เวลาสี่ทุ่มเศษของวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 4จันทร์กลมโตลอยเด่นกลางฟ้ากระจ่างไร้เมฆหมอกแสงจันทร์สาดไปทั่วบริเวณลานจอดรถของวัดปรางค์ ตำบลปัว อำเภอปัวเสียงจิ้งหรีดต่างแข่งกันร้องประสาน ต้นไม้ยืนนิ่งสงบไร้วี่แววสายลม
รถกระบะคันหนึ่งจอดดับเครื่องปิดไฟหน้ารถเปิดประตูทุกบานคนขับรถนั่งประจำตำแหน่ง ขณะที่ชายอีก 4 คนยืนข้างรถอาศัยเงามืดใต้ไม้ใหญ่แฝงตัวแสงแดงวาบจากปลายบุหรี่ กลุ่มควันสีเทาลอยปกคลุมคล้ายหมอกหนายามฤดูหนาวทุกคนก้าวเดินวนดูร้อนรน หนึ่งในนั้นยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูซ้ำๆเหมือนกำลังรอใครอยู่ ทุกคนขมวดคิ้ว ความเคร่งเครียดปกคลุมโดยรอบ
ทันใดนั้นรถกระบะอีกคันพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วแสงไฟหน้ารถสาดใส่ ทุกคนเอามือป้องหน้าผากหรี่ตาเพ่งมอง
ร่างหญิงสาวคนหนึ่งลงจากรถพร้อมชายอีกสี่คน ทุกคนนุ่งกางเกงสีกากี มีเสื้อยืดคอกลมขาวสวมทับด้วยแจ็คเก็ตสีดำ อกขวามีตราโล่ด้านหลังปักข้อความ ‘ปราบปรามยาเสพติด’หญิงสาวคนเดียวนั้น สูง 170 ซม.งามระหงดูสง่า
ชายทั้งสี่ใต้เงาไม้มีท่าทีตื่นตระหนกมือขวาแตะปืนที่เอว
“หยุดอย่าขยับ นี่คือเ้าหน้าที่ตำรวจ” เสียงะโสั่งดังเข้ม ขัดกับน้ำเสียงใสอ่อนหวาน เ้าของเสียงคือร้อยตำรวจโทหญิงอิงริศา วิลาวรรณ หรือ ‘อิงอิ้ง’
“ให้ความร่วมมือในการตรวจค้นด้วย”พูดพลางยกปืนพกขนาด .38 กระชับด้วยสองมือยืนเล็งไปที่ผู้ต้องสงสัย4 คนด้านหลังผู้หมวดสาวมีเ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวนอีก 4 นาย ยังไม่ทันขาดคำ ปังปังปัง!!เสียงปืนดังขึ้นเป็ชุดคนร้ายตัดสินใจเปิดฉากลั่นไกเมื่อเห็นว่าเป็เ้าหน้าที่ตำรวจ
ประกายไฟที่ปลายกระบอกยังไม่ทันจางะุอีกชุดตามมาติดๆ ปังปังปัง !! พวกมันย่ามใจที่ได้ยินเสียงเป็ตำรวจหญิงผู้หมวดสาวก้มหลบเข้าข้างประตูรถที่เปิดคาไว้ ที่เหลือต่างหาที่กำบังโชคดีที่ไม่โดนใคร
อารมณ์ขัดใจจึงพึมพำออกมาเบาๆ“พูดกันดีดี ไม่ชอบ...อยากมีเื่...จัดให้” ขาดคำยิงสวนทันที ปังปังปัง!!เหล่าคนร้ายอีกคนง้างไกยิงสู้ ปังปังปัง!! ะุวิ่งตรงเข้าใส่หมวดอิงอิ้งประกายไฟะุแดงวาบ แววตาเธอเบิกโพลงใวูบ
ฉับพลัน..เกิดแสงสว่างวาบดูเย็นตาเป็วงกลมใหญ่ราวกับบอลลูนั์ขวางระหว่างตำรวจและกลุ่มเหล่าร้ายห่าะุที่พุ่งใส่ ปะทะกลับลำแสงประหลาดวิถีะุเบี่ยงเสียดสีอากาศดัง ฟี๊วฟิ๊วฟิ๊ว!! ไปโดนต้นไม้เสียงดัง ทึบๆๆๆๆ!!
