บทที่ หกสิบเก้า
แสงแดดสุดท้ายยามบ่ายคล้อยสีทองอ่อนทอดยาวลงบนพื้นหินขาวหน้าตำหนักฟู่ตงเกี้ยวสี่คนนำประดับพู่ทองไหมพรมละลานตากำลังรอคอยอย่างเงียบๆแผ่นไม้รองเท้าของนางกำนัลผู้เดินเข้าออกขานรับความเคลื่อนไหวเป็นจังหวะระรัว
หลิวชิงเซียงในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีเฉดสีแดงส้มประดับทองละเอียดจนแลดั่งแสงอัสดงแข่งกับท้องนภานางเดินออกมาจากในตำหนัก ผมยาวถูกรวบไว้ด้วยปิ่นหยกแกะลายคลื่นซ้อนเพิ่มความละมุนของรูปหน้าที่ซึ่งได้รับการประทินไม่ให้ดูจัดจ้านขัดกับอาภรณ์จนเกินงาม
อิงหลานและฟ่านหรูเดินเคียงอยู่ข้างเกี้ยวทั้งซ้ายขวาเส้นทางจากตำหนักฟู่ตงไปยังอุทยานหลวงไม่ได้ไกลนักทว่าการมาถึงของหลี่ผินแห่งเผ่าซาเฟิงในงานวันนี้กลับดูเด่นงามสะดุดตายิ่งนัก
ขบวนเคลื่อนเข้าสู่อุทยานหลวงที่ทอดตัวอยู่ริมน้ำพุ่มไม้ถูกตัดแต่งเป็นรูปมงคลหลากชนิด ทั้งหงส์ พยัคฆ์มีผ้าฝ้ายเงินและไหมพรมสีอ่อนพาดโยงขึงข้ามจากต้นไม้ต้นหนึ่งสู่อีกต้นพู่ดอกไม้สดนานาพันธุ์ร้อยอย่างประณีตร้อยห้อยไว้เป็นระยะ ส่งกลิ่นหอมจรุงล่องลอยแตะปลายจมูกไม่ฉุนแต่จับใจ
ผืนดินรอบอุทยานปูด้วยพรมลายเมฆหมอกอ่อนในอากาศมีเสียงบรรเลงพิณเจ็ดสายคลอแทรกกับเสียงขลุ่ยแผ่วประหนึ่งน้ำใสกระทบก้อนกรวดเสียงดนตรีราวกับพาเข้าสู่ห้วงฝันที่ไม่อยากตื่น
หลิวชิงเซียงก้าวลงจากเกี้ยวอย่างแช่มช้าชายกระโปรงทอดระย้าระพื้น ยามย่างก้าวดูประหนึ่งนภาเคลื่อนตัวก่อนสายตาจะทอดผ่านไปยังสตรีที่เบื้องหน้า ขนาดว่าสนมที่เข้ารวมได้ต้องมีขั้นเพียงผินและกุ้ยเหรินยังมากขนาดนี้ ต่างคนต่างแต่งกายงามระยับตาเครื่องประดับทองหยกปะปนมุกไข่มุกและทับทิมสีชมพู เห็นได้ชัดว่าในวันนี้ไม่ว่าสิ่งใดที่สามารถประดับได้ก็ล้วยถึงเวลานำออกมา
นางคิดในใจ‘เช่นนี้หาใช่งานเลี้ยงไม่คล้ายลานประลองอาภรณ์และยศศักดิ์เสียมากกว่า’
ขณะกำลังจะตัดสินใจเลือกที่ยืนท่ามกลางสายตาที่ทอดมองมาด้วยหลากหลายอารมณ์ ทั้งพินิจสงสัยและแฝงการประเมินหญิงสาวร่างบางผู้หนึ่งในชุดผ้าแพรสีชมพูอ่อนก็ปรากฏตรงหน้า "หลี่ผิน!"
