เล่ม2
บทที่51ผู้มีวาสนา
เมืองหลวงแคว้นเว่ยเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุดในแคว้นความเจริญรุ่งเรืองแลอารยะธรรมต่างๆ ก็ดูโดดเด่นล้ำค่ากว่าเมืองใดในแคว้นจะเทียบเทียมได้ผู้คนในเมืองคับคั่งมากมาย แลล้วนดูจะเป็นผู้มั่งมีมิได้ยากไร้นักหากเทียบกับเมืองอื่นๆร้านรวงหลากชนิดทั้งใหญ่เล็กถูกจัดวางอย่างแออัด แต่ภายใต้ความแออัดก็มีระเบียบแผนที่ดูไม่วุ่นวายแลยัดเยียดจนเกินไป
มีเมืองที่คับคั่งแต่อีกฝั่งก็ยังถูกแบ่งเป็นเขตที่พักอาศัยเขตนี้ส่วนใหญ่เป็นที่ตั้งจวนของเหล่าขุนนางและเป็นที่ทำการของทางการภายใต้การปกครองแห่งราชวงศ์จำนวนประชากรในเมืองกึ่งหนึ่งจึงแทบเป็นคนของทางการเสียสิ้น
ที่แคว้นเว่ยถูกปกครองด้วยราชวงศ์เว่ยมีพระราชวังขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางของเมืองหลวง หากมองไปที่ตรงกลางเมืองไม่ว่าจะอยู่ที่ทิศเหนือออกตกใต้ทุกผู้ก็จะได้เห็นพระราชวังทองคำโอ่อ่าเป็นสง่าแลน่ายำเกรงตั้งตระหง่านอยู่ แม้ปฐพีแผ่นดินใหญ่นี้จะมีแสงแห่งเทวะวจนะแผ่ไพศาลปกคลุมทั่วทุกแห่งหนแต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่าแต่ละแห่งหนภายใต้แสงแห่งวจนะก็ยังมีเจ้าเมืองผู้ซึ่งถืออำนาจเหนือแคว้นปกครองอยู่
บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมืองเช่นนั้นแม้จะมีอาคันตุกะจากทั่วสารทิศมาเยือนจำนวนมาก ความวุ่นวายจึงยังไม่ปรากฏแม้เพียงนิดจริงอยู่ว่าทางการไม่ข้องเกี่ยวเรื่องราวทางยุทธภพ ชาวยุทธ์เองก็ไม่ต้องการที่จะดึงทางการมาเกี่ยวข้องเช่นเดียวกันฉะนั้นภายใต้หูตาของทางการที่มากมายถึงเพียงนี้ พวกมันจึงระมัดระวังตัวไม่สร้างความวุ่นวายจนเป็นเหตุให้ตนถูกเพ่งเล็ง
เหล่ายอดยุทธ์ลมปราณสามัญมากมายจึงดำเนินชีวิตอันเป็นปกติราวกับคนในเมืองบ้างก็ใช้เงินอย่างมือเติบเพื่อซื้อใจชาวเมือง และบางคนก็ทุ่มเงินเพื่อทำความรู้จักกับทางการอยู่เมืองผู้อื่นท่ามกลางฝูงสุนัขล่าเหยื่อมากมายเช่นนี้ ทำความรู้จักกับนายพรานผู้คุมพื้นที่ย่อมจะประเสริฐแลได้ข่าวสารมากกว่า
ผู้ที่พอมีเงินแลมีฐานะจึงจะทำเช่นนั้นได้แต่พื้นฐานของจอมยุทธ์พเนจรส่วนใหญ่แล้วมักเป็นชนชั้นล่างมิได้มีทรัพย์สินมากมายดั่งเหล่าจอมยุทธ์ที่มีตระกูลหนุนหลังอย่างเช่นเส้าเทียนผู้นี้ที่นอกจากมันจะไม่ทำความรู้จักกับผู้ใด มันก็เหมือนจะทำตัวหลบซ่อนอย่างถึงที่สุด
