เหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง!

    บทที่ 51 เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ตกตะลึง(2)

            เสวียนเทียนชิงหายไปแล้วส่วนศิษย์พี่จากหออักษรจิ่วยังคงยืนเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งได้ยินเสียงกระบี่แหวกอากาศใกล้เข้ามาเขาถึงได้สติแม้แต่ตอนที่เขาเห็นหลัวซู่มาถึงสีหน้าของเขาก็ยังดูสับสนอยู่เลย

            “ศิษย์พี่หลัว”

            “เกิดอะไรขึ้น?แล้วหมาป่าระดับห้าล่ะ? เด็กใหม่ที่เจ้าพูดถึงล่ะ?”

            หลัวซู่หวาดตามองรอบๆเห็นร่องรอยการต่อสู้และคราบเลือดบริเวณนี้ก็ถามออกมาอย่างร้อนใจการรับเด็กใหม่ทุกครั้งให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากที่สุดโดยปกติแล้วไม่ค่อยใช้วิธีการเช่นนี้ดังนั้นไม่เคยมีใครตายเพราะการทดสอบเด็กใหม่เลยอย่างไรพวกเขาก็เป็นเมล็ดพันธ์ชั้นดีของแดนเบญจภพหากเกิดอะไรขึ้นจะส่งผลเสียต่อหออักษรจิ่วอย่างมาก

            “ตายแล้ว...เอ่อหมาป่าทองแดงถูกเด็กใหม่นั่นสังหารไปหมดแล้ว”

            ได้ยินว่าตายแล้วตอนแรกทำให้หัวใจของหลัวซู่ดิ่งวูบอย่างไรก็ตามพอฟังจบเขากลับยิ่งตื่นตะลึงหนักกว่าเดิมเสียอีก ไม่ใช่ตามรายงานบอกว่าเด็กใหม่คนนั้นเป้นปรมาจารย์ขั้นสามหรอกหรือ?สังหารหมาป่าทองแดงระดับห้า? แถมยังมีระดับสามอีกสี่ตัวด้วย? หลัวซู่เค้นถามอยู่อีกหลายคำถึงได้มั่นใจว่าศิษย์น้องไม่ได้โกหก

            “ดูจากทางที่เขามุ่งหน้าไปอีกไม่นานก็คงถึงประตำสำนักแล้วหมาป่าทองแดงในบริเวณนนี้ก็ถูกจัดการไปหมดแล้วด้วย เจ้าตามดูเขาต่อก็แล้วกันข้ายังต้องไปช่วยเจียวหลางจัดการราชาหมาป่าทองแดงต่อ”

            หลัวซู่กล่าวจบก็ขี่กระบี่มุ่งหน้ากลับไปทันทีแม้ว่าคราวนี้จะมาแล้วเสียเที่ยวแต่เรื่องที่เกิดขึ้นกลับเป็นเรื่องดี ไม่มีใครตายเพราะการบุกรุกของหมาป่าทองแดงครั้งนี้ศิษย์หออักษรจิ่วถอนหายใจออกมาเล็กน้อยในหัวยังคิดถึงภาพการต่อสู้ที่น่าอัศจรรย์ขณะไล่ตามเสวียนเทียนชิงไป

            ผ่านราตรีแสงตะวันพ้นขอบฟ้าเข้าสู่วันใหม่หลังจากผ่านมุ่งหน้าเดินทางตลอดคืนเสวียนเทียนชิงก็มาถึงชายป่าโบราณแล้วมาถึงตอนนี้เขาไม่ต้องรีบร้อนอีกต่อไปเดินเอ้อระเหยมองสำรวจต้นไม้ใบหญ้าที่บางทีก็ดูแปลกตาอย่างสบายใจพอถึงชายป่าก็สามารถมองเห็นเงารางๆของประตูสำนัก นี่เป็นเขตปลอยภัยที่อยู่ใกล้กับสำนักหากมาถึงตรงนี้ได้ก็เหมือนผ่านการทดสอบไปแล้ว

            “โอ้ๆ นี่มันสหายเก่าที่ไม่ได้พบกันนายมิใช่หรือ?”

