อได้ยินเสียงคำสั่งของหลิวจื่อหรงเสิ่นเยว่จึงหยุดเดินลงทันที พลางหันไปมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“หยุดเดินก็ดีเหมือนกันนะเพคะ ตอนนี้เราเดินเข้ามาลึกแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้หากเดินต่อไปมากกว่านี้ในขณะที่ดวงอาทิตย์เริ่มตกดินเกรงว่าอาจจะมองไม่เห็นทางแล้วหลงป่าเอาได้”
“หยุดเดินของข้าไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้นเสียหน่อยเสิ่นเยว่ ที่ข้าบอกให้เ้าหยุดเดินนั้น เป็เพราะว่าถุงหอมของข้าหายไปเ้าหยุดเดินและรอข้าอยู่ตรงนี้แล้วข้าจะรีบกลับมา”
“แต่ว่า…”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วเดินออกไปทันทีโดยไม่สนใจคำทักท้วงของเสิ่นเยว่เลยสักนิด เสิ่นเยว่ทำได้แค่เพียงถอนหายใจพลางมองแผ่นหลังของหลิวจื่อหรงที่เดินหายไปจนลับตา
“ต้นไผ่ต้นเดิมอีกแล้ว ทำไมถึงได้เป็แบบนี้!”
หลิวจื่อหรงขมวดคิ้วขึ้นมาด้วยสีหน้าที่แปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนางมองต้นไผ่ต้นเดิมที่นางได้ใช้ผ้าเช็ดหน้าสีชมพูผูกเอาไว้พลางกระทืบเท้าด้วยอาการหัวเสียเื่ทุกอย่างไม่ได้เป็ดั่งใจแล้วมองเมล็ดถั่วแดงที่ถูกโปรยลงบนพื้น ก่อนที่จะหยิบขึ้นมาดูด้วยความสงสัย
“เดินตามเมล็ดถั่วแดงซ้ำแล้วซ้ำเล่านับสิบรอบแล้วเหตุใดมันถึงกลายเป็เช่นนี้ไปได้ เหตุใดที่นี่ถึงได้ไม่เป็จุดจอดรถม้า!”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าที่กังวลใจพลางหันไปมองรอบๆตัวเองด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น เพราะเริ่มใกล้มืดค่ำเสียแล้ว
“หรือว่าตอนนี้ข้ากำลังหลงทางเข้าเสียแล้วแล้วหลังจากนี้ข้าจะทำอย่างไรต่อไป ข้าจะทำอย่างไรต่อไป!”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าที่เหยเก น้ำเสียงของนางสั่นเครือขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่จะนั่งกอดเข่าลงใต้ต้นไผ่ ดวงตาคู่ใสรื้นน้ำตาขึ้นมาด้วยความกลัว ความรู้สึกต่างๆประเดประดังเข้ามาพร้อมๆกันจนทำให้นางร้องไห้ออกมาทันที
“เสด็จย่า…เสด็จย่าช่วยหรงเอ๋อร์ด้วยเพคะหรงเอ๋อร์กลัว หรงเอ๋อร์กลัวเหลือเกิน”หยดน้ำตาของหลิวจื่อหรงยังคงไหลรินไม่ขาดสายเสียงร้องไห้ของนางดังระงมไปทั่วป่าไผ่ จนทำให้คนที่อยู่บนที่สูงต้องปิดหูทั้งสองข้างพลางคายก้านต้นหญ้าอ่อนออกจากปาก ก่อนที่จะะโลงมาด้านล่างบนพื้นดินทันทีแล้วลุกขึ้นยืนเอนตัวลงพิงบนต้นไผ่มองสาวน้อยที่นั่งร้องไห้กอดเข่าอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาที่สะใจ
“คนอย่างท่านหวาดกลัว กังวล ร้องไห้เป็ด้วยหรือ หลิวจื่อหรง”เสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งทำให้หลิวจื่อหรงหยุดร้องไห้ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมามองเ้าของเสียง นางสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อยจนกระเถิบถอยหลังพลางขมวดคิ้วมองชายหนุ่มผู้นั้นด้วยสีหน้าที่หวาดระแวง