เส้าเทียนหลังจากฝากน้องสาวไว้กับบุรุษชราที่มันไว้ใจผู้หนึ่งมันก็ออกสืบข่าวหาร่องรอยของสองผู้มีพระคุณอย่างปู้ชิงเถาและฮุ่ยจวิน แต่ค่ายโจรภูเขาแห่งนั้นมอดไหม้จนไร้ชิ้นดีไปแล้วร่องรอยใดก็มิอาจตามหา เช่นนั้นจนถึงตอนนี้มันจึงมิทราบว่าทั้งสองเป็นตายร้ายดีประการใดอีกทั้งมันยังมีสิ่งสำคัญที่รออยู่ด้านหลังให้ต้องกระทำ มันจึงได้แต่จำใจต้องเลิกตามหาร่องรอยของสองผู้มีพระคุณและได้แต่ภาวนาให้ทั้งสองอยู่รอดปลอดภัย ซึ่งถ้าเป็นไปได้ มันก็หวังให้คนทั้งสองมาที่งานนัดชุมนุมเหล่าผู้กล้าของเจ็ดพรรคใหญ่เช่นเดียวกัน
เส้าเทียนมันมิได้รู้ว่าการนัดหมายของเจ็ดพรรคใหญ่นี้มีใจความสำคัญอะไรและการเดินทางไปยังแม่น้ำร้อยลี้มีจุดประสงค์ใด แต่ตามเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับปริศนาของแม่น้ำร้อยลี้มันก็พอจะคาดเดาได้ว่าต้องเกี่ยวกับสิ่งพิเศษอันเป็นปริศนาก็เป็นได้ ซึ่งหากเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงโอกาสที่จะทำให้มันได้เดินตามปณิธานที่ตั้งมั่นของตนก็นับว่าได้แง้มเปิดขึ้นแล้ว
ไม่รู้จะใช่หรือไม่แต่ถ้ามีโอกาสมันก็ต้องลองเสี่ยงดูซักหน
และเพราะเหตุนี้มันถึงได้เสี่ยงมายังเมืองหลวง!
เส้าเทียนสวมชุดคลุมปกปิดผ้าโพกใบหน้าหนึ่งชั้นและยังสวมงอบปิดครึ่งใบหน้าอีกที แม้จะดูแปลกตาจากชาวเมืองไปบ้างแต่ระหว่างนี้มีจอมยุทธ์สามัญท่าทางประหลาดหลายผู้ผ่านไปมา มันจึงดูเป็นเรื่องปกติและขาดผู้คนใส่ใจขึ้นมาทันทีเวลานัดหมายยังไม่ถึง แต่เมื่อคนมาถึงแล้วจึงอาศัยการทำตัวหลบซ่อนไม่สะดุดตา ระหว่างนี้ยังแอบออกไปตามร้านรวงค้าอาวุธเพื่อหาอาวุธคู่กายที่เหมาะมือเตรียมสำหรับเหตุการณ์ที่จวนตัว
เดินเลือกอาวุธอยู่ครู่เดียวมันก็ต้องพบกับค่าอาวุธที่แพงหูฉี่ลำพังเงินติดตัวค่าอาหารก็แทบไม่พอ เงินในมือก็แทบจะเป็นเงินติดตัวก้อนสุดท้ายมิอาจซื้อได้แม้แต่อาวุธชั้นต่ำในร้าน
เมื่อไร้ทรัพย์ในการดำรงชีพในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยการแข่งขันด้านมูลค่าที่สูงส่งมันจึงต้องมองหาช่องทางที่อยู่รอดอื่น เส้าเทียนมีอยู่ช่วงหนึ่งของชีวิตที่จำต้องอยู่เมืองหลวงแห่งนี้เช่นนั้นมันจึงรู้เรื่องแทบจะทุกซอกทุกมุมในเมืองหลวง ไม่เว้นแม้แต่บ่อนพนันใต้ดินผิดกฎหมายที่ดำเนินธุรกิจภายใต้เงามืดของเมืองหลวงแห่งนี้
