จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

เล่มที่ 5 ตอนที่ 149 อสุนีสวรรค์ประจำกาย

        หวังมู่ยืนอยู่หน้าประตูเป็นเวลานานโดยไม่มีสติรู้ตัวหลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง ใบหน้าของเขาก็ดูไม่ได้เป็นอย่างมากและไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

        “ข้าบอกเจ้าว่าอย่าผลักออกเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงที่สุดของการฝึกฝนคือการถูกรบกวน?” ไป๋ฉีพูดอย่างเย็นชา และรู้สึกหงุดหงิดมากกับการกระทำของหวังมู่ไม่เพียงแต่ฉินอวี่ แต่เขาเองก็มักถูกหวังมู่รบกวนในเวลาฝึกเช่นกันและเขาก็มักจะรำคาญและรังเกียจการกระทำของหวังมู่เป็นอย่างยิ่ง

        สีหน้าของหวังมู่เริ่มดูมืดมนไม่แน่นอนเมื่อถูกฉินอวี่โกรธใส่ ทำให้เขารู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมากเขาจ้องมองไป๋ฉีอย่างเย็นชา จากนั้นจึงหันไปมองทางชายหนุ่มชุดเทา และพูดว่า“เหล่าต้า บอกแล้วว่าไม่ต้องรอเขา ข้าก็หวังดีไปเรียกเขากลับถูกเขาไล่ออกมาเช่นนี้”

        ชายหนุ่มชุดเทาไม่ได้ตอบอะไรสายตาของเขามองไปทางประตูด้วยความสงสัยก่อนหน้านี้ที่เขาสัมผัสได้ถึงพลังแข็งแกร่งที่เหมือนพลังจากสวรรค์แล้วพลังนั้นทำให้เขารู้สึกขนลุก และพูดด้วยความแปลกใจ“พวกเจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าเขาไม่ใช่คนของตระกูลเหลยของตี้หวัง?”

        “ไม่ใช่หรอกเขาเคยบอกว่าเขาแค่เคยมีเรื่องบาดหมางกันกับตระกูลเหลย”เหล่าเอ้อหยางซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาอย่างช้าๆ

        แสงส่องประกายออกมาจากส่วนลึกของสายตาหวังมู่และพูดอย่างแปลกๆ“อาจจะเป็นบุตรนอกสมรสของลูกหลานคนใดคนหนึ่งในตระกูลเหลยของตี้หวัง? ไม่เช่นนั้น เขาจะมีสายเลือดอสุนีได้อย่างไรกัน?”

        ทั้งสามคนนิ่งเงียบไปทันทีคำพูดของหวังมู่ดูมีเหตุผล

        เมื่อหวังมู่เห็นทั้งสามคนเงียบไปก็รู้สึกเหมือนทั้งสามคนได้ยอมรับไปโดยปริยาย จากนั้นเขาจึงพูดอย่างเย็นชา“แค่ลูกนอกสมรสกล้าจะหยิ่งผยองเช่นนี้ กล้าไล่ข้าเชียวหรือ?” พูดจบ หวังมู่ก็ขมวดคิ้วอย่างเหี้ยมโหดเขากล้าเรียกชิงเยว่หวังว่าแม่สาวน้อย นั่นแสดงว่าสถานะของเขาจะต้องไม่ธรรมดา

        “เอาล่ะเหล่าซื่อ ไม่แน่ว่าเหลาอู่อาจจะอยู่ในช่วงสำคัญของการฝึกฝนหากเจ้าผลีผลามเปิดประตูเข้าไปละก็ เกรงว่าจะเป็นการรบกวนเขาเสียเปล่า”ชายหนุ่มชุดเทาเอ่ยขึ้น

