บทที่46ความเป็นตาย
สถานที่เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตาที่ไม่มีแก่นฐานแห่งพลังชีวิตให้สัมผัสถึงบัดนี้กำลังมีหนึ่งดวงวิญญาณที่ดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อจะหลุดพ้นจากแดนปรโลกแห่งนี้ มันพุ่งทะยานร่างอย่างสุดกำลังเป้าหมายคือเดินทางไปให้ถึงขุนเขาเบื้องหน้าอันไกลโพ้น สถานที่ที่เปรียบดั่งแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของมันในตอนนี้
ฟิ้ววว ตูมมมม พลังรุนแรงสายหนึ่งพุ่งแสกหน้าของวิญญาณตนนั้นไปเป็นเหตุให้มันต้องหยุดชะงักฝีเท้า พร้อมทั้งตั้งกระบี่โปร่งแสงในมือขวางไว้ในระดับหน้าอกเจ้าวิญญาณดื้อรั้นผู้นี้หากมิใช่เฟยหลงแล้วจะเป็นใครไปได้ เฟยหลงสาดสายตาอันคมกล้าไปยังจุดกำเนิดของพลังที่จู่โจมตนมันพบว่าต้นเหตุของพลังสายนี้มาจากเงาร่างสีดำทมิฬคล้ายหมอกมายานั่นเอง
เงาร่างสีดำทมิฬคล้ายหมอกมายาเหล่านี้หากเรียกให้ถูกก็คือ ยมทูตผู้ควบคุมดวงวิญญาณในปรโลก เมื่อมีดวงวิญญาณบังเกิดขึ้นในแดนปรโลกแห่งนี้มันก็จะคอยควบคุมให้เหล่าวิญญาณเข้าสู้ขบวนแห่งกรรม เพื่อรับการพิพากษาจากพญามัจจุราชกลับกัน หากมีวิญญาณที่ก่อเหตุวุ่นวาย มันก็มีหน้าที่ต้องเก็บกวาดหรือกำราบดวงวิญญาณเหล่านั้นให้อยู่ในแนวทางที่ควรจะเป็นตามกฏของแดนปรโลก
เสียงอันเย็นยะเยือกชวนขนหัวลุกดังก้องขึ้นในโสตประสาทของเฟยหลง
“จงกลับไปสู่ขบวนแห่งกรรมเพื่อรับคำพิพากษา”
เฟยหลงยังมีสายตาที่มุ่งมั่นมิคิดที่จะก้าวถอยกลับแม้แต่น้อย
“ขอเตือนอีกครั้ง จงกลับเข้าสู่ขบวนแห่งกรรมเพื่อรับคำพิพากษา”
เฟยหลงเปิดปากขึ้น“ข้าขอปฏิเสธ”
“บังอาจ!! หากมิคิดกลับ ข้าจะลงโทษเจ้า เจ้าจะได้รับโทษทัณฑ์ที่ทรมานยิ่งกว่าโทษที่ควรจะเป็น”
“โปรดหลีกทางให้กับข้า”
“สามหาว!”
