ระยะนี้ตระกูลจูเกิดเื่ขึ้นไม่น้อย ทำให้ผู้คนปวดหัวขึ้นเป็ทบทวีจนต้องจุดธูปไหว้พระทุกวันถึงจะคลายความกดดันลงได้ทว่าอาศัยแค่การไหว้พระขอพรคงไม่พอ ครอบครัวบ้านหลักของตระกูลจูประสบปัญหาเื่ทายาทสืบสกุลก่อนหน้านี้นายท่านผู้เฒ่าจูมีอนุภรรยานับไม่ถ้วนแต่กลับมีบุตรชายเพียงสองคนพอมาถึงรุ่นของนายท่านใหญ่จูเฟิง สถานการณ์ก็ดูจะรุนแรงขึ้นไปอีก
ส่วนบ้านรองั้แ่ไฉซื่อแต่งเข้ามาก็คลอดบุตรชายให้นายท่านรองจูจวิ้นไปแล้วสองคน ขณะที่บ้านใหญ่จวบจนวันนี้กลับมีจูจิ่นถังเป็หลานชายที่กำเนิดจากภรรยาเอกเพียงคนเดียว…ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็ปัญหาที่ฮูหยินผู้เฒ่ากังวลที่สุดในตอนนี้
ในเวลาเพียงไม่นานความคิดของฮูหยินผู้เฒ่าจูพลิกผันไปหลายตลบอดไม่ได้ที่จะมองดูเสิ่นเย่ว์เฉินให้มากขึ้นอีกหน่อย
เดิมทีเสิ่นเย่ว์เฉินไม่ใช่คนพูดมากอยู่แล้วยามนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฮูหยินผู้เฒ่าจูที่นับเป็คนแปลกหน้าก็ไม่ทราบว่าควรพูดอะไรดีจึงทำเพียงประคองถ้วยชาบนโต๊ะ เผยอฝาถ้วยให้กลิ่นหอมสดชื่นและไออุ่นโชยออกมา
เสิ่นเย่ว์เฉินก้มหน้ามองถ้วยชา พบว่าชาในถ้วยมีสีอ่อนคล้ายหยกก็คิดในใจว่า ชาอวิ๋นอู้จากเขาหลูซันหรือสมเป็ครอบครัวร่ำรวยจริงๆ
ชาดีเช่นนี้ย่อมควรค่าให้ชื่นชม
เสิ่นเย่ว์เฉินละเลียดชาไปคำหนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นเอ่ยชมพร้อมรอยยิ้ม“กลิ่นสีละเมียดละไมยิ่งกว่าหลันฮวา[1]สมชื่อชาอวิ๋นอู้จากเขาหลูซันจริงๆเ้าค่ะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินไม่ได้เชี่ยวชาญเื่ชาแต่ชาอวิ๋นอู้กลับเป็ชาชนิดเดียวที่นางเชี่ยวชาญมาก
ก่อนหน้านี้ตอนนางอยู่ที่อารามจิ้งเย่ว์อาจารย์ใหญ่จิ้งอวิ๋นชอบดื่มชาชนิดนี้เป็ที่สุด ที่นั่นมีกาที่ทำจากดินม่วงหนึ่งใบและมีถ้วยชาจากกระเบื้องหยาบสองใบไว้สำหรับใส่ชาชนิดนี้ กลิ่นนวลหอมละมุนและไออุ่นของชาอวิ๋นอู้ที่ม้วนตลบไปทั่วจากกาชาทำให้ดวงตาใสกระจ่างดุจสายน้ำของอาจารย์ใหญ่ค่อยๆ พร่าเบลอ
ท่ามกลางอุโบสถของอารามจิ้งเย่ว์ที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย การฝึกคัดอักษรในฤดูเหมันต์จะทำให้มือแข็งง่ายที่สุดชาร้อนถ้วยหนึ่งสามารถให้ความอบอุ่นได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพียงแต่ยามนั้นเสิ่นเย่ว์เฉินยังไม่รู้ว่าชานี้สูงค่าเพียงใด
จริงดังคาด เมื่อได้ยินว่าเสิ่นเย่ว์เฉินรู้จักชาชนิดนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าจูก็รู้สึกเหนือคาดอยู่บ้างก่อนหน้านี้ได้ยินว่าสถานการณ์ของนางในตระกูลเสิ่นไม่น่าพอใจสักเท่าไรคิดว่าคงไม่ค่อยมีโอกาสพบเห็นของชั้นเลิศเช่นนี้
ไฉซื่อเองก็ตกตะลึงเล็กน้อยก่อนยิ้มพลางเอ่ยสำทับ“ลิ้นของเ้ายอดเยี่ยมจริงๆ ชาอวิ๋นอู้นี้เป็ที่โปรดปรานของผู้าุโมากวันนี้นับเป็ลาภปากของเ้าแล้ว”
ชานี้เป็ชาดี แต่ไม่ได้มีรสชาติดั่งวันวาน
