สุดยอดนักผจญภัย

    ราชามอสต้า

    “ เอาล่ะคุณหัวหน้าเจ้าหน้าที่ ตอนนี้จะเอายังไงต่อดี? ” ไลท์หันมาถามแอสตันพร้อมกับรอยยิ้ม

    แอสตันที่ถูกไลท์ถามก็ลอบกลืนน้ำลายพร้อมกับมองไปยังเอลฟ์กว่าร้อยคนที่นอนร้องกลิ้งไปมาบนพื้นด้วยท่าทีหวาดกลัว

    “ เอ่อ… ” แอสตันได้แต่อ้ำอึ้ง

    ทันใดนั้นจู่ๆก็มีกลุ่มเอลฟ์กว่าสิบคนวิ่งตามกิ่งไม้ก่อนที่จะกระโดดลงมาตรงจุดที่พวกไลท์อยู่

    ไลท์มองดูกลุ่มคนที่มาใหม่ด้วยความสนใจ เพราะคนที่นำหน้ามาเป็นเอลฟ์วัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วม สวมชุดคลุมหรูหรา ใบหน้าของเอลฟ์คนนี้ดูเป็นมิตรและมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นตลอดเวลา แต่ทว่าออร่าของเอลฟ์คนนี้อยู่ในระดับSS

    นอกจากนี้ยังมีเอลฟ์วัยกลางคนอีกคนที่สวมชุดคลุมสีเขียวใบหน้าดุดัน รูปร่างสูงใหญ่ ออร่าของเขาอยู่ในระดับSS และยังมีเอลฟ์ชราอีกหนึ่งคนที่สวมชุดนักปราชญ์สีขาวยาว ในมือถือคฑาไม้ รูปร่างผอมเล็กน้อย ออร่าของเขาก็อยู่ในระดับSSอีกหนึ่งคน 

    นอกจากนี้แล้วยังมีตัวตนระดับSอีกกว่าสิบคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของสามคนนี้

    ไลท์และคนอื่นๆมองดูก็รู้ได้ทันทีว่าเอลฟ์ร่างท้วมคนนี้คือราชามอสต้า และเอลฟ์ร่างสูงใหญ่คือแม่ทัพใหญ่ลูก้า ส่วนเอลฟ์ชราก็คือจอมปราชญ์ดิวมาส

    ราชามอสต้ามองดูพวกวาลาลาสที่นอนกองกับพื้นด้วยใบหน้าเรียบเฉยก่อนที่จะมองไปยังเดธปาร์ตี้ด้วยความสนใจแทน 

    “ ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักรโวลาส ” ราชามอสต้าพูดด้วยรอยยิ้ม

    ไลท์และคนอื่นๆมองไปที่ราชามอสต้าด้วยความประหลาดใจ พวกเขานึกว่าราชามอสต้าจะโกรธที่พวกเขาอัดพวกวาลาลาสจนได้รับบาดเจ็บหนักขนาดนั้น

    ราชามอสต้ามองดูพวกไลท์ก่อนที่จะหัวเราะออกมา

    “ พวกนายคิดว่าฉันคนนี้จะโกรธเรื่องที่พวกนายอัดคนเหล่านี้งั้นหรอ? เปล่าเลยฉันต้องขอบใจพวกนายมากกว่าที่ดัดนิสัยเจ้าพวกนี้แทนฉัน ” ราชามอสต้าพูดขึ้น

    ไลท์และคนอื่นๆมองหน้ากันด้วยความสงสัยและประหลาดใจ

    ราชามอสต้าเดินผ่านพวกวาลาลาสอย่างไร้เยื่อใยก่อนที่จะเดินมาถึงที่พวกไลท์ยืนอยู่

    “ อ่าวหลานอัสลอน? มาที่นี้แล้วทำไมถึงไม่มาทักทายลุงบ้างล่ะ? ” ราชามอสต้าพูดขึ้นหลังจากที่เห็นอัสลอนยืนอยู่กับพวกไลท์

    “ พอดีผมมาพร้อมกับพวกท่านไลท์น่ะครับท่านลุง อีกอย่างพวกเราก็เพิ่งจะมาถึงกันวันนี้เอง หลานเลยยังไม่ได้ไปทักทายท่านลุงที่วัง ” อัสลอนตอบด้วยความเคารพ