เฟยหลงประสานมือขึ้นพร้อมกล่าว “ข้าต้องขออภัยล่วงเกินแล้ว”
กล่าวจบเฟยหลงพลันสะกิดร่างลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ชายหนุ่มรู้ดีว่าที่แห่งนี้ไม่มีแก่นฐานของพลังชีวิตไม่มีแม้กระทั่งพลังธรรมชาติ เช่นนั้นมันจึงต้องพึ่งพากระบี่โปร่งแสง กระบี่ที่มิทราบที่มาในมือของมันเล่มนี้
เปรี้ยงงง กระบี่โปร่งแสงถูกตวัดฟาดฟันออก คลื่นพลังเหนือปาฏิหาริย์ถ่าโถมเข้าใส่ร่างอันดำมืดของยมทูตผู้ดูแลแดนปรโลกยมทูตเองก็มิได้หลบหลีกแต่อย่างใด มันง้างแขนตวัดง้าวในมือฟันเฉียงลงมาต้านรับพลังโจมตีของเฟยหลง
ตูมมมม คลื่นพลังจากการปะทะส่งให้เฟยหลังกระเด็นถอยหลังไปไกลชายหนุ่มก็อาศัยจังหวะนี้ในการดีดพุ่งทะยานร่างหลบหนี
“เจ้าอย่าคิดหวังว่าจะหลบหนีไปได้”
เมื่อครู่ที่เฟยหลงปะทะกับยมทูต มือที่ถือกระบี่โปร่งแสงของมันยังรู้สึกชาด้านมิหายยมทูตตนนี้กลับมีพลังที่น่ากลัวนัก ไม่มีเวลาให้คิด ที่บรรยากาศด้านหน้าของเฟยหลงกลับเกิดการบิดเบี้ยวขึ้นท้องฟ้าที่มืดมนพลันมีรอยแยกเส้นหนึ่งเปิดออก และยมทูตก็ปรากฏขึ้นจากรอยแยกนี้
“นี่คือแดนปรโลก แดนที่ข้าสามารถไปมาได้โดยอิสระ ฉะนั้นเจ้าไม่มีทางหลบรอดจากสายตาข้าได้…..จงสำนึกเสียใจที่กล้าลบหลู่ข้า ลบหลู่พญามัจจุราช ลบหลู่แดนปรโลกแห่งนี้เสียเถอะ”
สิ้นเสียง ยมทูตพลันง้างง้าวในมือขึ้นพลังอันรุนแรงเย็นยะเยือกสายหนึ่งก็แพร่กระจายไปยังบริเวณโดยรอบ ก่อนค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปจนถึงกระดูกสันหลังของเฟยหลงเฟยหลงถูกขุมพลังดังกล่าวคุกคามจนคนแทบสติหลุดลอย ดีที่มันดึงสติกลับคืนค่อยยกกระบี่โปร่งแสงขึ้นมาต้านรับอย่างทันท่วงที
ตูมมมมมม คลื่นพลังมหาศาลฉีกกระชากบรรยากาศอันวังเวงกินรัศมีไปหลายสิบลี้ภายใต้คลื่นพลังอันรุนแรง ร่างของเฟยหลงกำลังคุกเข่าอยู่กลางแอ่งหลุมที่เกิดจากการปะทะเมื่อครู่ชายหนุ่มตัวสั่นเทิ้ม ร่างชาด้านทุกสัดส่วน แขนที่ถือกระบี่ยังมิอาจจะยกขึ้นมาได้
“นี่คือผลของความดื้อรั้น และความจองหองลองดี เจ้าสำนึกเสียใจในตอนนี้ก็มิทันการณ์แล้ว”
กล่าวจบยมทูตตนนี้พลันควงง้าวในมือหมุนปานจักรผัน คลื่นบรรยากาศจากที่เคยเย็นยะเยือกอยู่ก่อนแล้วกลับทวีความเย็นยะเยือกรุนแรงมากยิ่งขึ้น
“จงสูญสลายหายไปชัวกัปชั่วกัลป์”
ตูมมมมมมมมมมมมมม
พายุระลอกใหญ่พัดกระหน่ำจนก่อเกิดเกลียวคลื่นซัดสาดใส่ชายฝั่งเมื่อพายุและคลื่นสงบลงชายฝั่งก็ถูกกัดเซาะจนเลือนหายไป เช่นเดียวกับร่างของเฟยหลงที่ถูกคลื่นพลังมหาศาลกดทับจนร่างของชายหนุ่มสูญสลายหายไปจากแอ่งลึกเบื้องล่างผลออกมาเช่นนี้ยมทูตผู้คุมกฏแห่งแดนปรโลกจึงรั้งง้าวในมือคืนกลับ ก่อนผินหน้าเปิดมิติกลางอากาศคิดหมายจากไปทว่ามันยังมิทันจะก้าวขาเข้าสู่รอยแยกของมิติบนท้องฟ้า นัยน์ตาขวาอันมืดทมิฬของมันพลันกระตุกหางตาพลันเหลือบเห็นประกายสีขาววาบขึ้นที่กลางอากาศ ส่งผลให้เป็นครั้งแรกที่ภายในใจของยมทูตตนนี้เกิดความหวั่นเกรงขึ้น