เงินที่เหลือมีแต่ต้องทำให้งอกเงยจึงจะสามารถใช้จ่ายในสิ่งที่ต้องการได้
คิดดังนี้ชายหนุ่มก็ลอบมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ของเมืองหลวงที่แห่งนี้เป็นย่านชุมชนที่แออัด ประชาชนชั้นล่างทั้งหมดแทบจะถูกรวบรวมอยู่ในที่แห่งนี้เป็นที่ที่ทางการแทบไม่ให้ความสนใจเพราะมิอาจสร้างประโยชน์ได้เทียบเท่ากับย่านอื่นเช่นนั้นธุรกิจมืดต่างๆ จึงชุกชุมอยู่ในนี้ มิหนำซ้ำเจ้าหน้าที่ทางการบางกลุ่มก็แอบรับส่วยจากพวกมันจนทำให้กิจการดำเนินไปอย่างสะดวกแลมั่งคั่งจนหยั่งรากฝังลึกยากจัดการ
เส้าเทียนมาถึงเห็นอาคารหลังหนึ่งถูกสร้างขึ้นมาจากอิฐสี่เหลี่ยมที่ดูประณีตมองจากภายนอกคล้ายโรงเตี๊ยมโรงน้ำชาในย่านชุมชนก็ปาน แต่แท้จริงหาได้เป็นเช่นที่เห็นภายนอกไม่มันก็คือบ่อนขนาดใหญ่ในเมืองหลวงแห่งนี้นั่นเอง
เส้าเทียนจากการแต่งกายภายนอกดูไม่มีอันจะกินเท่าใดจึงขาดผู้สนใจจะเชื้อเชิญแตกต่างจากจอมยุทธ์กลุ่มหนึ่งที่มาดดูเหมือนเป็นจอมยุทธ์ผู้มีชาติตระกูลจากแคว้นอื่นจึงดูจะถูกต้อนรับเป็นอย่างดียิ่งซึ่งมันก็อาศัยจังหวะนี้เอง ทำทีเข้าไปเดินใกล้คนเหล่านั้นทำราวกับเป็นบริวารของจอมยุทธ์ผู้มั่งมีตอนนั้นมีผู้คนจอแจคับคั่ง การจับตาเฝ้าระวังจึงมีหลุดรอด เหล่าบุรุษฉกรรจ์ผู้เฝ้าประตูจึงมิฉุกใจอันใดปล่อยผ่านขบวนดังกล่าวซึ่งมีเส้าเทียนแฝงอยู่อย่างรวดเร็ว
ภายในอาคารที่ดูราวกับโรงน้ำชาแห่งนี้แรกเข้าไปเห็นกลับเป็นโถงขนาดใหญ่สำหรับดื่มชาจริงๆ มองไปที่ใดก็ล้วนแล้วแต่เป็นห่อชาทั้งสิ้นซึ่งชาเหล่านั้นมีมากมายหลายชนิด กลิ่นภายในอาคารจึงหอมฟุ้งไปด้วยตัวชาที่แตกต่าง ยิ่งไอกรุ่นของน้ำร้อนที่รินจากกาดินลงสู่ตัวชาสดใหม่กลิ่นหอมที่กำจายก็แทบทำให้ผู้คนได้หลงไหลเคลิบเคลิ้ม
แท้จริงที่แห่งนี้ก็นับเป็นโรงน้ำชาที่ยอดเยี่ยมก็ว่าได้
บุรุษชราที่กำลังยกหม้อดินเผาแล้วทำการชงชากลางห้องโถงกล่าวขึ้น
“มิทราบว่าคุณชายต้องการดื่มชาชนิดใด"
จอมยุทธ์มาดคุณชายผู้นั้นก็กล่าวตอบอย่างรวดเร็ว
“ย่อมเป็นชาที่ไร้ใบ"
คำตอบของมันคล้ายรู้กันชาไร้ใบย่อมหมายถึงว่ามิได้มาดื่มชา ยิ่งพอถุงเงินของมันวางลงตรงหน้าของบุรุษชรา บุรุษชราก็ผงกศีรษะแล้วกล่าวต่อ
