60 1-2
ตอนที่ 99 ข้าทำเพื่อพวกเจ้า
สองพ่อลูกคู่นี้คิดจะรุมนาง? สุภาพบุรุษเสียไม่มีล่ะ!
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถิด...คิดว่าพวกเจ้ามีปัญญาจะโค่นข้าลงได้อย่างนั้นรึ?
แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากไปเสียบ้าง กับเรื่องที่ต้องจัดการกับยอดฝีมือขอบเขตปราณจิตขั้นสุดและยอดฝีมือขอบเขตปราณถ่องแท้ขั้นต้นในคราเดียวกันเช่นนี้
แต่ทว่า หากนำกลวิธีบางอย่างเข้ามาใช้ร่วมด้วย กลับสามารถเอาชนะคนเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
ทันใดนั้นเอง จู่ๆนางก็หันไปทางเหลิงหงเฟยพร้อมกับแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่
รอยยิ้มเช่นนี้ของนาง ต่อให้เป็นคนไร้สมองโง่เขลาเพียงใดก็ย่อมดูออกว่าสตรีนางนี้กำลังคิดวางแผนอะไรบางอย่างอยู่!
เหลิงหงเฟยถึงกับเสียวสันหลังหนาวสะท้านวูบวาบ หลังศีรษะพลันรู้สึกด้านชาไปกว่าครึ่ง และนั่นทำให้เขายิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวให้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าทวี
“ประมุขเหลิง นำโอสถระงับพิษให้เขากินแล้วหรือไม่?”
“...” เหลิงหงเฟยลดกระบี่ลงกึ่งหนึ่ง เลิกคิ้วกระตุกเล็กน้อยด้วยความสงสัย หยาดเหงื่อเย็นที่ทั้งเหนียวเหนอะและเปียกชุ่ม ได้ไหลเฉอะแฉะไปทั่วทั้งด้ามกระบี่แล้วในยามนี้ เขาตะคอกเสียงดุดันถามสวนกลับไปทันที
“นี่เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกัน!?”
“ก็ไม่มีอะไรนี่ เห็นแก่ที่เจ้าจงรักภักดีต่อตระกูลเหลิงเพียงนี้ ข้าจึงอยากจะมอบของขวัญให้เจ้าสักชิ้น”
ทั้งคำพูดและน้ำเสียงล้วนลอกมาจากประโยคเดียวกันกับที่เคยเอ่ยบอกเหลิงเจียวเจียวคราก่อนไม่มีผิดเพี้ยน เส้นขนทั่วทุกอณูบนร่างของเหลิงหงเฟยถึงกับลุกซู่ด้วยความสยดสยอง
นังผู้หญิงคนนี้มิเคยคิดเรื่องดีๆอยู่ในหัวสมองบ้างเลยกระมัง? แต่ละวาจาที่เอ่ยกล่าวออกมาล้วนแล้วแต่แฝงเร้นไว้ด้วยพิษร้ายทั้งสิ้น!
“หงเอ๋อร์ อย่าไปฟังที่นางพูด! รีบลงมือก่อน!”
สิ้นเสียงกล่าวจบ ร่างของสองพ่อลูกพลันไสววูบกลายเป็นเงาอัสนีบาตพุ่งเร็วสายหนึ่ง เหลิงหยุนเจียวกวาดสายตาเฝ้าจับสังเกตการเคลื่อนไหวของคนทั้งคู่อย่างระมัดระวัง และทันใดนั้นเอง นางก็ลอบหยิบระเบิดควันออกจากห้วงมิติพื้นที่ของตน แล้วปาอัดลงกระแทกกับพื้นอย่างแรง
พริบตานั้น พลันปรากฏกลุ่มควันสีเหลืองฟุ้งกระจายทั่วบริเวณตำแหน่งที่นางยืนอยู่ แทบไม่ต้องคิดไตร่ตรองใดๆ เหลิงหยวนหลงและเหลิงหงเฟยต่างก็พุ่งกระโจนเข้าใส่กลุ่มควันสีเหลืองตรงหน้าอย่างว่องไว
“สิ่งนี้คืออันใดกัน?”