            พอเข้าใกล้ประตูสำนักมากขึ้นเรื่อยๆเสวียนเทียนชิงก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งขวางทางเขาอยู่ อัจฉริยะในรุ่นนี้มีปรมาจารย์ขั้นห้าอยู่ทั้งหมดเจ็ดคนอัจฉริยะเหล่านี้เก็บตัวเงียบมาหลายปีมีแค่ไม่กี่คนที่เคยอยู่ในเมืองหลวงเมื่อหลายปีก่อนเท่านั้นเสวียนเทียนชิงรู้จัก

            “เซี่ยเกาฟางฉินยู่หลิว ส่วนเจ้าคงเป็นเฟยอี้กระมัง? ตอนข้ากลับเมืองหลวงได้ยินว่าพวกท่านปู่ทวดออกจากจวนยังตกใจแทบตายสุดท้ายมาได้ยินบ่าวในจวนคุยกันว่าพวกเขาไปตีสุนัขกลุ่มหนึ่ง อ๊ะ! ตอนนั้นพวกก็อยู่เมืองหลวงด้วยนี่นา พวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องนี้ไหม?”

            แค่เห็นสามคนตรงหน้าเสวียนเทียนชิงก็รู้แล้วว่าไม่ได้มาดีเผลอๆ พวกเขาอาจจงใจมาดักรอตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ เจอกับคนพวกนี้ไม่มีอะไรต้องเกรงใจต่อให้พวกเขาไม่หาเรื่องเสวียนเทียนชิงก็จะหาเรื่องพวกเขา! ย้อนกลับไปตอนนั้นที่เสวียนเทียนชิงสู้ศึกบนถนนหลวงคนใหญ่คนโตล้วนรู้ว่าพวกฉินอ๋องถูกบรรพบุรุษตระกูลเสวียนเล่นงานจนต้องถอยร่นอีกทั้งเมื่อมีข่าวออกมาว่าเสวียนอู่หยางทะลวงผ่านจากมนุษย์กลายเป็นเซียนยิ่งทำให้พวกเขาหวาดกลัวจนร้อนรน

            สุนัขที่ว่าหากไม่ใช่พวกฉินอ๋องสามคนนั่นยังจะเป็นผู้ใดได้อีกเล่า?

            “สารเลว!เจ้าว่าใครเป็นสุนัข?”

            เฟยอี้คำรามออกมาด้วยความโกรธพร้อมกับชักกระบี่พุ่งเข้าหาเสวียนเทียนชิงทันทีส่วนพวกฉินยู่หลิวกับเซี่ยเกาฟางที่พอจะคุ้นเคยกับเสวียนเทียนชิงอยู่บ้างกลับไม่ได้ผลีผามคนทั่วหล้ายกย่องพรสวรรค์ในการฝึกฝนของเสวียนเทียนชิงแต่สำหรับคนในเมืองหลวงกลับรู้ดีว่าสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเสวียนเทียนชิงไม่ใช่การฝึกฝนแต่เป็นปากกับสมองที่เจ้าเล่ห์ของเขาต่างหาก!

            “โอ้ๆ ช่างร้อนแรงสมกับเป็นบุตรแห่งเพลิงจริงๆข้าแค่พูดถึงสุนัขแล้วเหตุใดเจ้าต้องโมโหขนาดนี้เล่า? หรือว่าสุนัขตัวนั้นคือบิดาเจ้างั้นหรือ?”

            เสวียนเทียนชิงใช้กระบี่รับการโจมตีของเฟยด้วยรอยยิ้มขณะเดียวกันปากของเขาก็ยังพูดไม่หยุดย้อนกลับไปตอนนั้นที่ฉินอ๋องเชิญมาก็คือปรมาจารย์ขั้นสิบผู้ปกครองเทืองเขาวิหคเพลิงทางเหนือเขาคืออาจารย์ของเฟยอี้และแน่นอนว่าเสวียนเทียนชิงก็ต้องรู้เรื่องนี้ดี ประโยคแรกกล่าวว่าอาจารย์ของเขาเป็นสุนัขยังไม่พอแต่ตอนนี้ยังแสร้งไม่รู้มากล่าวว่าบิดาเขาเป็นสุนัขอีก?ตอนนี้เฟยอี้โกรธจนอกแทบแตกแล้ว!