    “ มากับมนุษย์เหล่านี้งั้นหรอ ” ราชามอสต้าประหลาดใจ

    “ ครับท่านลุง ”อัสลอนพยักหน้ารับ 

    “ ว่าแต่ทำไมถึงเกิดเรื่องขึ้นมากันล่ะ? ” ราชามอสต้าสงสัย เขาได้รับแจ้งจากเกียมอร์ว่าเกิดการปะทะกันระหว่างตัวตนระดับSSของมนุษย์และพวกวาลาลาส นอกจากนี้ทางฝั่งมนุษย์ก็ยังมีตัวตนระดับSSเผ่ามังกรอีกหนึ่งคนด้วย ทำให้ราชามอสต้ารีบมาทันทีโดยที่เขาพาแม่ทัพใหญ่ลูก้าและจอมปราชญ์ดิวมาส รวมไปถึงเหล่าจอมเวทย์ระดับSอีกหลายคนรีบมาที่เกิดเหตุทันที

    เกียมอร์เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้กับราชามอสต้าฟัง

    เมื่อราชามอสต้าได้ฟังก็มองไปที่พวกวาลาลาสด้วยแววตาเย็นชา 

    พวกวาลาลาสที่ถูกราชามอสต้ามองด้วยแววตาเย็นชาก็พากันหวาดกลัวขึ้นมา 

    “ กลับไปค่อยจัดการอย่างจริงจังแล้วกันเรื่องนี้ ” ราชามอสต้าพูดอย่างเย็นชา

    “ ว่าแต่คนไหนคือหัวหน้าของพวกคุณงั้นหรอ? ” ราชามอสต้าถามออกมา

    “ ฉันเอง” ไลท์เดินออกมาหนึ่งก้าว

    ราชามอสต้าและคนอื่นๆมองไปที่ไลท์ด้วยแววตาประหลาดใจ เพราะพวกเขาไม่นึกเลยว่าหัวหน้าของคนเหล่านี้จะเป็นเด็กหนุ่มที่อายุน้อย

    “ ไม่เลวๆ เป็นคนที่มีบุคลิกที่สมกับเป็นผู้นำจริงๆ ” ราชามอสต้าพูดขึ้น

    “ แล้วไม่ทราบว่าราชามอสต้าต้องการสิ่งใดงั้นหรอ?  ” ไลท์ถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    ราชามอสต้าแสดงสีหน้าลังเลครู่หนึ่งก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ ได้ข่าวว่ามนุษย์มีอาหารที่อร่อยหลายๆอย่าง ไม่ทราบว่านายพอจะมีอาหารเหล่านั้นไหม? ” 

    เอ่อ…

    ไลท์และคนอื่นๆพากันนิ่งอึ้งเพราะไม่คิดว่าราชามอสต้าจะถามอะไรแบบนี้ 

    “ แน่นอนสิว่ามนุษย์มีอาหารอร่อยๆหลายๆอย่างเลย ถ้าหากไม่เชื่อก็ลองถามอัสลอนดูสิ ” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่อัสลอน

    ราชามอสต้ามองไปที่อัสลอนด้วยความคาดหวัง

    “ ใช่ครับท่านลุง ตอนที่พวกเราอยู่ในอาณาจักรเฟลรอส พวกท่านไลท์ทำอาหารให้กับผมและท่านพ่อกิน ต้องบอกเลยว่าแม้แต่เชฟหลวงก็ยังสู้ไม่ได้ ” อัสลอนพูดพร้อมกับทำท่าทีนึกถึงอาหารของไลท์และเวโรนิก้า

    “ อร่อยขนาดนั้นเลยหรอหลานอัสลอนแถมแม้แต่เชฟหลวงของหลานก็ยังทำอร่อยไม่เท่า!! ” ราชามอสต้าตกใจ เพราะเขารู้ดีว่าเชฟหลวงของอาณาจักรเฟลรอสนั้นทำได้อร่อยมาก จนเขาอยากจะขโมยตัวมาเลยทีเดียว แต่เมื่อได้ยินว่าแม้แต่เชฟหลวงคนนั้นก็ยังทำอาหารอร่อยไม่เท่ามนุษย์ก็แสดงสีหน้าคาดหวัง

    อัสลอนพยักหน้าเป็นคำยืนยันอีกครั้ง

    ราชามอสต้ามองไปที่ไลท์ด้วยแววตาคาดหวัง

    “ เอาเป็นวันพรุ่งนี้แล้วกัน ถึงอย่างไรวันนี้พวกเราก็เหนื่อยกันมามากแล้ว ” ไลท์พูดขึ้น 

    เมื่อได้ยินคำพูดของไลท์ ราชามอสต้าก็เห็นด้วยแต่ทว่าสายตาของเขาก็มองไปที่พวกวาลาลาสด้วยความไม่พอใจ 