“ใบหน้าของนางพญาหงส์ผู้แพ้ภัยตัวเองเป็อย่างไรคนแซ่เสิ่นอย่างกระหม่อมเพิ่งจะเคยเห็นก็วันนี้นี่แหละ หลิวจื่อหรงองค์หญิงหย่งเล่อผู้สูงศักดิ์ร้องไห้เพราะหลงป่าทั้งที่ตัวเองเป็ฝ่าย้าจับคนอื่นมาปล่อยป่าแท้ๆ”
“เ้าเป็ใครกันเหตุใดถึงได้รู้ชื่อของข้า”ความหวาดกลัวภายในใจของหลิวจื่อหรงหายไปชั่วขณะหลงเหลือแค่เพียงความสงสัยที่แทรกแซงเข้ามาเมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มผู้นั่นกล่าว
“เมื่อครู่กระหม่อมเพิ่งจะพูดแซ่ของตัวเองออกไปเมื่อครู่แต่ท่านกลับลืมเสียแล้วหรือ หรือว่าท่านไม่ได้สนใจคำพูดของกระหม่อมเลยกันแน่”
“เลิกพูดอ้อมมหาสมุทรได้แล้วเ้าเป็ใครถึงได้รู้ชื่อของข้า”
“กระหม่อมเป็ใครอย่างนั้นหรือเป็คนที่จับคู่กับท่านอย่างไรเล่า จับคู่ซ่อนหาที่ท่าน้าจะเล่น”
“คนที่ข้าจับคู่หาที่หลบซ่อนด้วยกันคือเสิ่นเยว่ต่างหากเ้าเป็ใครกันแน่ถึงได้รู้ชื่อของข้าหนำซ้ำยังพูดจาหยาบคายกับข้าทั้งที่รู้ว่าข้ามีฐานันดรอย่างไร เ้าเป็ใครบอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะ”
“เป็จริงดังที่ท่านกล่าวทุกประการ องค์หญิงแต่คนที่จับคู่กับท่านหาที่หลบซ่อนที่แท้จริงคือกระหม่อมต่างหาก ไม่ใช่เสิ่นเยว่”
“เ้าเป็ใคร เกี่ยวข้องอะไรกับเสิ่นเยว่”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาหลังจากรวบรวมสติของตัวเองและไตร่ตรองถึงคำพูดของชายหนุ่มผู้นั้นชายหนุ่มฉีกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของนางก่อนที่จะเดินเข้าไปหานางอย่างช้าๆ
“เฉลียวฉลาดสมคำร่ำลือเช่นเดียวกับความอำมหิตเสียจริงหลิวจื่อหรง”ชายหนุ่มยังคงฉีกยิ้มบางๆพลางปรบมือให้แก่อีกฝ่าย
“หยาบคาย!กล้าดีอย่างไรถึงได้พูดเช่นนี้ต่อหน้าองค์หญิงอย่างข้าไม่รักตัวกลัวตายบ้างเลยหรืออย่างไร”
“คำพูดประโยคนี้ควรจะเป็ท่านต่างหากที่จะต้องจำไว้ใส่ใจหลิวจื่อหรง อายุเพียงเท่านี้กลับมีจิตใจอำมหิตเกินวัยหลอกล่อหมายจะทิ้งเด็กผู้หญิงไว้กลางป่า คนอย่างท่านคำว่าเลวยังดีเกินไปเสียด้วยซ้ำแล้วตอนนี้เป็อย่างไร สุดท้ายกลับเป็ฝ่ายที่ติดกับดักที่ตัวเองได้สร้างเอาไว้”
“หยาบคายที่สุด ข้าทนไม่ไหวแล้วนะ!”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาพลางเม้มปากของตัวเองไว้แน่นก่อนที่จะลุกขึ้นยืนแล้วมองอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ
“แล้วใครบอกให้ท่านอดทนกันเป็ท่านต่างหากที่เลือกจะอดทน หาได้มีผู้ใดบังคับหรือข่มขู่ท่านเลยสักนิด”
“เ้าเป็ใครเกี่ยวข้องอะไรกับเสิ่นเยว่บอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะ!”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาพลางเดินเข้าไปหาชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ท่านอยากทราบจริงๆอย่างนั้นหรือ”
“เ้าเป็ใคร”
“บุตรชายคนโตของเ้าเมืองลั่วหนานเสิ่นอวี้”เสิ่นอวี้เอ่ยขึ้นมาพลางสบตาหลิวจื่อหรงอย่างไม่เกรงกลัว