หลิวชิงเซียงชะงักเล็กน้อยก่อนหันไปทำความเคารพด้วยท่าทีสงบนิ่ง"ถวายพระพรองค์หญิงเล่อเยว่เพคะ"
องค์หญิงเล่อเยว่แย้มยิ้มสดใสดั่งบุปผาต้องน้ำค้างดวงหน้าเปี่ยมชีวิตชีวาของพระธิดาของไท่ผินดูจะเรืองรองยิ่งกว่าอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางปักลายเมฆหกชั้นที่ทรงสวมเสียอีก
"ข้าพึ่งได้ข่าวมาว่าเจ้าบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมกระบี่เห็นว่าบาดแผลลึกไม่น้อย เป็นอย่างไรบ้าง?" น้ำเสียงขององค์หญิงแม้นสดใสแต่กลับแฝงความห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง
หลิวชิงเซียงประนมมือพลางก้มศีรษะเล็กน้อย"ขอบพระทัยในความใส่พระทัยขององค์หญิงเพคะเวลานี้บาดแผลสมานดีแล้ว หมอหลวงเผยกล่าวว่าสามารถกลับไปฝึกได้อีกครั้ง"
"ดีแล้วๆหมอหลวงเผยนั้นมีตำราเก่าและถ่ายทอดเคล็ดลับจากหมอเทพแห่งยุทธภพหลายคนบาดแผลลึกขนาดใดก็คงมิทิ้งรอยไว้นัก" นางรับคำก่อนจะยิ้มอ่อนแล้วกล่าวต่อ "ข้าว่าวันนี้หลี่ผินไม่เพียงงามขึ้นยังดูสง่างามกว่าเมื่อหลายวันก่อนเสียด้วย"
"องค์หญิงทรงชมเกินไปเพคะ" ทั้งสองสนทนาอยู่ไม่นานก็มีเสียงอึกทึกแว่วมาจากฝั่งประตูอุทยานหลิวชิงเซียงชะงักบทสนทนาหันไปตามเสียงพร้อมองค์หญิงเล่อเยว่ที่ทรงขมวดคิ้วเล็กน้อย
"เสด็จแม่คงเสด็จมาถึงแล้ว" นางเอ่ยพร้อมจับชายกระโปรงพลิ้วงามเคลื่อนกายไปยังทางเข้า"ตามข้ามาเถอะ ไปต้อนรับเสด็จแม่กัน"
หลิวชิงเซียงพยักหน้ารับโดยพลันก่อนจะเดินตามองค์หญิงเล่อเยว่ไป ด้านหน้าเป็นขบวนของไท่ผินที่มีข้าราชบริพารล้อมหน้าและหลังใบหน้าของไท่ผินประดับรอยยิ้มอ่อนโยน แต่แววตายังแฝงด้วยความเฉียบคม
นางหยุดอยู่ตรงหน้าหลิวชิงเซียงและองค์หญิงใหญ่"หลี่ผิน เจ้าไม่เป็นไรแล้วหรือ?" นางเอ่ยถามเสียงนุ่ม
แต่ยังไม่ทันที่หลิวชิงเซียงจะอ้าปากตอบองค์หญิงเล่อเยว่ก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงแจ่มใส “เสด็จแม่วางใจเถิดเพคะลูกพึ่งถามไปเมื่อครู่ หลี่ผินว่าไม่เป็นอะไรแล้ว หมอหลวงเผยก็ดูแลอย่างดีเพคะ!”