“โต๊ะของท่านและบริวารล้วนอยู่ที่ด้านในแล้ว"
เส้าเทียนยังคงเนียนอยู่โชคดีที่บริวารเหล่านั้นมีบางผู้ที่สวมชุดคลุมเฉกเช่นเดียวกันกับมัน อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ผู้ใดก็เข้าออกได้จึงไม่มีใครได้พลอยระวังหรือสนใจกันเท่าใดนัก
เมื่อบุรุษชราอนุญาตคนของมันก็ได้นำทางจอมยุทธ์มาดคุณชายให้เข้าไปที่ด้านใน เดินไปจนสุดกำแพง เส้าเทียนค่อยพบว่าแท้จริงหลังกำแพงที่ดูเหมือนมิอาจไปต่อได้กลับเป็นประตูทางลับสู่ห้องใต้ดินที่อยู่เบื้องล่างมิน่าสถานที่ที่ได้รับการพูดคุยว่าเป็นบ่อนพนันที่มันรับรู้ จึงมิเคยถูกทางการตรวจพบเพราะหากแม้นมันเข้ามาโดยไม่มีประโยคข้อความลับ มันก็คงมิอาจค้นหาบ่อนพนันที่ว่าได้พบและถึงแม้จะมีการจ่ายส่วยไปบ้าง แต่เพราะความซ่อนเร้นนี้จึงยากที่จะเอาผิดใครได้กระจ่างแจ้ง
“เชิญคุณชายวันนี้ขอให้มือขึ้น"
จอมยุทธ์มาดคุณชายผู้นั้นก็ยกยิ้มแล้วก้าวเดินนำหน้าเหล่าบริเวณลงสู่ชั้นใต้ดินไป ห้องใต้ดินปรากฏเป็นโถงขนาดใหญ่หรูหราเต็มไปด้วยผู้คนที่ล้วนแล้วแต่แต่งตัวดูดีนั่งล้อมวงคับคั่ง เมื่อสบโอกาสเส้าเทียนก็ปลีกตัวจากกลุ่มคนดังกล่าวแฉลบไปทางวงพนันวงหนึ่งมันอาศัยมาเปลี่ยนแปลงโชคชะตาในที่แห่งนี้
พนันวงนี้เป็นการทายลูกเต๋าเสี่ยงทายแต้มง่ายต่อความเข้าใจ ผู้ที่มิเคยเล่นพนันมาก่อนอย่างมันก็สามารถที่จะทำเงินได้ มันจึงเลือกวงพนันวงนี้
ไปถึงมันก็พบว่าผู้ที่ทอยลูกเต๋าเป็นบุรุษชราที่มีนัยน์ตากึ่งหลับกึ่งตื่นทุกหนึ่งการสะบัดข้อมือของมันพริ้วแผ่วราวกับสายมหานที แต่กอปรไปด้วยความหนักแน่นเด่นชัดคล้ายเส้นคลื่นที่กระทบฝั่งเสียงของลูกเต๋าที่กระทบโบกไม้ดังทุ้มต่ำชวนสะกดจิตใจคนให้คล้อยตาม เพียงอากัปกิริยาแลความสามารถเหล่านี้ก็ทำให้คนดูออกได้ว่าบุรุษชราผู้นี้เป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง
เส้าเทียนมองบุรุษชราที่กึ่งหลับกึ่งตื่นแวบหนึ่งมองโบกไม้ในมือที่เคลื่อนไหวอย่างพริ้วแผ่วพร้อมกับเสียงของลูกเต๋าที่ดังทุ้ม มันคล้ายถูกมนต์สะกดให้จิตใจเลื่อนลอยเคลิบเคลิ้มมิอาจควบคุมคล้ายกำลังถูกเสียงของลูกเต๋าเชิญชวนให้ลงเงินพนันไปยังตำแหน่งแต้มที่สาม ห้า และหก
มือของเส้าเทียนแตะลงไปที่เงินอันน้อยนิดก้อนสุดท้ายภายในอกเสื้อแต่แล้วห้วงสมองของมันก็พลันขาวโพลนแลสว่างวาบ มันเหมือนหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมทำให้มือที่ถือเงินได้ชะงักไป