เหล่าร้ายเมื่อเห็นแสงสว่างที่ปรากฏตรงหน้าจึงฉวยโอกาสหลบหนีขึ้นรถกระบะขับไปด้านหน้าวัด เ้าหน้าที่ตำรวจต่างใ ยกมือบังแสงสว่างทุกคนเห็นร่างของชายหนุ่มสองคน คนหนึ่งมีลูกธนูปักลึกที่ชายโครงซ้ายมีเืไหลนองทั่วกาย หมดสติหายใจรวยริน ชายผู้นั้นผมยาวเกล้ามวยรัดด้วยผ้าเคียนหัวผืนยาวไว้สวมผ้าฝ้ายทอมือเนื้อหยาบสีเืหมูเข้มนุ่งกางเกงสีหม่นยาวเหนือข้อเท้า มีสายหนังผูกฝักดาบพาดข้ามบ่าซ้ายบริเวณเอวรัดด้วยผ้าดำ เกราะไม้ไผ่ฉีกขาดหลุดรุ่นจากอก หน้าตาเข้มแบบชาวบ้านจากการแต่งกายดูเป็นักรบโบราณ
ชายอีกคนมีเืจากแผลที่ถูกคมดาบฟันบนไหล่ซ้ายกำลังประคองชายาเ็หนุนตักตนตาฉายแววกังวล มือสั่นเทา
ขณะชุลมุนมีเสียงจากหนุ่มผู้มาใหม่“ไอ้คำ...ไอ้คำ เป็จะใดพ่อง” พลันเหลือบเห็นเ้าหน้าที่ตำรวจ แต่งกายไม่คุ้นตาจึงขมวดคิ้วสีหน้างุนงง
ในนาทีวิกฤติจึงะโร้อง เสียงลนลานดังลั่น “ตะหานรักษาข้าเจ็บนัก....ช่วยเปิ้นโตยเต๊อะไผอยู่ที่นั่น ช่วยไอ้คำโตย.....ข้าคือขุนฟอง.เป็บุตรพญาภูคา”พูดจบมองเ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสายตาวิงวอน
เ้าหน้าตำรวจกลับงุนงงที่เห็นภาพการปรากฏตัวของทั้งสองชายผู้เรียกตนว่าขุนฟองมีใบหน้าคมเข้ม คิ้วหนางาม จมูกโด่งเป็สัน ปากรูปกระจับเป็ชายหนุ่มหน้าตาดี ผมเกล้ามวยครอบด้วยหลุกทองคำครอบมวยฝังพลอยสีฟ้าปักปิ่นทองคำ สวมเสื้อผ้าฝ้ายทอมือแบบไทลื้อสีนวล เนื้อผ้าละเอียดประณีตสำหรับชนชั้นสูงนุ่งผ้าเนื้อเดียวกันยาวเหนือข้อเท้าสีเข้มจนเกือบดำ มีผ้ารัดเอวเป็ผ้าลายทอมือสวมรองเท้าสาน ทั้งเสื้อและผ้านุ่งดูกระชับ เหมาะกับการเดินทาง ร่างกายกำยำสูงราว 185ซม สง่างามดูเป็คนสูงศักดิ์
หมวดอิงอิ้งขมวดคิ้วจ้องทั้งสองพลาง มองไปที่รถคนร้ายที่เพิ่งขับออกไปพลาง ถอนหายใจออกมารู้สึกไม่พอใจ สบถออกมากับตนเอง
“โถ่เอ้ย...คนร้ายหนีไปได้”ดึงวิทยุประจำตัวขึ้นกดปุ่มพูด ”ทีมพยัคฆ์คำราม ขอกำลังเสริม..เปลี่ยนคนร้ายขับรถหนีออกจากวัดปรางค์ ไปทางถนนใหญ่ เป็รถกระบะสีดำ.ไม่มีเลขทะเบียน..เปลี่ยน..ขอกำลังเสริมเพื่อดักจับคนร้าย”ขณะพูดสายตาเหลือบเห็นขุนฟองร้องขอความช่วยเหลือ จึงพูดเสริม“ขอหน่วยกู้ชีพด่วนมีผู้ได้รับาเ็ 2 รายไม่ทราบฝ่าย....เปลี่ยน”
หมวดอิงอิ้งรุดเข้าไปดูขุนฟองและไอ้คำ ตาคู่งามแสดงความประหลาดใจ เห็นไอ้คำเืนองใช้มือแตะข้อมือพบชีพจรแต่หยุดหายใจ จึงรีบเอาฝ่ามือประกบวางลงกลางอกคนเจ็บ