เสิ่นเย่ว์เฉินทราบดีว่าตนเองไม่ได้มาที่นี่เพื่อดื่มชาฮูหยินผู้เฒ่าจูคงไม่ตั้งใจเชิญตนมาดื่มชาอย่างไร้เหตุผลแน่ ย่อมต้องมีความหมายแฝงซ่อนอยู่ในนั้นนางคาดเดาได้บ้างแต่ก็หวังว่าตนจะเดาผิด
ไม่นานก็มีสาวใช้ยกคัมภีร์คัดมือกลางเก่ากลางใหม่ม้วนหนึ่งเข้ามาส่งถึงเบื้องหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าจู
เสิ่นเย่ว์เฉินมีสายตาเฉียบแหลม มองผาดเดียวก็จำลายมือของตนที่ปรากฏบนนั้นได้
ฮูหยินผู้เฒ่าจูพลิกดูไปหลายหน้าพลางกล่าวเสียงเรียบว่า“ได้ยินว่าเ้าผูกพันกับศาสนาพุทธั้แ่เด็กๆแล้วเห็นว่าไปพักรักษาตัวในวัดอยู่นาน ข้าไม่รู้ว่าเ้าเรียนคัดอักษรงดงามเช่นนี้มาจากอาจารย์ท่านใดหรือ”
กล่าวตามจริง ในใจของนางเกิดคำถามนี้ั้แ่เห็นลายมือเสิ่นเย่ว์เฉินครั้งแรกแล้ว
เสิ่นเย่ว์เฉินยิ้มอย่างเขินอาย ก่อนตอบว่า “เย่ว์เฉินฝึกฝนตอนที่ติดตามเหล่าพระอาจารย์ไปบำเพ็ญกุศลั้แ่เด็กๆแล้วเ้าค่ะ ฝึกนานเข้า บ่อยเข้า ก็เก่งขึ้นเอง”
ฮูหยินผู้เฒ่าจูได้ยินดังนั้นก็อดส่ายศีรษะไม่ได้ “น้ำแข็งหนาสามฉื่อ[2]ไม่ได้เกิดจากความหนาวเพียงวันเดียวน้ำหยดทะลุหินก็ไม่อาจเกิดได้ในวันเดียว เ้าเขียนอักษรได้ดีเพียงนี้ย่อมต้องเป็ผลลัพธ์ของการฝึกฝนอย่างยากลำบากและความขยันเรียนรู้”
ไฉซื่อกล่าวสำทับตามไป “ใช่แล้วเ้าค่ะอิงเจียเอ๋อร์ของพวกเราเรียนเขียนพู่กันมานานหลายปีแต่ตัวอักษรยังเทียบแม่นางเสิ่นไม่ได้เลย ห่างชั้นกันอีกไกลนัก”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นก็หลุบตาลงเล็กน้อยท่าทางเขินอายคล้ายรับคำชมของพวกนางไม่ไหว
จากนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจูก็ถอดประคำไม้มะเกลือออกจากข้อมือของตน มองเสิ่นเย่ว์เฉินพลางเอ่ย“วันนี้พวกเราพบหน้ากันครั้งแรก ข้าถือเป็ผู้าุโคนหนึ่งสมควรมอบของขวัญพบหน้าถึงจะถูกสร้อยประคำเส้นนี้เป็ของศักดิ์สิทธิ์ที่พระอาจารย์หยวนอีจากวัดฉืออวิ๋นปลุกเสกทางพุทธมาแล้วสวดบูชาบนแท่นพระนานสี่สิบเก้าวัน สวดบทวัชรปรัชญาปารมิตาสูตรหนึ่งพันจบแม้ดูผิวเผินไม่โดดเด่น แต่เป็ของมงคลที่ใช้ไล่ผีและขอพรได้เราสองคนย่าหลานนับว่ามีวาสนาต่อกัน ข้ามอบให้เ้าเป็ของขวัญพบหน้าก็แล้วกัน”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นหัวใจพลันหดเกร็งรู้สึกเหมือนได้รับความโปรดปรานกะทันหันจนน่าตื่นตะลึง ทำให้นางไม่อาจสงบใจได้อีกรีบลุกขึ้นยืนแล้วตอบว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าเ้าคะ ของล้ำค่าเช่นนี้เย่ว์เฉินไม่กล้ารับจริงๆเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าจูระบายยิ้มบาง ก่อนจับสวมบนข้อมือเสิ่นเย่ว์เฉินด้วยตนเอง“มิอาจกล่าวได้ว่าล้ำค่าหรือไม่ล้ำค่า ของที่เหมาะสมมอบให้คนที่คู่ควรเ้าไม่ต้องรู้สึกว่าเป็ภาระหรอก”
ฝ่ามือของฮูหยินผู้เฒ่าอบอุ่นและทรงพลัง เสิ่นเย่ว์เฉินลังเลเล็กน้อย สุดท้ายนางก็ยอบกายคารวะแล้วเอ่ยขอบคุณ“เย่ว์เฉินขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่าที่มอบของล้ำค่าเช่นนี้ให้เ้าค่ะ”