“เป็นไปไม่ได้ เจ้าวิญญาณตนนี้มันจะบรรลุวิถีแห่งทวยเทพได้อย่างไร”
เงาร่างสีขาวพุ่งเข้าหาร่างของยมทูตที่มีสีดำมืด จนปรากฏเป็นเส้นสายพลังหนึ่งขาวหนึ่งดำตัดผ่านอากาศโรมรันพันตรู่อย่างละลานตา
พลังสีขาวนั่น แน่นอนย่อมเป็นเฟยหลง ย้อนไปขณะที่มันกำลังจะพลาดท่าถูกพลังจากง้าวของยมทูตตัดผ่าร่างชายหนุ่มได้บังเอิญนึกถึงเคล็ดวิชาแห่งจักรวาลนกาลอีกครา ชั่วขณะในวินาทีแห่งความเป็นตายของชายหนุ่มจิตใต้สำนึกของมันกลับบังเกิดภูมิปฏิภาณ สามารถตีความหมายทำความเข้าใจในบทดาราเคลื่อนคล้อยขึ้นมาเศษเสี้ยวหนึ่งได้ส่งให้ร่างของมันเกิดแสงสีขาวเจิดจ้าก่อนคนจะเคลื่อนย้ายไปอีกที่หนึ่งราวพริบตา ทิ้งไว้เพียงร่างแยกที่ถูกง้าวตัดผ่านจนสูญสลายไป
ร่างสีขาวของเฟยหลงผลุบโผล่กลางนภาไปมาอย่างรวดเร็ว มันใช้ออกด้วยท่าร่างดาราเคลื่อนคล้อยที่มันเข้าใจเพียงเศษเสี้ยวแต่วิถีแห่งฟ้าเพียงเศษเสี้ยวก็นับได้ว่าเปลี่ยนแปลงความสามารถของชายหนุ่มไปได้อีกระดับหนึ่งทั้งตามธรรมชาติของพลังแห่งฟ้าก็เป็นพลังที่กดข่มพลังแห่งความมืดอยู่แล้ว เช่นนั้นยมทูตผู้คุมกฏจึงเกิดเศษเสี้ยวความหวั่นเกรงขึ้นภายในจิตใต้สำนึกส่วนลึก
“เป็นไปได้อย่างไร นี่ข้าเกิดความหวั่นเกรงต่อมันหรือ…….เพียงวิณญาณอันต่ำต้อย ไม่มีทางที่จะทำให้ข้าเกรงกลัวได้”
เสียงอันโกธาของยมทูตจบลงพร้อมกับร่างของมันที่เปล่งคลื่นพลังสีแดงออกมาเงาดำผสานเข้ากับพลังสีแดงชาดให้ความรู้สึกที่น่าหวาดหวั่นมากนัก ยมทูตตนนี้ตลอดที่มันทำหน้าที่ในแดนปรโลกไม่เคยมีวิญญาณดวงไหนกล้าต่อกรหรือทำให้มันเกิดความรู้สึกหวั่นเกรงมาก่อน เช่นนั้นมันจึงใช้พลังอย่างเต็มความสามารถเพื่อหวังสยบวิณญาณอันร้ายกาจตนนี้
ย่าห์! เส้นสายพลังสีแดงดำตัดผ่านนภากาศเข้าหาเฟยหลงด้วยพลังที่เพิ่มพูนกอปรกับความรวดเร็วที่สูงส่ง ทำให้ชั่วพริบตาเดียว ง้าวก็บรรลุถึงตัวเฟยหลงแล้วเฟยหลงใช้ออกด้วยดาราเคลื่อนคล้อยที่ไม่สมบูรณ์เคลื่อนหลบรอดอย่างฉิวเฉียด ก่อนฟันกระบี่โปร่งแสงออกไปทว่ายมทูตเมื่อใช้พลังอย่างเต็มที่กลับมีความเร็วที่ไม่แพ้เฟยหลง ร่างสีแดงดำไหววูบก่อนปรากฏขึ้นที่ด้านข้างของชายหนุ่มพร้อมตวัดง้าวตัดขวางใส่ลำตัวของเฟยหลงเฟยหลงก็ยกกระบี่ต้านรับ
เปรี้ยงงง แรงปะทะส่งเฟยหลงปลิวกระเด็นกลับหลังอย่างรวดเร็ว และมิทันให้เฟยหลงได้ตั้งตัวคลื่นพลังสีแดงดำก็บรรลุถึงร่างของชายหนุ่มอีกแล้ว ตูมมมม! หลังเสียงดังสนั่นครั้งใหญ่สงบลงบนพื้นที่มีแต่ร่องรอยแตกระแหง ปรากฏร่างของเฟยหลงที่กำลังใช้กระบี่โปร่งแสงค้ำพื้นยืนหยัดอยู่ชายหนุ่มกัดฟันกรอดอย่างมิยินยอม มันมีเพียงความคิดหนึ่งเดียวซึ่งก็คือ
“ต้องกลับไปให้ได้!”
เช่นนั้นเฟยหลงจึงตั้งกระบี่โปร่งแสงขึ้นเหนือศีรษะ ปลายกระบี่ชี้ดิ่งขึ้นสู่ท้องนภามันตั้งจิตปณิษธาณอันแน่วแน่ แม้โดยรอบจะไม่มีพลังธรรมชาติให้รวมรั้ง แต่กระบี่ในมือกลับเปล่งแสงสีขาวเจิดจ้ายืดขยายกินพื้นที่รอบกายไปหลายวายมทูตเห็นเช่นนั้น มันก็กล่าวขึ้น
“ข้าจะทำให้มันจบลงเดี๋ยวนี้”
กล่าวจบยมทูตผู้คุมกฏก็ยกง้าวเฉียงขึ้นไปด้านข้าง มวลพลังอันเย็นยะเยือกสีแดงดำมารวมตัวที่อาวุธคู่กายของมันพลังในครานี้กลับเป็นพลังขั้นสูงสุดที่มันใช้ออก ดังนั้นพลังคุกคามกดดันจึงเพิ่มพูนมหาศาลขึ้นอีกเท่าตัว
ด้านเฟยหลง ชายหนุ่มก็มิคิดหลบหลีกอีกแล้ว มันจะเดิมพันด้วยการโจมตีครั้งสุดท้ายนี้หากมิอาจสยบยมทูตเบื้องหน้าได้ ก็เป็นมันที่ต้องมอดม้วยมรณา
คลื่นพลังสีแดงดำที่ฉีกกระชากบรรยากาศโดยรอบราวกับกระดาษ พุ่งตรงเข้าหาเฟยหลงอย่างรวดเร็วพลังกดดันจากคลื่นพลังสายนี้แทบทำให้วิญญาณของเฟยหลงแหลกสลาย ดีที่แสงสีขาวยังเป็นเกราะชั้นนอกอันแข็งแกร่งคอยคุ้มกันร่างของมันไว้เมื่อคลื่นพลังสีแดงดำบรรลุมา เฟยหลงก็ไม่รอช้า ชายหนุ่มตะโกนก้อง
“ข้าต้องกลับไปให้ได้…. ย่าาาาห์”
เฟยหลงตวัดฟันกระบี่โปร่งแสงส่งคลื่นพลังสีขาวเหนือปาฏิหาริย์ออกไปอานุภาพของพลังในครั้งนี้ก็รุนแรงกว่าทุกคราที่มันเคยใช้ คลื่นพลังสีขาวบริสุทธิ์อันมีความสามารถในการชำระล้างปะทะเข้ากับคลื่นพลังสีแดงดำอันเย็นยะเยือกลึกล้ำราวนรกอเวจี เสียงตูมมมมมมม ดังขยายออกไปสนั่นก้องทั่วแดนปรโลก หมอกมายาที่อยู่ในรัศมีหลายร้อยลี้โดยรอบถูกคลื่นพลังทั้งสองสายกวาดม้วนสูญสลายไปจนหมดสิ้นในจุดที่พลังทั้งสองปะทะกันเมื่อครู่ก็หาได้มีสิ่งใดดำรงอยู่ ณ ที่แห่งนั้นอีกแล้ว
ณ ผาไร้สิ้นสุด ยืนไว้ด้วยอสุราสีแดงชาดตนหนึ่ง ซึ่งก็คือพญามัจจุราชแห่งแดนปรโลกนั่นเองมันยืนส่ายหน้าพร้อมทอดถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วกล่าวออกมาด้วยโทนเสียงที่แสนจะกระชากวิญญาณ
“มาได้เพียงเท่านี้สินะ น่าเสียดาย น่าเสียดาย”
กล่าวจบมันก็ทอดสายตามองไปยังเบื้องล่างที่มีทะเลสาปสองสีบรรจบกันอยู่แต่แล้วนัยน์ตามันพลันเบิกโพลง เมื่อสัมผัสถึงการดำรงอยู่ของพลังวิญญาณอันเจือจางสายหนึ่งได้ที่ด้านหลังจากนั้นปากก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างน่ากลัว