        ดวงตาของหวังมู่เริ่มฉายแววบึ้งตึงและไม่ตอบอะไร

        “เอาล่ะพวกเราไปกันก่อนเถอะ” ชายหนุ่มชุดเทาพูดขึ้น แต่ยังไม่ทันพูดจบ ก็มีเสียง “กลึกกลึก” ดังขึ้น ประตูก็เปิดออก ร่างของฉินอวี่ก็ค่อยๆ เดินออกมา

        ร่างที่เต็มไปด้วยเลือดก่อนหน้านี้ได้หายไปจนหมดสิ้นแต่บาดแผลยังคงเต็มอยู่บนใบหน้า รอยแผลเป็นทั่วร่างยังปรากฏให้เห็นอยู่ใต้เสื้อผ้าในครั้งนี้ใช้พลังทั้งหมดในการหลอมรวมอสุนีสวรรค์ประจำกาย และใช้เวลาครึ่งปีเต็มในครึ่งปีนี้เขาต้องอดทนรับความเจ็บปวดที่คนทั่วไปไม่สามารถแบกรับได้ และขณะที่สกัดพลังอย่างยากลำบากมาถึงสองสามครั้งสุดท้ายหวังมู่ก็ผลักประตูเข้ามาอย่างกะทันหัน จนเกือบทำให้เขาต้องล้มเหลว

        การหลอมอสุนีสวรรค์ประจำกายในครั้งนี้เขาได้ใช้หินวิญญาณอสุนีที่พ่อของเขาให้ไว้ไปจนหมดหากครั้งนี้ต้องล้มเหลว เขาจะไปเอาหินวิญญาณอสุนีจำนวนมากขนาดนี้มาได้จากที่ไหนกัน? ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เพียงแต่สิ่งเหล่านี้ หากต้องล้มเหลวก็อาจต้องรับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น และสิ่งสำคัญที่สุดคือ หากต้องล้มเหลวแผนการทั้งหมดของเขาทั้งหมดก็จะต้องจบสิ้นและความมั่นใจในการเข้าร่วมการประลองของเจ็ดสิบสองอสูรธรณีของเขาก็จะลดลงอย่างมากและเมื่อไม่ได้เป็นเจ็ดสิบสองอสูรธรณีเขาก็จะหมดสิทธิ์ในการทดสอบสามสิบหกขุนพลสวรรค์...

        หากเกิดเรื่องเช่นนี้ไม่เพียงแต่ฉินอวี่จะไม่ได้วิชาลับทั้งเก้าแห่งจูเทียน แต่อาจต้องตายอย่างอนาถและสิ่งนี้เกิดขึ้นจากการผลักประตูเข้ามาของหวังมู่เช่นนั้นแล้วต่อให้ฉินอวี่ต้องตายเขาก็จะลากตัวหวังมู่ไปอยู่ในหลุมฝังพร้อมกับเขา!

        ในครั้งก่อนที่หวังมู่ผลักประตูเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตในตอนนั้น ฉินอวี่ก็ไม่ได้โกรธอะไร แต่กลับนึกไม่ถึงว่าหวังมู่คนนี้จะกล้าผลักประตูเข้ามาในช่วงเวลาที่สำคัญ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่โกรธมาก!

        ฉินอวี่เดินออกมาอย่างช้าๆและกวาดสายตามองพวกหวังมู่ทั้งสี่คน สุดท้ายก็จ้องไปยังหวังมู่ และพูดอย่างเย็นชา“หากมีครั้งหน้าอีก ข้าฆ่าเจ้าแน่นอน!”

        หวังมู่ยิ้มก่อนหน้านี้เขารู้สึกโกรธแทบแย่กับคำว่า “ไสหัวไป” ของฉินอวี่และไม่ได้ระบายออกไปไหน แต่ในตอนนี้ เมื่อได้ยินคำพูดของฉินอวี่หวังมู่จึงระเบิดขึ้นทันที จ้องมองฉินอวี่ด้วยสายตาที่ดุดันและพูดออกไป“เช่นนั้นข้าจะรอดูว่าเจ้าจะฆ่าข้าได้อย่างไร!ก็แค่ลูกนอกสมรสคนหนึ่งยังจะกล้าโอหัง ต่อให้ข้าฆ่าเจ้า ก็ไม่มีใครกล้ามาวุ่นวายกับข้ารวมถึงเจ้าเด็กน้อยของเจ้า! ตระกูลเหลยของตี้หวัง!”