ขุนฟองผลุนผลันเข้าขวางสายตาฉายความระแวง“แม่นางจักยะจะใด” หมวดอิงอิ้งขมวดคิ้ว รู้สึกไม่สบอารมณ์โพล่งปากไปว่า “ชั้นจะทำ CPRเขาไม่หายใจ....คงเสียเืมากถอยไป”
ขุนฟองได้ยินคำที่ไม่คุ้นหู จึงขมวดคิ้วโพล่งออกมาว่า “สิผีอ้าว.... เป็ผีอะหยัง....เฮาบ่เข้าใจ” หมวดอิงอิ้งรีบดันขุนฟองให้ห่างออกไปลงมือช่วยชีวิตคนป่วยอย่างเร่งด่วนเธอรู้สึกกดดันรนจนมือสั่นพยายามคุมสติในภาวะวิกฤต กดมือทั้งสองสุดแรงนับหนึ่งถึงสิบวนต่อเนื่องอยู่ 10 ครั้งแข่งกับเวลา
ขณะหมวดสาวทำCPR ขุนฟองนั่งอยู่ข้างๆขบกรามจนเป็สันนูน จ้องการกระทำของหมวดสาว ใบหน้าเปี่ยมด้วยความหวัง หัวใจเต้นแรงหมวดอิงอิ้งยังคงกดมือขึ้นลงตามจังหวะเมื่อไม่เห็นคนไข้ตอบสนองจึงใช้กำปั้นทุบที่หน้าอกไอ้คำอย่างแรงอีกหลายครั้ง“หายใจสิ หายใจ กลับมา ๆ” จบคำไอ้คำเริ่มกลับมาหายใจ หมวดสาวถอนหายใจโล่งอกผละออกจากร่างคนเจ็บ นั่งหมดแรงกองกับพื้น ใช้มือปาดเหงื่อขุนฟองมองเธอสายตาเปี่ยมด้วยคำถาม
เพียงไม่กี่วินาทีเสียงไซเรนดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงบยามค่ำคืนรถพยาบาลฉุกเฉินแล่นเข้ามาอย่างรวดเร็ว แสงไฟส่องวาบตามจังหวะการหมุนของหัวสัญญาณขุนฟองสะดุ้งสุดตัวผลุนผลันลุกขึ้นยืน มือกำด้ามดาบแน่นตามสัญชาตญาณใช้มืออีกข้างป้องตาจากแสงสว่างของรถที่สาดเข้ามา
บุรุษพยาบาลสองคนสวมชุดขาวลงจากรถพร้อมเปลสนามเขาชักดาบในท่าพร้อม ทั้งสองมีสีหน้าใชะงักด้วยความงุนงง“พวกเ้าซิเป็ไผ....จักเข้ามาทำร้ายเฮาฤา”
“พวกผมจะพาคนไข้ส่งโรงพยาบาลเราได้รับแจ้งจากตำรวจครับ ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งฟันเรา”ทีมกู้ชีพหันไปทางเ้าหน้าที่ตำรวจ “ใครเป็คนเรียกรถพยาบาลครับที่ถือดาบ...เมายาบ้ารึเปล่าครับ ขอกำลังตำรวจกันออกเราจะได้ย้ายคนเจ็บขึ้นรถฉุกเฉินครับ....ที่แจ้งมาบอกว่าคนไข้เสียเืหมดสติ”
ผู้หมวดอิงอิ้งพยักหน้ารับพร้อมยกมือขึ้น “ดิฉันเองค่ะ....เราก็ไม่ทราบรายละเอียดอะไรเลยอยู่ดีๆก็มีแสงสว่างวูบขึ้นมาเห็นคนเจ็บนอนอยู่เืท่วม...หยุดหายใจดิฉันจึงทำ CPRส่วนอีกคนดูมีพฤติกรรมแปลกๆงงๆเดี๋ยวจัดการให้ค่ะ”พูดจบสั่งการด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด“หมู่แจ็คหมู่ดลกันพ่อคนถือดาบออกไป.ก่อนแล้วจับกุมโดยละม่อม....ห้ามยิงเด็ดขาดค่ะ”