ไท่ผินเลิกคิ้วสูงก่อนจะปรามเบาๆ"แม่ถามหลี่ผิน เจ้าแย่งตอบทำไมกันแต่งงานแล้วก็มิได้ละทิ้งนิสัยแก่นแก้วทะเล้นเสียบ้าง"
องค์หญิงใหญ่หัวเราะเบาๆกับคำดุของพระมารดา หลิวชิงเซียงกลับต้องรีบยกมือประนมและค้อมศีรษะลงอีกครั้ง "ขอบพระทัยที่ไท่ผินทรงเป็นห่วงเพคะหม่อมฉันไม่เป็นอะไรแล้วเช่นดั่งที่องค์หญิงตรัส"
ไท่ผินพยักหน้าอย่างพึงใจก่อนจะทอดพระเนตรทอดไปยังมุมหนึ่งของงาน "แล้ว..เฉียนอ๋อง..มาถึงแล้วหรือยัง?" เพียงแค่ได้ยินชื่อบุรุษนั้น ร่างของหลิวชิงเซียงพลันแข็งไปเสี้ยวขณะมือเรียวที่จับชายอาภรณ์ไว้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ยังเพคะ” องค์หญิงเล่อเยว่หันซ้ายขวาก่อนจะตอบ“หม่อมฉันก็ยังไม่เห็น”
ไท่ผินพยักหน้ารับช้าๆ“เห็นว่าเมื่อสองวันก่อนเพิ่งเดินทางกลับถึงเมืองหลวงคงจะยังจัดการเรื่องในจวนไม่เรียบร้อย อาจมาช้าหน่อยแต่เช่นไรภายในงานวันนี้น่าจะมาถึง ถ้าไม่ก็อีกวันสองวันคงเข้าวัง”
หลิวชิงเซียงยืนนิ่งรับฟังไม่มีคำใดหลุดจากริมฝีปากอิ่มนั้นทว่าในใจกลับดังก้องด้วยถ้อยคำที่แม้ไม่เอื้อนออกมาสักคำ ‘ข้าจะต้องพบเขาให้ได้’ เพราะนางยังไม่รู้ข่าวคราวของหลี่เสวี่ยเลยนับแต่วันนั้นออกไปก็ไม่ได้ ส่งข่าวก็ไม่มีเส้นสาย หากพบเฉียนอ๋องไม่แน่เขาจะนำเส้นทางนั้นมาให้แม้จะเสี่ยงเท่าใดนางก็จะต้องไขว่คว้ามา
หลังจากกลุ่มบุคคลชั้นสูงต่างทยอยเข้ามาถึงบริเวณอุทยานหลวงจนทั่วงานเลี้ยงยามเย็นจึงเริ่มเคลื่อนไปสู่ช่วงสำคัญ การจัดเลี้ยงที่แท้จริง ณลานหินขนาดใหญ่ซึ่งด้านหลังทอดยาวไปจนสุดขอบสระบัวหลวงอันกว้างขวางแสงของโคมกระดาษสีอำพันแขวนประดับจากคานไม้ไผ่ที่ขึงเป็นโครงเหนือศีรษะตลอดแนวที่นั่งผืนผ้าไหมโปร่งสีควันเทาถูกโยงจากซุ้มหนึ่งไปยังอีกซุ้มหนึ่งรังสรรค์ภาพราวกับสวนสวรรค์บนพื้นมนุษย์
แม้เขตพักภายในงานจะถูกแบ่งแยกสำหรับบุรุษสตรีในยามแรกแต่เมื่อถึงช่วงงานเลี้ยง อาณาบริเวณกลับไร้ม่านหรือฉากกั้นมีเพียงการจัดตำแหน่งที่นั่งตามลำดับศักดิ์ ยิ่งนั่งใกล้เบื้องบนมากเท่าไรยิ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจและความโปรดปราน
หลิวชิงเซียงบัดนี้นั่งลงตรงที่ของตนอย่างสงบนิ่งนางอยู่ในแถวสนมขั้นผินซึ่งจัดอยู่ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ห่างจากโต๊ะที่ประทับของฮ่องเต้พอสมควร