        “พอเถอะเหล่าซื่อเจ้าก็พูดให้มันน้อยหน่อยเถอะ เหลาอู่ เหล่าซื่อไม่มีเจตนาอะไรหรอกเรื่องนี้ให้มันแล้วกันไปเถอะนะ” ชายหนุ่มชุดเทาเอ่ยปากเมื่อสังเกตเห็นการจ้องมองของฉินอวี่ ชายหนุ่มชุดเทาก็ก้าวออกมาข้างหน้าและพูดอย่างเฉยเมย “ข้าขอแนะนำตัว ข้าชื่อฉวีหย่งเซิงและเป็นคนที่พวกเขาเรียกว่าเหล่าต้า”

        ฉินอวี่เหลือบมองชายหนุ่มชุดเทาที่ชื่อฉวีหย่งเซิงดวงตาของเขาดูมีประกายที่แปลกไปเล็กน้อยรูปลักษณ์ของฉวีหย่งเซิงผู้นี้มีความคล้ายกันกับเหล่าเอ้อหยางซานอย่างยิ่งต่างมีดวงตาที่เว้าลึก แต่สิ่งที่ต่างไปจากหยางซานคือฉวีหย่งเซิงผู้นี้มีสีหน้าที่มืดมนกว่ามากราวกับว่าเท้าข้างหนึ่งของเขาได้ก้าวย่างลงไปในโลงศพแล้ว

        อีกทั้งระดับการฝึกฝนของเขาก็ยังเป็นระดับสูงสุดของขั้นกุมารทิพย์การเก็บตัวฝึกตนครั้งนี้ยังไม่ทำให้เข้าถึงขั้นเทพสวรรค์แต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องแปลกใจคือมโนจิตของตนเองไม่สามารถส่องดูฉวีหย่งเซิงได้เลย ราวกับว่าเขาได้รวมเป็นหนึ่งกับฟ้าดินสามารถทำเช่นนี้ได้แม้จะยังอยู่ขั้นกุมารทิพย์สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าฉวีหย่งเซิงผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย

        “หลี่โหย่วฉาย!”ฉินอวี่ประสานมือแสดงความเคารพ และพูดอย่างเฉยเมย

        “อีกไม่ถึงสิบวันจะเป็นการประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณีในช่วงเวลาเท่านี้เหล่าอัจฉริยะทั้งหมดในแดนต้าโหมวเทียนจะมารวมตัวกันที่เมืองเทียนโหมวชั้นนอก พวกเราลองไปดูพร้อมกันเถอะ” แม้ว่าใบหน้าของฉวีหย่งเซิงจะซีดเซียวและมักทำให้ผู้คนเศร้าหมองแต่คำพูดและรอยยิ้มในตอนนี้เป็นดังสายลมใบไม้ผลิที่สุขสบายเป็นพิเศษ

        “เหล่าต้าจะพาเขาไปด้วยทำไม? ตอนนี้ข้ากำลังสั่งสอนเขาเขาเป็นคนไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำคิดจะเข้าร่วมการประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี ตายในมือคนอื่นก็ไม่เท่ากับตายในมือข้า” หวังมู่จ้องฉินอวี่อย่างดุร้าย และพูดอย่างเย็นชาเขาเป็นคนตรงไปตรงมาแต่ชอบอาฆาตแค้น หลายปีมานี้ ยังไม่มีใครกล้าทำกับเขาเช่นนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฉินอวี่ที่เป็นแค่ลูกนอกสมรสหากไม่ใช่เพราะมีฉวีหย่งเซิงอยู่ที่นี่ หวังมู่คงฆ่าฉินอวี่ไปแล้ว