    “ เป็นเพราะพวกแกเลยจริงๆที่ทำให้ฉันต้องอดกินอาหารอร่อยๆ ” ราชามอสต้าตะโกนด้วยความไม่พอใจ เรื่องอื่นยังพอทน แต่เรื่องอาหารอร่อยๆเขาทนไม่ได้จริงๆ

    “ จริงสิพวกเราไม่ได้ทำอาหารให้ฟรีๆหรอกนะ ” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม

    ราชามอสต้าชะงักก่อนที่จะหัวเราะออกมาและพูดขึ้นว่า “ เรื่องนั้นไม่เป็นห่วงเดี๋ยวฉันจะเตรียมของไว้ให้พวกเธอเอง ” 

    จากนั้นอัสลอนก็พาพวกไลท์เดินเที่ยวเมืองหลวงไวลาส

    ตอนกลางคืนพวกไลท์ก็นั่งกินอาหารกันที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง 

    ทุกคนพากันนั่งพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างออกรส

    “ ฉันคิดว่าอาหารที่นี้อร่อยกว่าที่เมืองเฟลรอสอีกนะ ” ไลก้าพูดขึ้นพร้อมกับตักซุปผักขึ้นมากิน 

    “ แน่นอนอยู่แล้วเพราะท่านลุงมอสต้าเป็นคนที่ชื่นชอบการกินของอร่อยๆอย่างมากจึงทำให้บางครั้งก็แอบออกมากินอาหารที่ร้านอาหารต่างๆและถ้าหากร้านอาหารไหนทำอร่อยล่ะก็ท่านลุงมอสต้าก็จะมอบโล่ร้านอาหารยอดเยี่ยมให้กับทางร้านเพื่อเป็นการการันตีว่าร้านอาหารแห่งนี้อร่อยจริงๆ ” อัสลอนอธิบายพร้อมกับชี้ไปยังโล่สีทองขนาดไม่ใหญ่มากติดอยู่กับกำแพงร้าน 

    ทุกๆคนหันไปก็เห็นโล่สีทองที่ติดอยู่ตรงกำแพงร้านจริงๆแถมยังเขียนว่า ได้รับการการันตีจากราชามอสต้า 

    “ ท่าดูจากท่าทีของราชามอสต้าในวันนี้แล้วก็พอรู้ว่าเป็นนักกินตัวยงเหมือนกับพวกนายเลยนะ ไลก้า คอลรุย ” ไลท์พูดขึ้น

    ไม่นานเกียมอร์และแอสตันก็เดินเข้ามาหาโต๊ะที่พวกไลท์

    “ ตอนนี้ราชามอสต้าได้จัดการกับพวกวาลาลาสแล้วล่ะ ” เกียมอร์พูดขึ้นหลังจากที่นั่งลงแล้ว

    “ จัดการยังไงงั้นหรอ? ” ไลท์ถามขึ้น

    “ ยึดของมีค่าหลายอย่างและห้ามให้พวกตระกูลของพวกวาลาลาสห้ามเข้าสู่วิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นเวลาหนึ่งร้อยปี ” แอสตันพูดขึ้น

    “ ห้ามเข้าวิหารศักดิ์สิทธิ์ด้วยงั้นหรอ ” อัสลอนตกใจ

    “ วิหารศักดิ์สิทธิ์คืออะไรหรอ? ” ไลท์เป็นคนถาม ส่วนคนอื่นๆก็ตั้งใจฟัง

    “ วิหารศักดิ์สิทธิ์ก็คือสถานที่ที่ทำให้เอลฟ์ในเมืองรวบรวมพลังเวทย์ได้ง่ายขึ้นและสามารถพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ทุกคนจะเข้าวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้เพียงเดือนละหนึ่งครั้งเท่านั้น แต่ถ้าหากถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าเป็นเวลาหนึ่งร้อยปีก็เหมือนกับเป็นการตัดอนาคตของเอลฟ์รุ่นเยาว์เลยทีเดียว ” เกียมอร์อธิบาย

    “ ถ้าหากพวกเราอยากจะไปเที่ยวชมวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้ไหม? ” ไลท์ถามขึ้น

    “ เรื่องนี้ต้องให้องค์ราชาเป็นคนตัดสินใจพวกเราไม่สามารถตัดสินใจได้ ” เกียมอร์ส่ายหน้า