ขณะกำลังยกแก้วชาดอกหอมหมื่นลี้จิบเบาๆสายตาของหลิวชิงเซียงก็พลันเหลือบไปเห็นเงาของขบวนผู้มาใหม่ที่กำลังผ่านพุ่มโบตั๋นใหญ่ฝั่งประตูด้านตะวันตกเฉียนอ๋อง..บุรุษในอาภรณ์คลุมตัวยาวสีหมึกเข้มลวดลายปักกิเลนคู่เรืองแสงในเงาโคม ย่างก้าวมั่นคงและเปี่ยมบารมีตรงเข้าสู่ที่นั่งประจำตำแหน่งตัวเอง
ในแวบหนึ่งสายตาของหลิวชิงเซียงจับจ้องอยู่ที่บุรุษข้างกายเฉียนอ๋องทันทีคุณชายหานผู้ติดตามสนิทยังคงอยู่ไม่ห่างทว่าอีกผู้หนึ่งซึ่งเดินอยู่ถัดหลังลงมาเล็กน้อยนั้นกลับทำให้หัวใจของนางสะท้านวาบไปในทันที หญิงรับใช้ในอาภรณ์เรียบง่ายสีเหลืองอ่อนผูกผ้าคาดเอวสีไข่ไก่และเกล้าผมต่ำตามแบบหญิงรับใช้ในตำหนักนางเดินด้วยกิริยาสงบนิ่งเงียบงัน..หลี่เสวี่ย
เพียงแวบตาเดียวหลิวชิงเซียงก็จำได้สหายผู้เปรียบดั่งพี่น้องที่เคยอยู่เคียงข้างกันท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุบัดนี้เดินตามบุรุษในฐานะบ่าวรับใช้ติดตามราวเงา
แม้ใบหน้าของหลี่เสวี่ยจะก้มต่ำมิแลไปทางใดทว่าในแววตาของหลิวชิงเซียงกลับเต็มไปด้วยอารมณ์มากมายผสมปนเป ทั้งห่วงหาและสับสนที่นางตามเฉียนอ๋องมาจะมีเหตุผลอะไรอีกนอกจากอยากจะมาพบนางเช่นกัน
หลี่เสวี่ยเดินตามเฉียนอ๋องไปหยุดยืนด้านหลังโต๊ะที่พักของเขาโดยยืนอยู่ห่างๆหยุดนิ่งไม่ไหวติง นางห่างไปเพียงชั่วฟากระยะแต่อยู่ในสถานะที่มิอาจเอื้อม
หลิวชิงเซียงสูดลมหายใจลึกข่มความคิดที่กระเจิงก่อนจะหันหน้ากลับไปพินิจโต๊ะรอบข้างบัดนี้สติกลับคืนจึงแลเห็นภาพรวมของงานได้ชัดเจน บนสุดกึ่งกลางคือโต๊ะยาวประดับทองแกะลายมังกรที่องค์ฮ่องเต้นั่งประทับอยู่โม่เหวินหานในอาภรณ์มังกรทอง ทรงนั่งหลังตรงทอดสายตามองตรงอย่างสงบนิ่ง
ทางฝั่งซ้ายของฮ่องเต้เป็นที่ประทับของฮองไทเฮาทรงแวดล้อมด้วยนางกำนัลวัยกลางคนคอยปรนนิบัติอย่างขะมักเขม้น
ฝั่งขวาถัดลงมาคือบรรดาคณะทูตจากต่างแคว้นใกล้ที่สุดคือโต๊ะของกงไหน่ซือ องค์ชายแห่งแคว้นเฉาหนานบุรุษผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่สง่างาม ผิวขาวแลสุขุม ลักษณะงามดั่งจิตรกรรมโบราณเส้นผมดำขลับถูกรวบมวยไว้ด้วยปิ่นทองสามแฉกดวงตาคมกริบลึกล้ำที่ทอดมองฮ่องเต้จินหยางในเวลานี้ด้วยความเคารพยำเกรง