            “สารเลววันนี้ข้าจะฉีกปากตัดลิ้นเจ้าซะ!”

            การต่อสู้ยิ่งมายิ่งรุนแรงขึ้นจนดึงดูดความสนใจจากคนอื่นๆตอนนี้เฟยอี้ถูกยั่วโมโหจนคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว เขาคือปรมารจารขั้นห้าส่วนอีกฝ่ายแค่ขั้นสามเดิมทีมีคำสั่งมาจากอาจารย์ของเขาว่าไม่ให้ยุ่งกับเสวียนเทียนชิง แม้ว่าเฟยอี้หรือพวกฉินยู่หลิวและเซี่ยเกาฟางจะเป็นปรมาจารย์ขั้นห้าแต่เบื้องบนกลับมองว่าพวกเขายังไม่ดีพอที่จะจัดการกับเสวียนเทียนชิงอย่าลืมว่าที่ถนนหลวงตอนนั้นก็มีปรมาจารย์ขั้นห้าหลายคนที่จัดการเสวียนเทียนชิงไม่ได้ดังนั้นหน้าที่ของพวกเฟยอี้รวมไปถึงคนอื่นๆก็คือการสั่งคำสั่งให้กับอัจฉริยะของแต่ละขุมอำนาจในหอฟ้าเก้าอักษรจัดการเสวียนเทียนชิงแทน

            เรื่องเช่นนี้จะทำให้พวกเฟยอี้พอใจได้อย่างไร?พวกเข้าเป้นปรมาจารย์ขั้นห้าแต่ผู้อาวุโสกับคิดว่าพวกเขาสู้เสวียนเทียนชิงไม่ได้งั้นหรือ?

            “หอฟ้าเก้าอักษรมีกฎเข้มงวดหากพวกเจ้าต้องการสู้กันก็ต้องไปที่ลานประลองหรือไม่ก็ไสหัวกลับไปแดนเบญจภพซะ!”

            ก่อนที่การต่อสู้จะรุนแรงไปมากกว่านี้เสียงเข้มขึมก็ดังขึ้นเสียก่อนตอนนี้เฟยอี้กลิ่นอายของเฟยอี้เริ่มปะทุขึ้นมาแล้ว หากเขาแค่ประลองกระบี่กับเสวียนเทียนชิงก็ไม่เป็นไรแต่หากใช้วิชายุทธ์สู้กันขึ้นมาพลังที่รุนแรงจะต้องสร้างความเสียหายให้กับบริเวณนี้

            ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางเฟยอี้กับเสวียนเทียนชิงเอาไว้หน้าตาของเขาดูธรรมดาไม่โดดเด่นแต่กลิ่นอายของเขากลับเต็มไปด้วยแรงกดดัน ตอนที่อี้เฟยถูกสายตาราบเรียบของเขาจ้องมองนั้นรู้สึกราวกับถูกภูเขาทั้งลูกกดทับอยู่ส่วนเสวียนเทียนชิงนั้นแม้จะมีพลังจิตแข็งแกร่งแต่ก็ยังรู้สึกอีดอัดเล็กน้อยชายคนนี้อย่างต่ำก็เป็นปรมาจารย์ขั้นเจ็ด!