ไฉซื่อมองฮูหยินผู้เฒ่าจูแล้วมองเสิ่นเย่ว์เฉิน ริมฝีปากโค้งลงในรอยยิ้มมีความสบายใจปรากฏชัด ทั้งยังคละเคล้าไปด้วยความลำพองใจ
ลูกประคำจากไม้มะเกลือนี้ เป็ของหายากที่ผู้าุโขอมาโดยไม่เสียดายเงินทองมากมายเลยสักนิดแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยปล่อยให้ห่างมือ แต่ตอนนี้กลับมอบให้เสิ่นเย่ว์เฉินง่ายๆนับว่าฮูหยินผู้เฒ่าจูยอมรับนางแล้ว
หากหลีซื่อเห็นสร้อยประคำบนข้อมือของนางจะต้องโกรธจนหน้าซีดเป็แน่…ว่าที่นายหญิงตระกูลจูภรรยาคนที่สองของจูจิ่นถัง กลับกลายเป็คนที่ดาษดื่นอัปมงคลเช่นนี้…เกรงว่าเคราะห์กรรมของบ้านหลักคงมาถึงจริงๆแล้วกระมัง
คิดถึงตรงนี้ไฉซื่อก็อดปลื้มปีติในใจไม่ได้ นางอดรนทนไม่ไหวอยากเห็นท่าทางโกรธเกรี้ยวจนกระหืดกระหอบของหลีซื่อจริงๆ
จากนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจูก็พูดคุยเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับเื่ทั่วไปในชีวิตประจำวันกับเสิ่นเย่ว์เฉินอีกเล็กน้อยท่าทางสนิทสนมกลมเกลียว ไม่เหมือนผู้าุโที่เพิ่งพบหน้ากันสักนิด
แม้จะเป็การพูดคุยเรื่อยเปื่อยแต่เสิ่นเย่ว์เฉินยังคงตอบอย่างระมัดระวังกลัวว่าหากตนเผลอได้ใจขึ้นมาจะพูดอะไรผิดไป
ไม่ว่าจะเป็ยุคโบราณหรือยุคปัจจุบัน ในการคบค้าสมาคมกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็คำพูดคำจาหรือการกระทำล้วนต้องพิถีพิถันและคอยสังเกตทุกกระเบียดนิ้ว
เสิ่นเย่ว์เฉินในชาติก่อนใช้พลังงานส่วนใหญ่ไปกับการสอบและการอ่านหนังสือ นางที่ไม่เข้าใจผู้คนและไม่เข้าใจสัจธรรมของโลกจึงทนทุกข์ทรมานกับเื่นี้มาไม่น้อย พอมาชาตินี้ยามที่นางกระจ่างแจ้งแล้วว่าฐานะของตนยากลำบากเพียงใดนางจึงรู้ตัวว่าต้องระมัดระวังทุกคำพูดและการกระทำของตนให้มากๆ
ก่อนถึงเวลากินอาหารกลางวัน จู่ๆฮูหยินผู้เฒ่าจูก็เสนอขึ้นมาว่าจะไปพบทุกคนในงานชมบุปผา ไฉซื่อกับเสิ่นเย่ว์เฉินจึงตามนางกลับไปที่สวนฉางชุนแต่คราวนี้ไม่เหมือนตอนมา ทั้งหมดไม่ได้เดินไปแต่นั่งเกี้ยวไป
เมื่อครู่ไฉซื่อพาเสิ่นเย่ว์เฉินเดินผ่านทางที่ใกล้ที่สุด เมื่อเทียบกันแล้วการนั่งเกี้ยวประหยัดแรงได้มากแต่ก็ใช้เวลานานกว่ายามนี้หลีซื่อสะใภ้ใหญ่ของตระกูลจูที่อยู่ในสวนฉางชุน กำลังเหน็ดเหนื่อยอยู่กับการรับรองเหล่าคนที่พากันเข้ามาประจบประแจงไม่ขาดสาย
เมื่อพบว่าฮูหยินผู้เฒ่าจูมาปรากฏตัวในสวนอย่างกะทันหันสีหน้าของทุกคนล้วนเปลี่ยนไป
เสิ่นเย่ว์เฉินที่ยืนอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าจู จำต้องรองรับแววตาที่อัดแน่นไปด้วยความอิจฉาริษยาเ่าั้นางเครียดมากแต่ก็จนใจได้แต่ขยับสร้อยประคำไปซ่อนไว้ในแขนเสื้อ
หลีซื่อขมวดคิ้วมองสายตาของเสิ่นเย่ว์เฉิน เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้วแม้ท่าทางของนางคล้ายสงบนิ่งตามปกติ แต่หางตากลับไม่อาจเก็บกั้นเค้าความไม่พอใจในตัวเสิ่นเย่ว์เฉินได้
[1] หลันฮวา คือ ดอกกล้วยไม้
[2]ฉื่อ คือ หน่วยวัดความยาว ประมาณ33.3 เิเ