ถัดจากนั้นย่อมเป็นกงเจาอวี่องค์หญิงสามแห่งแคว้นเฉาหนาน ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นหนึ่งในหญิงงามที่สุดแห่งแผ่นดินนางอยู่ในชุดประจำแคว้นสีขาวบริสุทธิ์เสื้อคลุมบางเบารัดช่วงเอวแน่นทำให้รูปร่างดูน่าทะนุถนอมผ้าแพรพลิ้วนั้นปักลายหงส์โบยบินกลางหิมะ ริมฝีปากจิ้มลิ้ม สีหน้าสงบเยือกเย็นดั่งกระจกใส ไร้ซึ่งมลทินของความทะยานอย่างที่พบเห็นในวังหลังแม้แต่จี้ผินที่เคยครองตำแหน่งหญิงงามไร้ผู้เทียบในรั้ววังก็ยังต้องถอยหนึ่งก้าวยามพบองค์หญิงสามเห็นด้วยตาวันนี้จึงเป็นเหตุให้หลิวชิงเซียงมั่นใจยิ่งว่าความร่ำลือนั้นหาใช่เกินจริง
นางกำลังจมอยู่กับภาพเบื้องหน้าสายตาก็พลันเหลือบเห็นว่าฮ่องเต้หันพระพักตร์ไปทางโต๊ะของคณะทูตนานสองนานแล้วจึงหันกลับมาพูดกับอ๋องศักดินาทั้งสองที่อยู่ไม่ไกลนักดูจากกิริยาท่าทีแล้วแม้จะไม่อาจได้ยิน แต่ก็คงเป็นเรื่องจริงจัง
นางนั่งอย่างนิ่งเงียบไม่หันไปอีกรู้ดีว่าในขณะนี้ มิอาจทำสิ่งใดได้แม้แต่จะขยับตัวให้คนข้างๆ เอ่ยวาจาด้วยก็มิกล้ารอบตัวล้วนเป็นสตรีที่มีใจแค้นเคืองนางทั้งสิ้น ไม่ต้องเอ่ยถึงจี้ผิน หนิงผินที่ถูกถอนการแสดงเพราะนางย่อมต้องถือโทษโกรธเคือง แม้แต่สนมขั้นผินคนอื่นๆก็คงไม่อยากสนทนากับนางหากนางคิดจะเข้าไปร่วมวงสนทนาก็คงไม่ต่างจากการยื่นหน้าเข้าเตาไฟ
ขณะที่กำลังละเลียดน้ำชาอย่างเงียบเชียบนางกำนัลในชุดสีฟ้าอ่อนผู้หนึ่งก็ย่องเข้ามากระซิบที่ข้างหู “หลี่ผินฮ่องเต้มีรับสั่งให้ไปปรนนิบัติเพคะ” คำกล่าวนั้นทำให้หลิวชิงเซียงเผลอกะพริบตาถี่หลายครั้งนางเผลอถามกลับอย่างลืมตัว “เรียกข้าไปหรือ?” นางกำนัลก็พยักหน้าน้อมตัวยืนยันก่อนจะเดินนำไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อมาถึงบริเวณใกล้พื้นที่โต๊ะของฮ่องเต้นางกำนัลที่ยืนประจำอยู่ก่อนแล้วก็ขยับหลีกออก ผายมือให้นาง“หลี่ผิน เชิญเพคะ”
นางกล่าวพลางโค้งกายให้หลิวชิงเซียงก้าวขึ้นแทนที่สตรีจากเผ่าทะเลทรายจึงก้าวย่างเบาๆ อย่างสงบไม่เร่งเร้าหัวใจเต้นแผ่วแต่หนักอย่างประหลาด ถ้านี่คือหน้าที่จริง นางต้องรินน้ำจันทร์ส่งอาหาร ยืนอยู่จนเลี้ยงจบ แต่หากเขาเรียกนางมาเพียงเพราะนึกอยากแกล้งเฉยๆไม่ยอมให้นางได้นั่งสบายๆ นางจะโทษอะไรได้ ทำได้แต่ยืนอยู่ข้างหลังอย่างสงบ
