หลังจากกล่าวจบ ชายชราก็เอนกายลงอีกครั้ง ท่าทางของเขาผ่อนคลายราวกับปราศจากความกังวลใดๆในโลก
เขาหยิบคัมภีร์เก่าคร่ำคร่าขึ้นมาปิดบังใบหน้า เสียงของเขาดังออกมาจากด้านหลังหนังสือ ราบเรียบทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความล้ำลึก
“ตามสบายเถอะ ไอ้หนู..”
“แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่อาจทำความเข้าใจเศษคัมภีร์เหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์”
“อย่าว่าแต่เจ้าเลย ผู้บำเพ็ญเพียรเพียงระดับหลอมกายาขั้นที่สิบย่อมไม่มีวันทำได้!”
กล่าวจบ ตัวของชายชราก็นิ่งเงียบไปรวดเร็วและตามมาด้วยเสียงกรนอันแผ่วเบา บ่งบอกว่าตนมิได้ใส่ใจสิ่งใดอีกต่อไป
เทียนจุนเพียงยกมือขึ้นเกาศีรษะ
พลางส่ายหน้าเล็กน้อย ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆโรงเตี้ยมอีกครั้ง
เศษกระดาษเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยอักขระโบราณประดับอยู่ทั่วทุกมุมของสถานที่แห่งนี้
“เหอะ! ดูถูกกันเกินไปแล้วนะ ตาแก่!”
เทียนจุนแค่นเสียงเบาๆ นัยน์ตาแฝงไว้ด้วยแววเย้ยหยัน ก่อนจะครุ่นคิดกับตนเอง
“ในอดีต ข้าคือ 'ไท่ซวนเทียนจุน' ผู้มีพลังระดับราชันย์เทพอมตะเชียวนะ”
“ข้าเองก็เคยเดินทางไปทั่วทั้งอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ ผ่านประสบการณ์มามากมาย มีหรือที่ข้าจะไม่เข้าใจเศษคัมภีร์เหล่านี้?”
แววตาของชายหนุ่มฉายแววแน่วแน่ ก่อนจะค่อยๆหมกตัวลงไปกับกองคัมภีร์เหล่านั้น
ทันใดนั้นเมื่อเทียนจุนได้จับจ้องไปยังแผ่นกระดาษเก่าแก่ รัศมีสีทองอ่อนๆพลันเปล่งประกายรอบกายของเขา และเมื่อดวงตาได้จับจ้องไปยังตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ ความรู้สึกบางอย่างก็แล่นวาบขึ้นมาในจิตใจ
“นี่มัน.. ภาษาโบราณอย่างนั้นหรือ?”
เสียงกระซิบของเขาแผ่วเบา
ทว่าในความเงียบสงัดของโรงเตี้ยมกลับดังก้องอยู่ในหูของชายชรา
“............!!”
ชายชราที่กำลังหลับใหลอยู่ภายใต้คัมภีร์เก่าพลันสะดุ้งเล็กน้อย
ถึงจะมิได้ลุกขึ้นมาในทันที แต่ดวงตาที่ถูกปิดบังไว้หลังหนังสือกลับเปล่งประกายวูบหนึ่ง ราวกับประกายคมดาบที่สะท้อนแสงจันทร์
เทียนจุนขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเพ่งมองตัวอักษรเหล่านั้นให้ละเอียดขึ้น
อักขระที่สลักอยู่บนเศษกระดาษดูคล้ายกับเคยพบเห็นที่ใดมาก่อน
ด้วยประสบการณ์อันโชกโชน เทียนจุนได้เคยเผชิญหน้ากับภาษาเซียนโบราณมากมาย
ไม่ว่าจะในอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ เทวสถานโบราณ หรือแม้แต่ซากวิหารของยุคโบราณ
แม้ว่าตัวอักษรที่อยู่ตรงหน้าจะยากแก่การตีความ แต่ชายหนุ่มก็กลับเข้าใจมันได้ในทันที
สายตาค่อยๆไล่ไปตามตัวอักษร บางแถวถูกฉีกขาด บางแถวขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย
“นี่มันไม่ผิดแน่!”
แต่แล้วดวงตาของเขาหรี่ลง ฉายแววเคร่งเครียดขึ้นอย่างเด่นชัด
“นี่คือวิธีการฝึกฝนวิชามหาอำนาจอันยิ่งใหญ่.. 'พฤกษาสวรรค์ไร้ขอบเขต!!”
ทันใดนั้น ทั่วทั้งโรงเตี้ยมก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด ราวกับว่ากาลเวลาหยุดนิ่งลง
ในชั่วขณะนั้นเองก่อนที่แรงกดดันมหาศาล พุ่งทะยานออกมาจากร่างของชายชรา
“ว่าอย่างไรนะ?!”
“เจ้าว่าอะไรนะ?!”
พริบตาเดียว ร่างของเขาพุ่งมาปรากฏตรงหน้าเทียนจุน จากจุดที่เคยนอนอยู่ เพียงแค่กะพริบตาเดียวเขาก็มาอยู่ตรงหน้าของเทียนจุนแล้ว
“ใช่แล้วไอ้หนู! นี่คือวิถีบ่มเพาะพลังของวิชามหาอำนาจที่หายสาบสูญไปนับพันปี!”
“จะ..จะ..เจ้าอ่านมันออกจริงๆหรือ?!”
แววตาของชายชราเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ราวกับผู้ที่เฝ้าตามหาสิ่งล้ำค่ามาเนิ่นนาน
มือของเขาสั่นเล็กน้อย ขณะที่สายตาจับจ้องไปยังเศษคัมภีร์ตรงหน้า
เทียนจุนที่ถูกถามก็นิ่งคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง
“ใช่ ข้าอ่านมันออก!”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
“ทว่าวิชามหาอำนาจนี้ยังไม่สมบูรณ์ มันขาดหายไปมากกว่าครึ่ง!!”
เมื่อได้รับคำยืนยัน ชายชราก็พยักหน้ารับด้วยความอย่างตื่นเต้น แต่ทว่าภายใต้แววตาที่เรืองรองไปด้วยความหวัง กลับแฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อยที่ยากจะอธิบาย
“ถูกต้องแล้วล่ะ..”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์
“นี่คือวิชาบ่มเพาะมหาอำนาจ หนึ่งในวิชาที่ถูกสืบทอดมาจากมหาจักรพรรดิโบราณ มันเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาที่เก่าแก่มากที่สุด!!”
แววตาของชายชราฉายแววรำลึกถึงอดีต ก่อนที่ตัวของเขาจะถอนหายใจยาว
“วิชาบ่มเพาะนี้มีพลังอำนาจที่สามารถท้าทายได้ทั้งสวรรค์และโลก!”
“ผู้ที่ฝึกฝนมันจะได้รับร่างกายศักดิ์สิทธิ์ที่แทบจะเป็นอมตะ ทุกสรรพสิ่งล้วนมิอาจกล้ำกรายร่างศักดิ์สิทธิ์ได้!”
ทว่าสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น คือเสียงถอนหายใจที่แฝงไว้ด้วยความเสียดาย
“แต่.. แต่น่าเสียดายที่มันไม่สมบูรณ์!!”
ชายชรากำมือแน่น ดวงตาของเขาสั่นไหวด้วยความเจ็บปวด
“พวกข้าเฝ้าตามหาวิชานี้มาโดยตลอดจนกระทั่งได้พบเจอ.. และข้าต้องการเติมเต็มมันให้สมบูรณ์ เพื่อที่จะช่วยเหลือใครบางคน!”
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความหมายลึกล้ำ เหมือนกำลังพูดถึงคนสำคัญในชีวิต จากนั้นชายชราก็หันมาจ้องมองเทียนจุนด้วยสายตาที่ลึกล้ำ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ในเมื่อเจ้ารู้จักวิชามหาอำนาจนี้”
“เช่นนั้นเจ้าก็คงมิใช่คนธรรมดา!”
“ข้าไม่สนใจหรอกว่าตัวเจ้าเป็นใครหรือมาจากที่ใด จะมีเบื้องหลังเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์”
“หรือจะเป็นยอดฝีมือที่ยึดครองร่างเพื่อมากำเนิดใหม่ หรืออาจเป็นอัจฉริยะที่หลบซ่อนตัวจากโลกภายนอก”
“ทั้งหมดข้าก็ไม่สนใจมันเลยทั้งสิ้น..”
“ขอแค่ให้รู้ว่าเมื่อเจ้าตีความวิชามหาอำนาจนี้ได้ ข้าก็ไม่ใช่ศัตรูของเจ้า!”
ชายชราเหลือบมองเศษคัมภีร์ที่กระจัดกระจายอยู่รอบกาย ก่อนจะกล่าวต่อ
“แต่สิ่งที่ข้าอยากให้เจ้ารู้ไว้ก็คือ..”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“วิชามหาอำนาจอย่าง 'พฤกษาสวรรค์ไร้ขอบเขต' คือความหวังเดียวของตระกูลข้า”
เทียนจุนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ความหวัง.. ของตระกูลอย่างนั้นหรือ?”
ชายชราพยักหน้า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
“หลังจากที่ตระกูลของข้าค้นพบมัน พวกข้าก็พยายามทำให้มันสมบูรณ์มานับร้อยปีแล้ว..”
“แต่มันก็ไม่เคยทำสำเร็จ!”
ดวงตาของเขาพร่าเลือน
ราวกับกำลังมองเห็นภาพอดีตของบรรพบุรุษที่อุทิศตนให้กับวิชานี้มาตลอด น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความท้อแท้ ประหนึ่งพ่อที่กำลังสูญเสียลูกหลานของตนไปทีละคน
ตอนนั้น บรรยากาศภายในโรงเตี้ยมพลันเงียบสงัด แม้แต่แสงจากโคมไฟที่ส่องสว่างอยู่ ก็ให้ความรู้สึกที่มืดมนลง
“เพราะถึงยังไง.. การทำให้วิชามหาอำนาจสมบูรณ์ได้ มีเพียงผู้สร้างวิชานี้เท่านั้นที่ทำได้!”
“ต่อให้เป็นโคตรเซียนก็ไม่อาจซ่อมแซมให้มันสมบูรณ์ได้..”
ชายชราหันกลับไปมองคัมภีร์แผ่นหนึ่ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
บรรยากาศโดยรอบตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เทียนจุนได้แต่จ้องมองชายชราตรงหน้า โดยที่ในใจเต็มไปด้วยความคิดมากมาย
“พฤกษาสวรรค์ไร้ขอบเขต... ”
“ความหวังของตระกูลงั้นหรือ?”
“ดูเหมือนว่าวิชานี้จะมีความสำคัญกับชายชรามากกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก”
“เพราะวิชาบ่มเพาะนี้ ผู้ฝึกฝนมันจะสามารถล้างคำสาปที่ชั่วร้ายจากยุคเซียนโบราณได้!”