ทางด้านเหลิงหยุนเจียวยามนี้ กลับเดินแช่มออกจากดงกลุ่มควันสีเหลืองนั้นอย่างสบายอารมณ์ พร้อมยกไม้ยกมือขึ้นปิดจมูกไว้อย่างหนาแน่น
ได้ฟังคำถามที่หลุดออกจากปากของเหลิงหยวนหลงซึ่งอยู่ภายในนั้น เหลิงหยุนเจียวก็กำลังจะปริปากตอบเช่นกัน แต่ทันใดนั้น ก็ปรากฏกระแสพายุหอบใหญ่ปะทุขึ้นที่ใจกลางกลุ่มควันสีเหลือง ก่อนที่ทั้งหมดจะกระจายตัวสลายหายไป
นางระเบิดเสียงหัวเราะเยาะลั่นอย่างบ้าคลั่ง และนั่นยิ่งทำให้เหลิงหยวนหลงกับบุตรชายปั้นหน้าฉงนระคนหวาดระแวงมากขึ้นไปใหญ่
“นั่นคือระเบิดควันชนิดพิเศษที่ข้าทำขึ้นเอง ภายในนั้นบรรจุผงโอสถระงับพิษจำนวนมากเอาไว้”
สองพ่อลูกถึงกับปั้นสีหน้างุนงงยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้ยินคำตอบ เหลิงหยุนเจียวจึงโบกมือไปมาพลางตอบยิ้มๆไปว่า
“อย่าได้คิดมากไป ข้าล้วนทำเพื่อพวกเจ้าสองพ่อลูก”
ทันทีที่ได้ฟังจนจบประโยค ทั้งสองก็พลันนึกถึงคำพูดที่เหลิงหยุนเจียวได้เคยกกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ และยังไม่ทันที่จะได้ครุ่นคิดสืบสาวอันใดต่อ จู่ๆก็บังเกิดความรู้สึกเจ็บปวดขั้นรุนแรงแทรกซึมไปทั่วทุกอณูร่างกายของพวกเขา ไล่ตั้งแต่ศีรษะลงมาจรดปลายเท้า และความเจ็บปวดทรมานในครานี้ ดูเหมือนจะรุนแรงเสียยิ่งกว่าการได้รับพิษเมื่อคราก่อนไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า
สองพ่อลูกไม่สามารถทนรับต่อความเจ็บปวดเหล่านี้ได้อีกต่อไป ทั้งคู่ทรุดตัวล้มลงกับพื้นโดยตรง ยามนี้ต่างคนต่างเริ่มคุมจังหวะลมหายใจไม่อยู่แล้ว
ไม่กี่อึดใจต่อมา โลหิตสีแดงข้นก็เริ่มไหลทะลักออกมาจากทวารทั้งเจ็ดของพวกเขาทั้งสอง และในท้ายที่สุด สองพ่อลูกก็ได้สิ้นใจตายในทันที
เหลิงหยุนเจียวยืนมองร่างไร้วิญญาณทั้งสอง พลางมุ่ยหน้าเล็กน้อยด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย
คราแรก เหลิงหยุนเจียวคิดไว้ว่า คนเจ้าเล่ห์กลับกลอกเช่นหลิงหยวนหลง ผู้ที่สามารถปรับเปลี่ยนสีไปมาได้ในทุกสถานการณ์เช่นนั้น จะสามารถทำให้นางรู้สึกประหลาดใจได้มากกว่านี้หลังจากการมาถึงของคนตระกูลสายหลัก
แต่ท้ายที่สุดความเป็นจริงที่ปรากฏให้เห็นก็คือ ไม่ว่าจะเป็นผู้เป็นพ่อหรือผู้เป็นลูก ต่างก็หวาดกลัวในอำนาจของตระกูลเหลิงสายหลักจนหัวหด ยิ่งไปกว่านั้น ยังหัวหมอกินโอสถระงับพิษเพื่อคิดจะฉวยโอกาสนี้กำจัดนางให้สิ้นซากด้วย
จะกล่าวว่า ช่างเป็นคู่พ่อลูกที่น่าเห็นใจอย่างสุดซึ้งก็คงมิผิดนัก เพราะจะมีผู้ใดคาดคิดเล่าว่า โอสถระงับพิษที่เป็นดั่งแสงแห่งความหวังในสายตาพวกเขา แท้ที่จริงกลับเป็นตะปูดอกสุดท้ายที่ใช้ตอกฝาโลงปิดตายพวกเขาทั้งคู่เช่นนี้
เหลิงหยุนเจียวหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในโถงใหญ่ ในมือกำแส้อสรพิษเพลิงไว้แน่น เมื่อถึงหน้าประตูก็ลอบชำเลืองมองเข้าไปด้านในปราดหนึ่ง
โม่เฉินหยวนกำลังนั่งเล่นอยู่ตรงที่นั่งสำหรับแขกผู้มาเยือน คลี่พัดโบกสะบัดรับลมเย็นสีหน้าชื่นมื่น ทั้งยังริมจิบชาจวิ๋นซานบนโต๊ะไปพลางอย่างสบายอารมณ์
ตรงกันข้ามกัน เฉาเซี่ยหนานกลับนั่งหน้าตาเคร่งเครียดดูระมัดระวังตัวตลอดเวลา ประหนึ่งว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับศัตรูที่ร้ายกาจยิ่ง แต่หลังจากเวลาที่ผ่านพ้นไปนานเช่นนี้ กลับเป็นเขาที่ยังคงนั่งนิ่งมิกล้าลงมือจู่โจมแต่อย่างใด
เหลิงหยุนเจียวมุ่งความสนใจเพ่งมองไปทางโม่เฉินหยวน ภายในใจยิ่งเกิดความสงสัยใคร่รู้มากขึ้น
แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตปราณปฐพียังหวาดกลัวเขามากถึงเพียงนี้ ภูมิหลังของเจ้าหมอนี่คือผู้ใดกันแน่?