แต่แล้วเพียงครู่เดียวสิ่งที่นางได้ยินจากเบื้องหน้า กลับทำให้นางลืมคำว่าความเคือง “..แม้แต่แคว้นใหญ่รวมแผ่นดินได้ก็เพราะแม่ทัพแกร่งฮ่องเต้เก่งกาจ จินหยางก็นับว่าแข็งแกร่งมาตลอด” เสียงของกงไหน่ซือดังชัดเจน
ฮ่องเต้เพียงเอ่ยกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ"เพราะมีผู้สนับสนุนที่ดีเท่านั้น"
แล้วเสียงอีกบุรุษหนึ่งดังขึ้น“ช่วงนี้ได้ยินว่าทางจินหยางพบสายแร่ใหม่หากคุณภาพดี และหากต้องการขนส่งทางเรือเพื่อขายออกแคว้นแดนไกลอื่นๆ แคว้นเฉาหนานของพวกเรายินดีเป็นพันธมิตร”
ผู้พูดย่อมเป็นคนในคณะทูตให้เดาน่าจะคืออู๋เจิ้นหรง ทูตผู้ใหญ่จากแคว้นเฉาหนานที่ชำนาญด้านการค้าเสียงของเขาเต็มไปด้วยน้ำหนักแฝงความหมาย
หลิวชิงเซียงตั้งใจฟังแทบไม่กะพริบตาถึงนางจะอยู่ในฐานะสนมหากแต่ไม่มีใครระแวงว่าสตรีในตำแหน่งผินจะซ่อนหูแหลมไว้ได้ขนาดนี้มีโอกาสฟังไว้หน่อยจะเสียหายอะไร
จากนั้นบุรุษเบื้องหน้านางก็หันไปหาเฉียนอ๋องก่อนจะตรัสเรียบ“เรื่องนี้คงต้องหารือกับเฉียนอ๋องก่อน”
เฉียนอ๋องค้อมศีรษะ“กระหม่อมจะเร่งมือพ่ะย่ะค่ะ”
หลิวชิงเซียงสบโอกาสก้าวขึ้นไปรินน้ำจันทร์ให้องค์เหนือหัวด้วยท่วงท่านอบน้อมทุกการเคลื่อนไหวยังสงบ นางไม่ได้หันไปทางเฉียนอ๋องเลยสักคราแม้หัวใจจะกระตุกวูบอยากรู้ว่าสีหน้าของเขาขณะกล่าวนั้นเป็นเช่นไร
เพียงเขาเห็นนางบ้างก็พอ..เพียงเท่านี้บางทีเขาอาจนึกหาวิธีให้นางได้พบกับหลี่เสวี่ยได้ แต่ยังไม่ทันจะวางกาลงเสียงหนึ่งที่แผ่วแต่ชัดเจนดังขึ้น “เจ้ารินมากไปแล้ว”
นางสะดุ้งเล็กน้อยรีบยกกาน้ำจันทร์ขึ้นด้วยมาดเรียบร้อย แต่ยังไม่ทันถอยเสียงนั้นก็กระซิบเบาอีกประโยค“เราอยู่หน้าเจ้ายังใจลอยไปไหนอีกหรือ หืม?”
หลิวชิงเซียงมิกล่าวตอบเพราะนางเป็นสตรีในวังรู้จังหวะไหนไม่ควรโต้กลับแล้ว จึงเพียงถอยกายออกหนึ่งก้าวมือซ่อนสายตาไว้แนบแน่น โม่เหวินหานปรายตามอง พลางกระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปสนทนาต่อกับทูตทั้งสอง
ไม่มีผู้ใดจับความผิดปกติได้เลยยกเว้นสายตาสองคู่ หนึ่ง..ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังเฉียนอ๋องหญิงในอาภรณ์สีเหลืองผู้ที่มักจะก้มหน้าอยู่ทั้งคืนยังต้องแอบมองสหสยและอีกหนึ่งจากฝั่งขวาของทูตเฉาหนาน..