            “คารวะศิษย์พี่ใหญ่”

            “คารวะศิษย์พี่ใหญ่”

            เหล่าศิษย์หออักษรจิ่วที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็รีบปรากฏตัวออกมาประสานมือคารวะชายหนุ่มผู้นี้นามว่าเฉาหนิง ไม่เพียงการฝึกฝนของเขาอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นเจ็ดแต่ยังเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของหออักษรจิวสายในด้วย

            “หลัวซู่ต้องไปช่วยเจียวหลางจัดการกับราชาหมาป่าหน้าที่ตรงนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเองส่วนพวกเจ้าก็ไปทำงานของตัวเองเถอะ”

            เฉาหนิงไม่ได้หยิ่งยโสต่อศิษย์น้องและไม่เคยดูถูกผู้อื่นเขากลางออกมาอย่างธรรมดาใบหน้าราบเรียบ แม้ว่าบางทีเขาจะดูจริงจังเกินไปบ้างแต่ศิษย์หออักษรจิ่วล้วนแต่ให้ความเคารพต่อศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้

            “ตอนนี้เกิดปัญหานิดหน่อยในป่าโบราณพวกเจ้าถึงที่นี่ก็เท่ากับผ่านการทดสอบแล้วไปรอที่ประตูสำนักแล้วอย่าได้ก่อเรื่องอีก”

            เฉาหนิงกล่าวจบก็เดินผ่านทั้งสองคนไปก่อนจะปักหลักนั่งลงบนหินก้อนหนึ่งแถวๆนั้นเพื่อรับศิษย์ใหม่ที่มาถึงเผยอี้จ้องมองเสวียนเทียนชิงอย่างเกลียดชังแต่เฉาหนิงก็ทำให้เขาไม่กล้าลงมือต่อ ในหอฟ้าเก้าอักษรแม้จะมีคนของขุมอำนาจใหญ่จากแดนเบญจภพอยู่มากแต่ก็ไม่อาจใช้เบื้องหลังเหล่านี้มาข่มเหงผู้อื่นได้คนที่สามารถเข้าหอฟ้าเก้าอักษรได้ล้วนเป็นอัจฉริยะที่หอฟ้าเก้าอักษรให้ความสำคัญตำแหน่งฐานะเก่านั้นไร้ผลมีแค่ได้รับสถานะจากหอฟ้าเก้าอักษรเท่านั้นถึงจะเป้นความจริงที่จับต้องได้

            อย่างตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่ของเฉาหนิงนั้นต่อให้เป็นรัชทายาทจากแดนเบญจพก็ต้องประสานมือคาราวะทักทายเขานับประสาอะไรกับพวกเฟยอี้ที่ยังไม่ถูกรับเขาหอฟ้าเก้าอักษรอย่างเป็นทางการเลยด้วยซ้ำ

            “ไปเถอะเฟยอี้เขาหย่องผยองได้อีกไม่นานหรอก”

            “อืมตอนนี้ไม่ควรก่อปัญหา รอให้พวกเราเป็นศิษย์อย่างเป็นการก่อนค่อยจัดการเขาก็ยังไม่สาย”

            เซี่ยเกาฟางกับฉินยู่หลิวเดินมาปลอบใจเฟยอี้เล็กน้อยก่อนจะพาตัวเขาไปที่ประตูสำนักเสวียนเทียนชิงมองภาพนี้พลันหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะหันหลังกลับไปประสานมือคาราวะเฉาหนิงแล้วมุ่งหน้าไปยังประตูสำนัก เย่ว์อิงเป็นคนแรกที่มาถึงที่นี่และใช้วเลาน้อยที่สุดด้วยเสวียนเทียนชิงมองนางนั่งทำสมาธิอยู่ตรงบันไดหินก็ไม่ได้เขาไปรบกวนนาง

            ประตูสำนักที่ว่ามองไปทางซ้ายหรือขวาก็เห็นแต่กำแพงสูงสิบจั้งมีแค่ตรงกลางที่เป็นบันไดหินทอดยาวขึ้นไปถึงซุ้มประตูหินโบราณสองต้นขนาดใหญ่เวลาเริ่มไหลผ่านไปเสวียนเทียนชิงเห็นคนมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้ายหมดเวลาตามที่ผู้อาวุโสเนี่ยกล่าวไว้ก็มีคนทั้งหมดเจ็ดสิบสองคนที่มาถึงในการทดสอบครั้งนี้มีอัจฉริยะกว่าครึ่งต้องพ่ายแพ้กลับไปอย่างผิดหวัง

    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง! ที่คุณอ่าน