ซึ่งจังหวะที่มันได้ชะงักอยู่นั้นเหล่าคนมากมายที่ล้อมวงก็ต่างพากันนำตั๋วเงินจำนวนมากของตนวางลงบนแผ่นกระดาษแต้มสามห้า หกด้วยท่าทางที่มั่นอกมั่นใจ ซึ่งก็เป็นแต้มที่ต้องใจของเส้าเทียนเช่นเดียวกัน
“ทุกผู้เอามือขึ้น"
หลังจากวางเงินเสียงของบุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นก็ดังมา หมดเวลาที่จะวางเงินพนันแล้ว เช่นนั้นเส้าเทียนจึงมิทันที่จะได้วางเงินในรอบนี้
บุรุษชราวางมือลงบนโบกไม้ก่อนที่จะยกเปิดอย่างเชื่องช้าแผ่วเบา ปรากฏลูกเต๋าสามลูกพร้อมกับเสียงพ่นลมหายใจอย่างผิดหวังของทุกผู้แต้มบนลูกเต๋าที่ปรากฏคือ หนึ่ง สอง สี่
รอบต่อไปบุรุษชราก็ทำการทอยลูกเต๋าเช่นเคยและก็เป็นอีกครั้งที่จิตใต้สำนึกของเส้าเทียนและอาจจะรวมไปถึงคนอื่นๆ ได้ชักนำให้มันรู้สึกว่าต้องทายไปที่แต้มสอง สอง และห้า
ทุกผู้ต่างลงไปที่แต้มสองและห้าโดยไม่ลังเลแต่ก็เป็นอีกครั้งที่ห้วงสมองของเส้าเทียนได้ทำให้มันต้องชะงักค้างมิทันได้ลงเงิน
แล้วก็เป็นอีกเช่นเคยผลปรากฏว่าทุกผู้ที่ลงแต้มสองและห้าล้วนถูกยึดเงินไปทั้งสิ้น
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นรอบแล้วรอบเล่าทุกหนึ่งการสะบัดมือของบุรุษชรากึ่งหลับกึ่งตื่นจะคล้ายก่อเกิดพลังชักจูงจิตใจคนให้คล้อยตามเช่นนั้นในจิตใจทุกผู้จึงต่างรู้สึกว่าความคิดของตนจะถูกต้องเสมอ แม้ความเป็นจริงนั่นคือความผิดทุกครั้ง
เหตุการณ์นี้เวียนผ่านไปหลายรอบจนผู้ที่เล่นพนันรายรอบวงต่างหมดตัวไปแล้วหลายคน แต่จนถึงตอนนี้เงินอันน้อยนิดของเส้าเทียนก็ยังไม่เคยถูกวางลงซักครา
“พ่อหนุ่มเจ้าจะเล่นหรือไม่"
เสียงบุรุษชราที่ดูกึ่งหลับกึ่งตื่นกล่าวถามเส้าเทียน
เส้าเทียนก็คล้ายถูกกระตุ้นให้คืนสติมันรีบกล่าว
“เชิญท่านเขย่าลูกเต๋า"
บุรุษชราจึงแย้มยิ้มก่อนจะสะบัดข้อมือนำพาเสียงของลูกเต๋ากระทบกับโบกไม้อีกครั้งและก็เป็นอีกคราที่จิตใจของเส้าเทียนคล้ายกับกำลังถูกชักจูงให้ทายไปที่แต้มหนึ่ง สองและสาม
ครั้งนี้เส้าเทียนมิได้ชะงักค้างเหมือนทุกครั้งเงินในมือของมันถูกวางลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ที่แตกต่างคือเงินที่วางมิได้วางตามความรู้สึกมันได้วางในแต้มที่ขัดแย้งกับความรู้สึกตน!
