Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 111 พีระมิดหลังที่ 4

    ผ่านไปสักพักพอหยางไคเห็นองครักษ์ทั้งสองคนยังไม่ฟื้นคืนสติ อันเนื่องมาจากคนทั้งสองผ่านการถูกลงทัณฑ์มาอย่างยาวนานและหนักหน่วงนักก็ไม่อยากปลุกให้ลุกขึ้นในทันที ตนจึงนั่งสมาธิเพื่อรวบรวมมวลวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ซึ่งแม่นางหลังเจียอิงได้รวบรวมเอาไว้เพื่อใช้ในการล้างแค้นมาตลอด 200 ปีที่ผ่านมา และในที่สุดนางก็สามารถปล่อยวางมันลงได้ แล้วทิ้งเอาไว้เพื่อไปจุติและอุบัติขึ้นใหม่ในภพภูมิตามสมควรแก่จิตอันบริสุทธิ์นั้นจะปฏิสนธิจิตได้นั่นเอง

     

    .... ภายในพื้นที่พิเศษ 

    ปรากฏมวลวิญญาณซึ่งถูกดึงดูดและเพิ่มเติมเข้ามาในพื้นที่ฝั่งขวาเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นภูเขาลูกย่อม ๆ 

    ซึ่งมวลวิญญาณเหล่านี้ล้วนแต่มีความบริสุทธิ์เป็นอันมาก ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพก็สูงส่งกว่าวิญญาณของอสุรกายทุกตัวที่เคยผ่านมาเสียอีก จึงส่งผลให้ชายหนุ่มมีทรัพยากรในการพัฒนาพื้นที่อย่างเพียงพอและเหลือเก็บเหลือใช้ด้วยซ้ำไป!!

     

    สักครู่หนึ่ง จึงรู้สึกได้ว่าองครักษ์ทั้งสองคนได้ตื่นขึ้นแล้ว จึงคลายสมาธิแล้วลืมตาตื่นขึ้น..

     

    ฝ่ายจ้าวยู่ร์กับซุนเหว่ยครั้นมีสติลุกขึ้นมาแล้ว จึงรีบสวมใส่ชุดราชองครักษ์จนเสร็จเรียบร้อยดี ก็เห็นจอหงวนซึ่งนั่งทรงฌานอยู่นั้น ได้ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับการไหว้วานบางเรื่องราวว่า

    "ขอบเขตพลังยุทธ์ของข้าพเจ้าถูกอัดแน่นจนเกินจะต้านทานไว้ได้แล้ว จึงจำจะเป็นต้องรบกวนให้องครักษ์ทั้งสองช่วยอารักขาข้าพเจ้าเอาไว้ และมิให้มีผู้ใดเข้ามารบกวนในศาลไคฟงแห่งนี้สักระยะหนึ่ง"

     

    ชายทั้งสองคนซึ่งมีหน้าที่ในการอารักขาตลอดการเดินทางนี้ ทั้งยังได้ติดค้างหนี้ชีวิตต่อราชบัณฑิตผู้นี้เป็นอันมาก และหากมิใช่เพราะจอหงวนได้ใช้สติปัญญาแก้ปัญหานี้ได้ ศีรษะของตนคงกองอยู่กับพื้นข้างล่างนั้นนานแล้ว

    พอคิดได้จึงรีบรับอาสากันอย่างแข็งขัน จากนั้นออกไปเฝ้ารักษาความปลอดภัยอยู่ด้านนอก ทั้งยังแจ้งให้ซ่งเจ๋อจิ้นเจ้าเมืองไคเฟิงรับทราบ และได้จัดกำลังทหารเวรยามป้องกันเอาไว้อย่างแน่นหนากว่าเดิม

     

    ฝ่ายหยางไคครั้นนำเอาพืชพรรณที่สุกงอมออกมารับประทานจนเพียงพอแล้ว ทั้งยังมีกล้วยนานาพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวออกมาเรียงรายอยู่รอบตัวแล้วเพื่อใช้หลังการพัฒนาพื้นที่แล้ว ก็เคี้ยวโสมลงไปถึงสี่เหง้าอันเป็นเครื่องมือหลักในการหลอมสร้างพีระมิดขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา จากแร่แพลตตินัมที่ยังเหลืออยู่เป็นจำนวนมากนั้น

    ..

    ….