        ฉินอวี่ขยับตัวของเขาจากนั้นก็ปรากฏตัวตรงหน้าหวังมู่ทันทีมือขวาของเขาเต็มไปด้วยสายฟ้าตรงเข้าบีบคอหวังมู่ จากนั้นจึงยกลอยขึ้นในขณะที่หวังมู่พยายามดิ้นรนอย่างโกรธเคืองสายฟ้าสีขาวม่วงสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงมือซ้ายของฉินอวี่ ก่อนจะบีบบังคับเข้ามาปกคลุมหวังมู่

        หวังมู่ตกใจกลัวอย่างสุดขีดเมื่อเผชิญหน้ากับฉินอวี่ เผชิญหน้ากับสายฟ้าสีขาวม่วงสายนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนตนเองกลายเป็นเพียงน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทร ราวกับว่าพบกับพายุเพียงลูกเดียวที่ทำเขาต้องถูกสาปไปชั่วนิรันดร์ ด้วยสถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้หวังมู่จึงไม่กล้าเคลื่อนไหวจ้องตรงไปที่ฉินอวี่ และตกใจกลัวจนพูดไม่ออก

        เมื่อมองไปยังหวังมู่ด้วยสายตาเย็นชาฉินอวี่ก็พูดอย่างเยือกเย็น “ยังไม่ต้องพูดว่าเจ้าจะฆ่าข้าได้หรือไม่แม้เจ้าจะมีกำลังเช่นนั้น แม้ว่าเจ้าจะฆ่าข้า กองกำลังที่อยู่เบื้องหลังเจ้าก็จะถูกลบหายจากแดนต้าเทียนโหมวภายในคืนเดียวและถ้าข้าฆ่าเจ้าก็จะทำให้กองกำลังที่เจ้าภูมิใจนักหนาไม่กล้าแตะต้องตัวข้าแม้แต่น้อย”

        สิ่งนี้ทำให้หวังมู่แทบทำให้ตนเองต้องล้มเหลวตนเองฆ่าเขาไม่ได้ยังไม่เท่าไร แต่เขากลับคิดจะฆ่าตนเองด้วยสิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่เผยความอำมหิตออกมาหากไม่ใช่เพราะไม่ต้องการล่วงเกินผู้มีอำนาจจำนวนมากฉินอวี่ก็คงจะฆ่าหวังมู่ไปแล้ว

        ในขณะที่ฉินอวี่เรียกอสุนีสวรรค์หยางซาน ไป๋ฉี แม้แต่ฉวีหย่งเซิง ต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีแต่คำพูดของฉินอวี่ทำให้เกิดคลื่นพายุปั่นป่วนจิตใจของพวกเขา คำพูดเช่นนี้ไม่มีผู้ใดในแดนต้าโหมวเทียนที่กล้าพูดจาโอหังเช่นนี้เลยแต่ท่าทางที่จริงจังของฉินอวี่ ดูเหมือนจะไม่ได้เกินความจริงเลยซึ่งสิ่งนี้ทำให้ทั้งสามคนต่างตกอยู่ในความเงียบสนิท

        ฉวีหย่งเซิงมีสติกลับมาเป็นคนแรกเขาก้าวออกไปข้างหน้า มือข้างหนึ่งวางลงบนแขนข้างขวาของฉินอวี่ และพูดว่า “เหลาอู่จะทะเลาะก็ทะเลาะ อย่าลงไม้ลงมือเลย” พูดจบเขาก็มองไปทางสายฟ้าในมือข้างซ้ายของฉินอวี่ และรู้สึกสั่นสะท้านในใจทำให้หัวใจของเขาหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

        อสุนีสวรรค์!

        อสุนีสวรรค์จริงๆ!

คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน