ตอนที่ 36 จัดการทั้งคนทั้งสัตว์
ปูนนนนนนนนน!!
เสียงสัญญาณนี้ไม่ได้ดังเพียงแค่ในเมืองเท่านั้น คนที่อยู่นอกเมืองรวมถึงกลุ่มคนที่กำลังควบม้าตรงมาที่เมืองต่างก็ได้ดังด้วยเช่นกันแต่พวกเขาก็ยังคงไม่สนใจและเร่งควบม้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิมเพื่อไปให้ถึงกำแพงเมืองที่อยู่ข้างหน้า.......
โฮกกกกก!!
สวบ!!!
อ้า!!
ทหารที่อยู่หลังสุดสองคนที่ไม่อาจเร่งความเร็วไปได้มากกว่านี้แล้วถูกสัตว์ร้ายที่ตามหลังมาใช้กรงเล็บอันแหลมคนของมันตวัดผ่านร่างไปจนทำให้ทั้งคนและม้าต่างก็แยกส่วนเป็นสองส่วนในพริบตาพร้อมกับเครื่องใหญ่และเลือดจำนวนมากที่ไหลกองเต็มพื้นไปหมด........
“เร็วเข้า!! เร่งความเร็วเพิ่มขึ้นอีก!!”ชายหนุ่มที่อยู่หน้าสุดรีบตะโกนขึ้นอย่างร้อนใจเมื่อเห็นว่าสัตว์ร้ายขยับเข้ามาใกล้พวกมันมากขึ้นกว่าเดิมจนทำให้ทหารสองนายที่อยู่หลังสุดตายไปอย่างน่าสยดสยองแบบเมื่อครู่นี้......
ย้า!! ย้า!! ย้า!!
ระยะห่วงของพวกมันกับกำแพงเมืองเหลือไม่มากแล้วห่างเพียงแค่แปดร้อยเมตรเท่านั้นก็จะถึงกำแพงเมืองที่อยู่ข้างหน้าและจากแผนการที่ชายหนุ่มวางเอาไว้คือมันจะเข้าไปในระยะสี่ร้อยเมตรและทำการแสดงสถานะของตนเพื่อให้เมืองด้านหน้านี้เปิดประตูต้อนรับมันและหลังจากที่ประตูเปิดออกแล้วเข้าใกล้ถึงระยะสองร้อยเมตรมันจะทำการเปลี่ยนทิศทางออกไปจากเมืองทันที......
700 เมตร.......
600 เมตร........
ฟิ้ววววว!!
ซึบ!!
ทันใดนั้นเองลูกธนูดอกหนึ่งก็ได้ถูกยิงออกมาปักที่พื้นในระยะห้าร้อยห้าสิบเมตรถึงที่กลุ่มของชายหนุ่มจะถึงอีกแค่ห้าสิบเมตรเท่านั้นซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการบอกให้พวกมันรู้ว่าหากข้ามผ่านลูกธนูนั้นเข้ามาพวกมันจะถูกโจมตีในทันที......
“ไอ้พวกบ้านนอกนี่มันอะไรกันกล้าขนาดที่ยิ่งลูกธนูบอกระยะอาณาเขตเลยย่างนั้นรึ? บูโน่!!ยกธงของพวกเราขึ้นมาเร็ว!!” ชายหนุ่มรู้สึกโมโหมากที่เห็นว่าอีกฝ่ายทำเช่นนี้กับมันมันจึงสั่งให้ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆมันยกธงสัญญาณของพวกมันขึ้นมาเพื่อประกาศให้อีกฝ่ายรู้.......
พรึบ!!
กลับมาที่กำแพงเมือง.......
หลังจากที่เจมส์วิชยิ่งธนูดอกแรกออกไปแล้วเพื่อที่จะบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าห้ามเข้ามาเขาง้างลูกธนูดอกที่สองและเล็งไปที่ชายหนุ่มที่อยู่หน้าสุดในทันทีเมื่อเขาเห็นว่าชายหนุ่มพาพวกผ่านระยะของลูกธนูเข้ามาเขาจะทำการปล่อยลูกธนูดอกที่สองทันที......
พรึบ!!
“หยุดก่อนเจมส์วิช!” มอแกรนเมื่อเห็นอีกฝ่ายยกธงขึ้นมาเขาก็สั่งให้เจมส์วิชหยุดมือก่อนเพื่อที่จะดูว่าสัญลักษณ์บนธงนั้นเป็นของเมืองไหนก่อนดวงตาของเขาจะสว่างขึ้นและพูดขึ้นว่า “นั่นมันสัญลักษณ์ของเมืองคอล์โบที่เป็นหนึ่งในพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองแซนดี่นิ?” เมื่อพูดจบเขาก็หันไปมองที่อากอร์นที่ยืนอยู่ข้างๆ.......
“ไม่ต้องไปสนใจ ทำตามแผนการเดิมไม่ว่าพวกมันจะเป็นใครหรือมาจากไหน หากพวกมันไม่ยอมหยุดและหันกลับไปก็ให้สังหารพวกมันทั้งหมดได้เลย ยกเว้นเพียงหัวหน้าของพวกมัน!!”
“ขอรับนายท่าน”มอแกรนคิดเอาไว้แล้วว่าอากอร์นจะต้องพูดออกมาแบบนี้แน่และเขาก็รู้สึกดีมากด้วยที่อากอร์นตัดสินใจเช่นนี้......
ทหารทั้งหมดต่างเข้าประจำพื้นที่รับผิดชอบของตัวเองอย่างเร่งด่วนถึงแม้สัตว์ร้ายที่กำบังมุ่งหน้ามาทางเมืองจะได้รับบาดเจ็บอยู่บ้างแต่ระดับพลังของมันก็สูงเทียบเท่ากับนักรบระดับปฐพีขั้นที่สี่เลยทีเดียวการที่จะสังหารมันนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยาก.....
แต่ด้วยหอคอยรบทั้งยี่สิบกว่าอันที่ตั้งอยู่รอบๆ กำแพงชั้นที่สองแล้วมันก็ยังสามารถที่จะทำให้สัตว์ร้ายตัวนี้ตายหรือบาดเจ็บหนักกว่าเดิมได้บวกกับยอดอัศวินทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ด้วยแล้วอัตราการชนะในครั้งนี้เกือบที่จะเต็มร้อยเลยก็ว่าได้......
...............................
“เร็วเข้า อีกไม่ไกลก็จะถึงกำแพงเมืองของพวกมันแล้วอีกเพียงแค่.......”
ฟิ้ววววว!!
ซึบ!!
ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มที่อยู่หน้าสุดจะได้พูดจบลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งลงมาปักที่ด้านหน้าห่างจากระยะที่ชายหนุ่มอยู่เพียงห้าสิบเมตรเท่านั้นและนี้ก็เป็นการบอกว่าหากพวกมันยังขยับเข้าไปใกล้มากกว่านี้อีกฝั่งจะไม่สนใจและโจมตีพวกมันพร้อมกับสัตว์ร้ายในทันที.....
“คุ้มกันองค์ชายเร็วเข้า!!” อัศวินชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆตะโกนขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าเมืองที่อยู่ด้านหน้าของพวกมันนี้ไม่สนใจต่อธงที่พวกมันแสดงเลย......
“ไอ้พวกบ้านนอกนี้มันอะไรวะ!? ไม่รู้หรือยังไงว่าพวกเราเป็นใครแล้วไอ้เมืองนี้มัน.......มะ......เมืองเซนต์จูรี่?!!” เสียงร้องตะโกนของชายหนุ่มพลันดังขึ้นพร้อมกับสีหน้าที่เปลี่ยนไปเมื่อเห็นสัญลักษณ์ของธงที่ปักอยู่บนกำแพงเมืองด้านหน้าของตน......
เมืองเซนต์จูรี่!!
ทหารที่เหลือและอัศวินชายวัยกลางคนต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปเมื่อพวกมันได้ยินอย่างนั้นและในทันใดนั้นพวกมันก็เข้าใจแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้ยิงลูกธนูแสดงอาณาเขตต่อพวกมันที่แม้แต่เมืองขนาดกลางแถวนี้ยังไม่กล้าเมื่อพบเจอกับพวกมัน......
สถานการณ์ในตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นการ *หนีเสือปะจระเข้ เลยทีเดียวเพราะไม่เพียงแต่ด้านหลังจะมีสัตว์ร้ายระดับปฐพีขั้นที่สี่ด้านหน้าของพวกมันยังเป็นเมืองของศัตรูที่เหล่าพันธมิตรได้ตกลงกันว่าจะทำลายอีก......
หากพวกมันถอยกลับในตอนนี้พวกมันก็ต้องตายหากพวกมันยังดึงดันที่จะพุ่งตรงไปด้านหน้าพวกมันก็ต้องพบกับห่าฝนธนูของทหารเมืองเซนต์จูรี่แน่.....
“องค์ชายพวกเราเบี่ยงทิศทางออกก่อนที่จะถึงระยะของลูกธนูนั้นหันกลับไปสู้กับไอ้สัตว์ร้ายตัวนี้และหาโอกาสพาท่านหนีจะดีกว่าเพราะหากเราเข้าไปในระยะของลูกธนูนั้น ไม่เพียงแต่เราจะไม่รอดเรายังจะต้องเสียเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ให้กับพวกมันอีกนะพ่ะย่ะค่ะ”
………………..
“ก็ได้! พวกเราจะเบี่ยงออกก่อนที่จะถึงระยะของธนูยังไงเราก็ต้องได้สัตว์ร้ายตัวนี้กลับไป”ชายหนุ่มกัดฟันตัวเองพูดออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก......
เพราะมันต้องเสียทหารไปไม่น้อยเลยกับเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ กว่าจะทำให้มันบาดเจ็บได้ขนาดนี้แต่ใครจะไปคิดว่าทิศทางที่พวกมันตรงมาจะเป็นทิศทางของเมืองเซนต์จูรี่ไปเสียได้ดังนั้นแล้วชายหนุ่มจึงยอมเลือกที่จะเบี่ยงทิศทางและเปลี่ยนแผนการอย่างกะทันหัน......
ฟิ้ววววว!!
ในขณะที่ชายและกลุ่มของพวกมันกำลังจะเบี่ยงทิศทางไปด้านข้างนั้น จู่ๆก็เกิดลมพัดอย่างรุนแรงพุ่งผ่านกลุ่มพวกมันไปซึ่งสายลมที่พัดผ่านพวกมันไปนั้นได้แฝงไปด้วยแรงกดดันที่รุนแรงที่น่ากลัวเอาไว้และแน่นอนว่าคนที่ทำให้เกิดลมนี้ขึ้นก็คืออากอร์นกันเอง......
.........................................
ก่อนหน้านี้อากอร์นที่ยืนอยู่เหตุการณ์อยู่และกำลังวิเคราะห์สาเหตุและแรงจูงใจที่กลุ่มทหารของเมืองคอล์โบพาสัตว์ร้ายมาที่เมืองของเขาทำไมนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่ากลุ่มทหารตรงหน้ากำลังตัดสินใจที่เบี่ยงทิศทางออกไปหลังจากที่พวกมันแสดงสีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง.....
และในตอนนั้นเองที่อากอร์นได้มองเห็นว่าที่แท้จริงแล้วว่าทำไมสัตว์ร้ายตัวนี้ถึงไร้ตามกลุ่มทหารกลุ่มนี้มาและทำไมพวกมันถึงได้มุ่งหน้ามาทางเมืองของเขาและเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดที่จะล่อสัตว์ร้ายมาโจมตีเมืองเขาแต่แรกนั้นอากอร์นก็ยกยิ้มขึ้นมาก่อนจะพุ่งตัวออกไปโดยที่ไม่มีใครทันได้สังเกตเห็นรับรู้ได้ทัน.......
“กะ....กะ....เกิดอะไรขึ้น? เมื่อครู่นี้มันลมอะไรกัน?!” ชายหนุ่มที่เป็นหัวหน้ากลุ่มทหารกลุ่มนี้พูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัดเพราะมันสัมผัสได้ว่าภายในลมที่พัดมาเมื่อครู่นี้มียอดนักรบอยู่ภายในลมนั้นด้วย.......
ฉึบ!! ฉึบ!! สวบ!!
โฮกกกกกกก!!
แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้รับคำตอบใดๆเสียงเหมือนเนื้อถูกตัดออกก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องคำรามของสัตว์ร้ายที่กำลังวิ่งตามพวกมันมาก่อนที่เลือดสีแดงสดๆ จะสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นที่บริเวณที่สัตว์ร้ายอยู่พร้อมกับแขนทั้งสองข้างของมันที่ถูกตัดออก.......
อะ!!
ทั้งชายหนุ่มและอัศวินของมันรวมถึงทหารทั้งหมดที่ควบม้ามาด้วยกันต่างก็อ้าปากค้างดวงตาโตขึ้นจนเท่าไข่ห่านเมื่อพวกมันได้เห็นสัตว์ร้ายที่น่ากลัวที่ไล่ฆ่าพวกมันมาตลอดทางและสังหารทหารไปจำนวนมากกำลังดิ้นทรมานอย่างเจ็บปวดเพราะแขนทั้งสองข้างของมันถูกตัดไป......
จากนั้นทุกสายตาก็จ้องมองไปยังร่างเงาที่ยืนอยู่ภายในฝุ่นควันที่ตลบอบอวลไปหมดเพราะแขนขนาดใหญ่ของสัตว์ร้ายตัวนี้ก่อนที่ลมจะพัดพาฝุ่นควันให้ลอยจางหายไปก่อนจะปรากฏชายหนุ่มในชุดเกราะสีทองดำและแดงที่ผสมกันอย่างลงตัวยืนถือดาบใหญ่สีทองหันหน้าเผชิญกับสัตว์ร้ายระดับปฐพีขั้นที่สี่อย่างองอาจ......
“คุ้มกันท่านอากอร์นเร็ว!!”
ซึ่งหลังจากที่เรเว่นและมอแกรนได้สติกลับมาเขาก็รีบตะโกนขึ้นสั่งการในทันทีก่อนจะกระโดดลงจากกำแพงและขึ้นควบม้านำพาทหารม้าดำมากกว่าห้าร้อยนายออกจากกำแพงเมืองไปโดยมีเป้าหมายคือการปิดล้อมกลุ่มทหารที่อยู่ด้านนอกและคอยช่วยสนับสนุนอากอร์นอีกแรง......
ครืดดดดดดด!!
ย้า!!
กรุบกรับ กรุบกรับ!!
เสียงฝีเท้าม้าจำนวนห้าร้อยนายที่ออกมาจากเมืองพร้อมกับเรเว่นและมอแกรนดังขึ้นจนทำให้กลุ่มทหารจากเมืองคอล์โบพลันได้สติกลับมาแต่กระนั้นพวกมันก็ไม่อาจที่จะทำอะไรได้แล้วเพราะกองทหารม้าที่พึ่งออกมาจากเมืองได้ไม่นานได้เข้ามาปิดล้อมพวกมันเอาไว้ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์......
พรึบ!!
“คำสั่งจากท่านเจ้าเมืองบารอนอากอร์นแห่งเมืองเซนต์จูรี่พวกเจ้าเป็นผู้ต้องสงสัยถูกและจะถูกจับกุมในข้อหาพาสัตว์ร้ายตัวนั้นเข้ามาในเขตเมืองเซนต์จูรี่และคิดไม่ซื่อต่อเมืองเซนต์จูรี่ของเรา ดังนั้นหากยังอยากมีชีวิตอยู่ก็จงยอมจำนนซะ!!”
มอแกรนเป็นคนแรกที่พูดขึ้นพร้อมกับปลดปล่อยพลังงานนักรบของเขาออกมากดทับชายหนุ่มและกลุ่มของชายหนุ่มเอาไว้ซึ่งตัวชายหนุ่มเองไม่ได้กลัวมอแกรนเลยเพราะระดับพลังเท่ากันแต่ทว่านอกจากมอแกรนแล้วยังมีเรเว่นที่ระดับพลังเท่ากันอีกคนด้วย.....
การที่จะให้สู้กับคนที่มีระดับพลังเท่ากันถึงสองคนนั้นมันคงเป็นไปไม่ได้แน่เพราะอัศวินของเขาก็ระดับพลังต่ำกว่าไหนจะกองทัพม้าดำทั้งห้าร้อยนายที่ดูจะแข็งแกร่งพวกนั้นด้วยดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่มีทางเลือกสั่งให้ทหารของมันวางอาวุธลงยอมจำนนไปก่อน.......