    พอนั่งสมาธิเพื่อเข้ามาบริหารจัดการในพื้นที่แล้ว ก็ยังพบว่ามวลวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ยังมีแทรกซึมเข้ามาในพื้นที่อีกพอสมควร จึงเริ่มปรับพื้นที่สำหรับวางพีระมิดหลังใหม่รวมทั้งจัดสรรพื้นที่สำหรับพีระมิดหลังที่ 5 เอาไว้ก่อน ซึ่งอาจจะได้ใช้หรือไม่มีโอกาสก็ได้จริงก็เป็นได้ 

    สาเหตุก็เพราะว่าพลังลมปราณระดับ 5 อันเป็นระดับสูงสุดนั้น จะสืบทอดกันเฉพาะในสายเลือดและในระดับของผู้นำระดับสูงสุดเท่านั้น อย่างเช่นตระกูลหยาง ก็สืบทอดระดับ 5 ให้เฉพาะผู้นำตระกูล ส่วนพรรคกระยาจกก็สืบทอดให้เฉพาะเจ้าสำนักรุ่นต่อไปเท่านั้นเช่นเดียวกัน 

    แต่การที่หยางไคจะสำรองพื้นที่เอาไว้ก็ยังมิใช่เรื่องแปลก นั้นก็เป็นเพราะเขามีปริมาณของมวลวิญญาณที่มากเกินพออยู่แล้ว หนำซ้ำยังมีเหลือสำหรับพื้นที่ฝั่งซ้ายซึ่งมีไว้สำหรับการเพาะปลูก ก็ยังสามารถจัดสรรเพิ่มเติมขึ้น ไว้สำหรับเพาะพันธุ์พืชชนิดใหม่ได้อีกด้วย

     

    พอเตรียมพื้นที่เสร็จ ก็ดูเหมือนธาตุร้อนจากโสมจะเริ่มออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว หยางไคจึงใช้พลังความคิดที่ระอุไปด้วยความร้อนระดับสูงหล่อหลอมก้อนทองคำขาวนั้น เพื่อตีขึ้นรูปเป็นพีระมิดหลังใหญ่โต แล้วนำไปจัดวางไว้ในตำแหน่งที่ 4 จากนั้นรอให้มวลวิญญาณแทรกซึมขึ้นมาจนเต็ม จึงบรรจุเคล็ดวิชาพลังลมปราณมังกรไฟ 

    จากนั้นเลือก 4 ทักษะที่ต้องการจาก 28 ทักษะที่ได้แนะนำเอาไว้ในคัมภีร์ ได้แก่ 

    #เท้าไฟ สำหรับใช้เสริมประสิทธิภาพของ ‘ท่าร่างเท้าท่องลม’ ที่หยางไคนิยมใช้อยู่เป็นประจำ 

    #ปราการไฟ สำหรับป้องกันการจู่โจมด้วยธาตุทางจิต 

    #กระบี่มังกรไฟ ที่ได้ชื่อว่าเป็นเพลงกระบี่ที่ดุดันรุนแรงที่สุดด้วยการเสริมธาตุร้อนเข้าไปด้วย

    และสุดท้าย #จุดไฟ ซึ่งเป็นทักษะที่เรียบง่ายที่สุด มีไว้เพื่อใช้จุดไฟและให้ความร้อนในรัศมีที่ไม่กว้างขวางเท่าใดนัก ซึ่งจอมยุทธส่วนใหญ่ย่อมนิยมใช้ตลับจุดไฟมากกว่าจะเรียนรู้ทักษะอันสิ้นเปลืองประเภทนี้อย่างแน่นอน  

    ยกเว้นเพียงจอมยุทธผู้นั้นจะมีความหมกมุ่นอยู่กับการเผามันมากมายจนเกินไปก็ได้ ?

     

    ครั้นตรวจสอบความเรียบร้อยแล้ว หยางไคก็คลายจากสมาธิเพื่อออกมารับประทานพืชผลที่ตนได้จัดเตรียมเอาไว้จนหมดสิ้นแล้วก็หลับลงไป เนื่องด้วยกระบวนการเหล่านี้ใช้เวลาไปถึง 5 วัน 5 คืน

     

    พอถึงวันที่ 7 ก็เกิดเสียงอัดอากาศดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณศาลไคฟงหลังเก่าในที่สุด

     

    < < < ปั้ง!!! > > >

     

    จึงส่งผลให้ขอบเขตพลัง [พลังก่อร่าง] ขั้นปลายของหยางไคได้ปรับเปลี่ยนและพัฒนาขึ้นสู่ [พลังก่อกาย] ขั้นต้น 

    ซึ่งทั่วแผ่นดิน ย่อมมีผู้ครอบครองขุมพลังระดับนี้นี้เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นเอง!!

     

    ซึ่งดูเหมือนว่าการทะลวงขั้นของเขาในครั้งนี้จะมีสักขีพยานอยู่นับร้อยคน ซึ่งรอคอยเขาอยู่ที่ด้านนอกของศาล พร้อมทั้งตะโกนขึ้นว่า

    เฮ เฮ เฮ!!