    “ งั้นพรุ่งนี้ค่อยถามดูแล้วกัน ” ไลท์พูดขึ้น

    หลังจากที่กินข้าวเย็นเสร็จแล้ว แอสตันและเกียมอร์ก็ขอตัวไปจัดการธุระของตัวเองต่อ ส่วนพวกไลท์ก็ได้อัสลอนพาเที่ยวกลางคืนทั่วเมืองหลวงไวลาส ก่อนที่จะไปจบลงที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่ง 

    ร้านเหล้าแห่งนี้เป็นร้านเหล้าที่หรูหราที่สุดและแพงที่สุดในเมืองหลวง 

    เนื่องจากมากับอัสลอนจึงทำให้พวกไลท์สามารถเข้ามานั่งดื่มกันในห้องส่วนตัวได้

    ห้องส่วนตัวเป็นห้องขนาดใหญ่และสามารถมองลงไปด้านล่างเพื่อชมวิวของเมืองหลวงได้ นอกจากนี้ยังมีเสียงเพลงที่ถูกเปิดออกมาจากลำโพงและยังเป็นเพลงที่เหมาะแก่การนั่งดื่มและพูดคุย

    “ บรรยากาศที่นี้ก็ไม่เลวเลยนะ ” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับยื่นอยู่ตรงหน้าต่างพร้อมกับมองไปด้านล่าง มองเมืองเอลฟ์ยามค่ำคืนที่สวยงามเหมือนกับเมืองหลวงเฟลรอส

    จู่ๆก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

    ไลท์และคนอื่นๆหันไปมองที่ประตู 

    อัสลอนลุกเดินไปเปิดประตูก่อนที่จะพบว่าที่ประตูมีเอลฟ์หนุ่มหนึ่งคนและเอลฟ์สาวอีกหนึ่งคน 

    “ พี่อัสลอน ” เอลฟ์หนุ่มพูดขึ้นด้วยท่าทีตื่นเต้น ส่วนทางด้านเอลฟ์สาวมองมาที่อัสลอนด้วยแววตาเย็นชา 

    “ ราดิช? เอเทีย? พวกเธอรู้ได้ยังไงว่าพี่อยู่ที่นี้? ” อัสลอนประหลาดใจ

    “ ก็ท่านพ่อบอกว่าพี่อัสลอนอยู่ที่เมืองหลวงผมและพี่เอเทียจึงสืบและหาพี่จนเจอ ” ราดิชพูดขึ้น

    “ เข้ามาก่อนสิ ” อัสลอนพูดพร้อมกับเปิดทางให้ราดิชและเอเทียเข้ามาในห้อง

    ไลท์และคนอื่นๆมองไปที่ราดิชและเอเทียด้วยความสงสัย

    “ ทุกท่านนี้คือองค์ชายลำดับที่แปดชื่อว่าราดิชและองค์หญิงลำดับที่ห้าชื่อว่าเอเทียครับ ” อัสลอนแนะนำให้กับพวกไลท์ฟัง

    “ ส่วนนี้คือท่านไลท์และสมาชิกเดธปาร์ตี้ พวกเขาคือกลุ่มนักผจญภัยของเผ่ามนุษย์ที่แข็งแกร่ง ” อัสลอนพูดขึ้น

    “ แข็งแกร่ง? ” เอเทียมองไปที่พวกไลท์ที่ดูอายุยังน้อยๆด้วยความสงสัย นอกจากเฮลเฟลชที่ทำให้เธอรู้สึกแข็งแกร่งส่วนคนอื่นๆก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งเลย

    อัสลอนมองไปที่เอเทียและรู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่เขาจึงพูดขึ้นว่า “ เอเทีย เธออย่าดูถูกท่านไลท์และเดธปาร์ตี้คนอื่นๆโดยเด็ดขาด เธอคงได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้แล้วใช่ไหม นั้นแหละฝีมือของพวกท่านไลท์ทั้งหมด ” 

    ราดิชและเอเทียตกใจ ทั้งสองจำได้ว่าวันนี้เกิดเรื่องขึ้นและทำให้ท่านพ่อตัดสินใจที่จะลงโทษตระกูลของพวกวาลาลาสและอีกสี่ตระกูล นอกจากนี้ยังได้ยินมาว่าพวกของวาลาลาสกว่าร้อยคนถูกมนุษย์จัดการจนหมดสภาพและข่าวสำคัญคือในกลุ่มของมนุษย์มีตัวตนระดับSSอยู่ถึงสองคนส่วนคนอื่นๆคือตัวตนระดับSทั้งหมด 

    “ ไม่จริงน่า เป็นพวกเขางั้นหรอ!! ” ราดิชกลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัว

    เอเทียเองก็แสดงสีหน้าจริงจังพร้อมกับไฟแห่งการต่อสู้ได้ลุกโชนขึ้นมา เธอเป็นพวกบ้าการต่อสู้และเธอมักจะแพ้ให้กับอัสลอนในทักษะด้านดาบมาตลอดทำให้เธอพยายามที่จะฝึกฝนตัวเองเพื่อที่จะเอาชนะอัสลอนให้ได้

    “ จริงสิเอเทีย ถ้าหากเธออยากฝึกฝนวิชาดาบล่ะก็เธอลองปรึกษากับท่านไลท์ดู เพราะท่านไลท์เป็นนักดาบที่แข็งแกร่งและมีวิชาดาบยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย แม้แต่ฉันก็ยังแพ้ให้กับลูกศิษย์ของท่านไลท์ ” อัสลอนพูดขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มแห้งๆ

    “ พี่อัสลอนแพ้ในเรื่องของวิชาดาบ!! ” ราดิชตกใจเพราะเขารู้ดีว่าอัสลอนแข็งแกร่งมากในเรื่องของวิชาดาบแม้กระทั้งอาจารย์ของพวกเขาอย่างเกียมอร์ก็ทำได้แค่สูสีเท่านั้น 

    “ เป็นความจริงใช่ไหม? ” เอเทียถามด้วยน้ำเสียงจริงจังและมองไปที่พวกไลท์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้มากกว่าเดิม

    “ ฉันจะโกหกพวกเธอทำไม ถ้าหากพวกเธอกลับไปถามลุงมอสต้าพวกเธอก็รู้ความจริงอยู่ดี ” อัสลอนส่ายหน้า

    หลังจากนั้นเดธปาร์ตี้ก็ทำความรู้จักกับองค์ชายราดิชและองค์หญิงเอเทีย

    “ คุณเดซี่สามารถเอาชนะพี่อัสลอนได้งั้นหรอ? ” เอเทียพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

    “ ใช่แล้วล่ะ เจ้าหมอนั้นกระจอกจะตายฉันยังไม่ได้เอาจริงเลยด้วยซ้ำ ” เดซี่พูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างภูมิใจ

    ส่วนทางด้านอัสลอนที่ถูกหาว่ากระจอกก็ทำได้แค่ยิ้มแห้งๆเท่านั้นเพราะอย่างที่เดซี่บอกเพิ่งใช้เพียงแค่กระบวนท่าเดียวก็สามารถเอาชนะเขาได้แล้วแถมตอนนั้นเขายังใช้มหาเวทย์อีกด้วย

    “ จริงหรอ แต่ว่าพี่อัสลอนแข็งแกร่งมากเลยนะแม้แต่อาจารย์เกียมอร์ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ ” ราดิชพูดด้วยความประหลาดใจ

    “ ราดิช โลกใบนี้มันกว้างใหญ่มากแค่ไหนพวกเราเองก็อยู่แค่ในอาณาจักรของตัวเองเท่านั้น ส่วนโลกภายนอกนั้นพัฒนาไปถึงไหนแล้วพวกเราก็ไม่อาจรับรู้ได้ ดูอย่างท่านไลท์สิ แม้ว่าท่านไลท์จะอายุยังน้อยแต่ก็เป็นถึงตัวตนระดับSSแล้ว ” อัสลอนพูดขึ้นพร้อมกับถอนหายใจออกมา 

    ในอดีตเขารู้สึกภูมิใจในตัวเองมากที่คิดว่าตัวเองอายุยังน้อยและแข็งแกร่งได้ถึงระดับนี้ แต่พอเขามาเจอกับพวกท่านไลท์แล้วเขาก็ได้แต่เปลื่ยนความคิดนั้นไปและย้ำเตือนตัวเองเสมอว่าโลกใบนี้ยังมีคนที่อายุน้อยและแข็งแกร่งกว่าตัวเองก็มีเยอะแยะ เพราะฉะนั้นอย่าลำพองว่าตัวเองแข็งแกร่งที่สุด

    เมื่อราดิชและเอเทียได้ยินที่อัสลอนพูดก็ค่อยๆรู้ว่าโลกใบนี้มันยังมีอะไรอีกมากมายที่ให้พวกเขาได้เรียนรู้อีกเยอะ

    ผ่านไปกว่าชั่วโมง พวกไลท์และราดิช เอเทียก็สนิทกันมากยิ่งขึ้น

    หลังจากที่กินเหล้ากันเสร็จแล้วพวกไลท์ก็กลับไปที่พักของตัวเอง