“โฮ่ เจ้าทำให้ข้าต้องคาดไม่ถึงอยู่เรื่อย”
วิญญาณที่ว่าก็คือเฟยหลงนั่นเอง มันในตอนนี้มีสภาพที่ย่ำแย่ยิ่งร่างกายของมันสูญสลายไปเกือบสี่ส่วน กระบี่โปร่งแสงก็แตกสลายเหลือเพียงด้าม ตอนนี้มีเพียงจิตปณิธานอันแรงกล้าเท่านั้นที่ทำให้มันยืนหยัดอยู่ได้ชายหนุ่มคืบคลานเข้าหาพญามัจจุราชด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ มันในตอนนี้แม้ความตายยังมิอาจหยุดยั้งความตั้งใจความดื้อรั้นของมันไปได้สายตาของเฟยหลงตอนนี้จ้องเขม็งไปยังกระดาษแผ่นสีเทาหม่นที่อยู่ในมืออสุราสีแดงชาดเบื้องหน้าก่อนค่อยๆ ยกกระบี่โปร่งแสงที่เหลือเพียงด้ามขึ้นอย่างยากเย็น คนก็กล่าวด้วยเสียงแหบพร่า
“ข้าจะต้องกลับไปให้ได้”
“ฮ่าฮ่าฮ่า” พญามัจจุราชหัวเราะเสียงดังกึกก้องสะท้านไปทั่วแดนปรโลก เพียงเสียงหัวเราะนี้ก็ส่งให้ร่างของเฟยหลงกระเด็นกลับหลังไปไกลแต่ชายหนุ่มก็พยายามลุกขึ้นยืนหยัดด้วยความแน่วแน่ ก่อนเคลื่อนกายเข้าหาพญามัจจุราชอีกครั้ง
“มาดูกันว่าเจ้าจะทำให้ข้าคาดไม่ถึงได้อีกหรือไม่”
กล่าวจบร่างของพญามัจจุราชก็กลายเป็นหมอกมายาสีแดงชาด ก่อนปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเฟยหลงมันตวัดนิ้วสีแดงชาดจี้ใส่หว่างคิ้วของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว หนึ่งดรรชนีนี้มิเร็วมิช้าแต่ว่าด้วยร่างกายที่สาหัสของเฟยหลงทำให้ไม่สามารถเบี่ยงตัวให้หลบรอดได้ นิ้วสีแดงชาดนี้จึงปะทะเข้าที่หน้าผากของเฟยหลงอย่างเต็มเหนี่ยว
ฉึกกก อ๊ากกก! คลื่นพลังสีแดงที่ปลายนิ้วของพญามัจจุราชแผ่ขยายลุกลามกัดกินเข้าสู่จิตใต้สำนึกของเฟยหลงทำให้ชายหนุ่มต้องดิ้นรนขัดขืนอย่างเต็มกำลัง แต่ด้วยระดับพลังที่ห่างชั้นจนเกินไปกอปรกับร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสทำให้มันมิอาจหลุดพ้นดรรชนีพิพากษานี้ไปได้ สติคนจึงเริ่มเลือนรางและก็สูญสลายไปพร้อมกับร่างวิญญาณในที่สุด
พรึ่บบ! กระดาษสีเทาหม่นในมือของอสุราสีแดงชาดหรือก็คือพญามัจจุราชผู้เป็นหนึ่งในแดนปรโลกพลันเกิดการลุกไหม้ขึ้น ก่อนสูญสลายเหลือเพียงเศษเท่าธุลี
มนุษย์ทุกผู้ล้วนมิอาจหลุดพ้นความเป็นตายได้ฉันท์ใด ฉันท์นั้น