    “จอหงวนทำได้สำเร็จแล้ว ! ”

     

    หยางไคได้ยินเช่นนั้นก็มีความประหลาดใจเป็นอันมาก ครั้นเปิดประตูออกมาดู ก็เห็นผู้คนจำนวนมากมาออกันอยู่ที่หน้าประตู ครั้นเห็นบุรุษผู้หนึ่งท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น ก็ทำให้หยางไครู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก จึงได้ร้องตะโกนไปว่า

     

    “พี่ใหญ่หวง ท่านมาอยู่ที่นี่ได้เช่นไร ?”

     

    หยางรุ่นชิงและคนอื่น ๆ ในเมืองอู่ฮั่น ย่อมทราบข่าวราชบัณฑิตอันดับหนึ่งซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่อู่ชางได้เป็นอย่างดี จึงต่างรอคอยการกลับมาของเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ครั้นทราบข่าวจากราษฎรของเมืองไคเฟิงว่าจอหงวนมาค้างแรม ณ เมืองนี้มาหลายวันแล้ว จึงตัดสินใจยกขบวนกันมารับเพื่อหวังจะพบเจอกันในระหว่างทาง 

    จนในท้ายที่สุดก็มาถึงเมืองไคเฟิงก่อนที่หยางไคจะเริ่มออกเดินทางออกมาจากเมืองด้วยซ้ำ จึงมารอคอยกันที่ศาลไคฟงหลังเก่าอย่างที่เห็น

     

    ทั้งสองพี่น้องต่างสวมกอดกันอย่างอบอุ่น ครั้นถามไถ่สุขทุกข์กันพอสมควรแล้ว หยางไคจึงสังเกตเห็นเหยาซีห่าวผู้นำตระกูลสำนักคุ้มภัยเหยาหมิง พร้อมด้วยบุตรีทั้ง 4 นาง ได้แก่ อ้ายเสิน อ้ายฉิง อ้ายเหริน และอ้ายซ่างน้องสุดท้อง

    หยางไคจึงเดินเข้าไปคำนับและทักทายกันตามประสาคนรู้จักกัน ส่วนสี่สาวนั้นต่างมีความยินดีเป็นอันมาก เพราะสู้อุตส่าห์ดั้นด้นขึ้นรถม้ามาหลายวันแล้ว และที่สำคัญคือ ‘ยุ่นเอ๋อ’ นางมารน้อยผู้นั้นก็ได้ตบแต่งกับหยางรุ่นชิงไปแล้วหลายปี ต่างคนก็ต่างกลับมามีความหวังอีกครั้งหนึ่ง ~

     

    ฝ่ายหยางรุ่นชิงพร้อมทั้งเหยาซีห่าว จึงจัดผู้คนในสังกัดของตนหลายสิบคันรถเพื่อใช้ในการตั้งขบวนแห่จอหงวนกลับเข้าเมืองตน ครั้นพร้อมเพรียงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หยางไคก็คำนับลาซ่งเจ๋อจิ้นเจ้าเมืองไคเฟิง แล้วก็เดินทางพร้อมขบวนรถม้ากว่า 50 คัน

    ..

    ….

    ครั้นถึงเมืองอู่ฮั่นแล้ว จึงพบว่าหยางหยุนเหลียงเจ้าเมืองอู่ฮั่นได้ตั้งขบวนแห่รอคอย ณ ประตูเมืองอยู่ก่อนแล้ว หยางไคก็นึกเกรงใจนัก แต่เมื่อทุกคนล้วนมาเพื่อแสดงความชื่นชมยินดีในความสำเร็จของตนจึงไม่อาจไม่รับ

    พอขบวนแห่จอหงวนเคลื่อนผ่านสถานที่แห่งใดในเมือง อาณาประชาราษฎร์ก็ต่างมาคอยมุงดูและต้อนรับด้วยการส่งเสียงร้องสรรเสริญเป็นแนวไป บ้างก็โปรยช่อดอกไม้สีเหลืองสีแดงเต็มท้องถนนที่ผ่านทาง บ้างก็ตีฆ้องร้องป่าวกันอย่างสนุกสนาน

    จนมืดค่ำท่านเจ้าเมืองก็ได้จัดการเลี้ยงเฉลิมฉลองจนดึกดื่น เพื่อให้เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ในเมืองได้มาแสดงความยินดี ทั้งยังถือโอกาสฝากเนื้อฝากตัวต่อราชบัณฑิตอันดับหนึ่งผู้นี้ ที่เขาสมควรได้รับตำแหน่งใหญ่โตในอนาคต อย่างที่ผู้ใดก็ไม่อาจฉุดรั้งไว้ได้อีก..

    คล้ายกับเรื่องPerfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์ ที่คุณอ่าน