เป็นครั้งแรกที่บุรุษชราซึ่งมีนัยน์ตากึ่งหลับกึ่งตื่นจะเบนสายตาจ้องมองไปยังคนที่ร่วมอยู่ในวงพนันแห่งนี้
“เจ้านี่ท่าทางจะโง่งม”
“ข้าฟังเสียงแล้วแน่นอนต้องออกแต้มหนึ่งสอง สาม”
“ใช่ ข้าก็ได้ยินว่าน่าจะเป็นหนึ่งสอง สาม"
“เฮอะ พวกมือใหม่สินะ"
เสียงของเหล่ามือพนันทั้งหลายต่างดังระงมเมื่อได้เห็นว่ามีคนที่คิดต่างจากพวกตนทว่าเพียงโบกไม้ได้ถูกเปิดขึ้น เสียงของทุกผู้ก็ต่างเงียบสนิท เพราะชายหนุ่มที่พวกมันดูถูกกลับเป็นผู้ที่ทายถูกเพียงผู้เดียว!
ครั้งแรกหลายผู้ยังมองว่านี่อาจเป็นเรื่องบังเอิญทว่าหลังจากที่บุรุษหนุ่มผู้นี้เริ่มจะกอบโกยเอาเงินจากบ่อนได้ในจำนวนมาก พวกมันก็ต่างปากอ้าตาค้างและเริ่มที่จะเสี่ยงทายตามมันไปทั้งหมด
เส้าเทียนรู้ตัวว่าหากอยู่ต่อไปรังแต่จะสร้างความวุ่นวายแลเป็นที่จับตาเงินที่สมควรจะประคองชีพและสรรหาอาวุธชั้นดีก็ได้มาแล้ว มันจึงเลือกที่จะหยุดมือไม่เล่นต่อเช่นเดียวกับบุรุษชราที่มีนัยน์ตากึ่งหลับกึ่งตื่นเองก็เช่นกัน มันได้เปลี่ยนคนมาแทนที่ก่อนจะลุกเดินออกไปอย่างไม่หันหลังกลับ
บุรุษชราที่มีนัยน์ตากึ่งหลับกึ่งตื่นมันออกมาจากบ่อนพนันภายใต้ห้องลับเดินด้วยท่าทีครุ่นคิดแล้วหยุดนั่งลงตรงหน้าของบุรุษชราที่กำลังชงชาให้ลูกค้าภายนอกอยู่บุรุษชราที่ชงชาผู้นั้นกล่าวขึ้นด้วยความแปลกใจคละเคล้ากับความสงสัย
“ยังมีคนที่สามารถทัดทานวาสนาแห่งพยัคฆ์ผู้ซึ่งมิเคยแพ้พ่ายเรื่องการครอบงำจิตและการเสี่ยงทายอย่างเจ้าอยู่หรือ"
บุรุษชราท่าทางกึ่งหลับกึ่งตื่นยกชาขึ้นดื่มแล้วกล่าวตอบ
“มิใช่เพียงทัดเทียมแต่มันสามารถเอาชนะข้าได้อย่างเด็ดขาด"
มือที่ชงชาของบุรุษชราผู้นั้นถึงกับชะงักค้าง
“จะมีคนเช่นนั้นได้อย่างไร"
บุรุษชรานัยน์ตากึ่งหลับกึ่งตื่นพริ้มตาลงคราหนึ่ง
“แน่นอนว่าคนทั่วไปย่อมไม่”
บุรุษชราที่ชงชาจ้องนัยน์ตามองมันเขม็ง
“เจ้าจะหมายความว่า"
นัยน์ตาที่เสมอมากึ่งหลับกึ่งตื่นราวกับคนที่เกียจคร้านได้ทอประกายอันเจิดจ้า
“มันผู้นี้มีวาสนาแห่งมังกร"
ตึก
กาน้ำดินเผาในมือของบุรุษชราที่ชงชาผู้นั้นถูกวางลงแล้วมันก็มิได้สนใจที่จะชงชาอีก