ทันทีที่ซูหนิงมาถึงจวนจะหน้าประตูของตนเอง มือเรียวบางกำลังเอื้อมเพื่อจะเปิดประตูเข้าห้องไป
“หนิงเอ๋อร์...” เสียงเรียกของหยางฮูหยินพลันดังขึ้นจากด้านหลังจนซูหนิงต้องชะลอฝีเท้าลงก่อนหยุดยืนนิ่ง ซูหนิงพลางหันตัวกลับมา สายตาหยุดลงที่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของหยางฮูหยิน
“ท่านแม่มีอะไรจะกล่าวถามข้าหรือ?” ซูหนิงรู้ดีว่าตอนนี้หยางฮูหยินกำลังสงสัยเรื่องที่นางสามารถปลุกคนตายให้กลับมาชีวิตได้
“หนิงเอ๋อร์ ลูกปลุกอาอี้ที่ตายไปแล้วให้ฟื้นกลับมามีชีวิตได้อย่างไร?” คำถามที่หยางฮูหยินสงสัยมาตั้งแต่อาอี้ตื่นขึ้นมา ซูหนิงเมื่อได้ยืนก็พลันกระตุกปากบางยิ้มขึ้น พลางมองมาที่หยางฮูหยินด้วยใบหน้าที่อ่อนโยนก่อนจะเริ่มอธิบาย
“ข้าเพียงแค่ใช้พิษที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของหัวใจและสมองชนิดรุนแรง มันเป็นพิษชนิดที่รุนแรงมาก หากคนปกติโดนคงตายได้โดยเฉียบพลันเพราะอวัยวะทำงานหนักเกินกว่าปกติหลายเท่า แต่ถ้าหากเปลี่ยนเป็นใช้กับคนตายก็จะมีผลตรงกันข้ามทำให้สามารถกลับมามีชีวิตได้ แต่จะอยู่ได้ไม่นานและมีข้อแม้ว่าคนที่ตายไปนั้นจะต้องตายไปไม่เกินครึ่งชั่วยาม...”
ซึ่งวิธีนี้ซูหนิงคิดค้นขึ้นก็เพื่อไว้ใช้เพื่อช่วยคนคนนั้นสืบหาข้อมูลจากคนที่ตายเพื่อให้หงเจี๋ยได้ขึ้นครองบัลลังก์ แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้ใช้มันเพื่อช่วยเหลือตัวเองเช่นนี้ แต่เมื่อคิดถึงเรื่องของคนคนนั้นก็ทำให้รู้สึกถึงความแค้นในใจค่อยๆผุดโผล่ขึ้นมา
หยางฮูหยินเมื่อได้ยินก็คลายความสงสัยในเรื่องนี้ แต่กลับสงสัยอีกเรื่องขึ้นมาเเทน ใบหน้าของหยางฮูหยินกำลังแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังสงสัยบางอย่างก็ทำให้ซูหนิงรู้สึกอยากกุมขมับเสียจริง “ท่านแม่วันนี้ข้าเหนื่อยมากแล้ว ท่านพอเท่านี้เถิด....” คำพูดของซูหนิงทำให้หยางฮูหยินเก็บความสงสัยนั้นลงกลับไปทันที ใบหน้าของซูหนิงเองก็แสดงออกว่าไม่ต้องการจะบอกว่าตนชำนาญในด้านพิษได้อย่างไร หยางฮูหยินได้แต่พยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็นไร วันนี้ลูกเหนื่อยมามากแล้วรีบเข้าไปพักเถิด...” ทันทีที่มารดาพูดจบซูหนิงก็โผกายบางเข้ากอดมารดา ปากเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“หากข้าพร้อมข้าจะมาบอกท่านนะเจ้าคะ...ท่านแม่...” สิ้นเสียงอันแผ่วเบา ซูหนิงก็หันหลังย่างเท้ากลับเข้าห้องไป
ทันทีที่เข้าห้องมาในใจรู้สึกเหนื่อยล้าระคนปวดหัวเหลือเกิน วันนี้นางเจอปัญหาและเรื่องราวมากมายในวันเดียว ในใจจึงได้แต่คิดว่าขอนอนพักเสียหน่อยแล้วกัน แต่ทว่าเมื่อมองไปยังเบื้องหน้านางกลับนึกได้ว่าอาจูนอนอยู่ หญิงสาววัยสิบห้าปีอย่างอาจูต้องประสบเหตุการณ์เลวร้ายจนเสียมือไปทั้งสองข้าง ซ้ำต้นเหตุเกิดจากนางทั้งนั้น ดังนั้นชีวิตนี้ของซูหนิงจะขอดูแลน้องสาวคนนี้ตลอดไป...
...หลายวันผ่านไป...
วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า....อาจูเริ่มกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสอีกครั้ง ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายวันมานี้ซูหนิงคอยดูแลประคบประหงมอาจูอย่างดี ส่วนทางด้านของหยางเล่อเมื่อจบเรื่องของอาอี้ไป หยางฮูหยินที่รู้สึกไม่พอใจกับการที่หยางป๋อไม่ได้ลงโทษนางตามสมควรจึงไปอาละวาดเอาเสียยกใหญ่จนใต้เท้าหยางป๋อยอมออกคำสั่งลงโทษให้นางอยู่แต่ในห้องเป็นเวลาหนึ่งเดือนเพื่อให้สำนึกในสิ่งที่ตนกระทำ
“อาจูเจ้าอยากทานอะไรอีกหรือไม่ พี่จะได้ไปทำให้เจ้ากิน...” ซูหนิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน มือพลางลูบหัวอาจูอย่างเอ็นดู ซูหนิงนับอาจูราวประหนึ่งน้องสาวคนหนึ่ง
“คุณหนูท่านดูสิ ของกินเต็มโต๊ะขนาดนี้อาจูกินอิ่มได้หลายชาติเลยนะเจ้าคะ” อาจูกล่าวขึ้นพร้อมกับมองอาหารที่วางเรียงรายหลายเมนูตรงหน้า ซูหนิงเมื่อได้ยินก็พลางหัวเราะอย่างมีความสุข
“อาจูข้าบอกให้เจ้าเรียกข้าว่าพี่สาว เจ้าและข้าเปรียบเสมือนพี่น้องกัน ดังนั้นไม่ต้องเรียกให้รู้สึกห่างเหินเช่นนั้นนะ”
“เจ้าค่ะ” อาจูตอบลงพร้อมกับรอยยิ้มที่น่ารักน่าชัง ซูหนิงเองในใจก็พลางรู้สึกอยากอยู่อย่างสงบสุขแบบนี้กับน้องสาวทุกวันตลอดไปเช่นนี้จริงๆ
แต่อยู่ๆ เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนก็ดังตรงมาที่จวน
ใต้เท้า!!
เสียงเรียกของพ่อบ้านป่าวลั่นดังขึ้น รีบมาตามหยางป๋อออกไปที่หน้าจวน พบว่าเป็นขันทีจากวังหลวง...ในมือถือราชโองการของฮ่องเต้มาด้วย หยางป๋อทันทีที่ได้ยินก็รีบสับฝีเท้าวิ่งตรงออกมา ทุกคนในจวนต่างรีบออกมารับราชโองการยกเว้นหยางเล่อ
ทันทีที่ทั้งหมดมารวมตัว คนทั้งจวนต่างพากันคุกเข่าคำนับรอรับราชโองการ ขันทีเมื่อเห็นทั้งหมดพร้อมแล้วก็เริ่มประกาศราชโองการขึ้น
“ด้วยองค์การแห่งฟ้าฮ่องเต้จึงมีพระบัญชา ประสงค์ให้บุตรสาวตระกูลขุนนางทั้งหลายเตรียมตัวเข้าวังคัดเลือกเป็นพระชายาของชินหวังอ๋อง ขอเพียงเป็นบุตรี ไม่ว่าจะเป็นลูกอนุหรือบุตรของฮูหยินเอกก็ให้เข้าวังภายก่อนรุ่งเช้าในวันถัดไป จบราชโองการ!”
สิ้นเสียงประกาศของขันที ขันทีก็รีบกระซิบไล่ตามมาทันที “คราวนี้ฮ่องเต้ทรงประสงค์พิเศษ อนุญาตให้บุตรของอนุเข้าร่วมคัดเลือกได้ เพราะกลัวท่านอ๋องจะกลายเป็นท่อนไม้ ขอเพียงทำให้ชินหวังอ๋องยอมแต่งงานได้ หากเป็นอนุ ฮ่องเต้ก็จะลบล้างพื้นเพ มอยนามใหม่ ตัวตนใหม่ให้สมท่านอ๋องเลยล่ะ! กรณีพิเศษเชียวนะใต้เท้าหยางป๋อ!” หยางป๋อตาเบิกกว้าง ก่อนที่ทุกคนในจวนต่างพากันก้มลงคำนับพร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“น้อมรับราชโองการ” เมื่อกล่าวจบใต้เท้าหยางป๋อรับราชโองการไว้ในมือ ก่อนที่ทั้งหมดจะลุกขึ้นยืน
“ขอให้บุตรสาวท่านได้รับเลือกนะใต้เท้าหยาง...” ขันทีกล่าวขึ้นก่อนจะเดินออกไป หยางป๋อยิ้มส่งจนสุดทาง ในใจของซูหนิงนี่ถือเป็นโอกาสที่จะได้เป็นพระชายาชินหวังอ๋องแห่งแคว้นฉี เพราะถ้าหากนางได้เป็นชายาอ๋องแปดนางจะสามารถทำให้แคว้นฉีรบกันกับแคว้นจิ้งได้จนชนะได้แน่ ความแค้นของนางกำลังจะได้รับการชำระเสียที!
หยางป๋อเมื่อรับราชโองการเสร็จมุมปากหนาพลางยิ้มกว้าง ปากป่าวตะโกนขึ้น “เร็ว! ไปปล่อยตัวหยางเล่อ โอกาสที่นางจะได้เป็นชายาของชินหวังอ๋อง เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับตระกูลมาถึงแล้ว!” หยางป๋อกล่าวขึ้นเหมือนกับลืมไปแล้วว่ากำลังสั่งลงโทษนางอยู่ ซ้ำในจวนก็ไม่ได้มีบุตรสาวอยู่แค่คนเดียวแต่ยังมีหยางซูหนิงอยู่อีกคน
“ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไร! ท่านไม่ได้สั่งกักบริเวณนางอยู่หรือ?” หยางฮูหยินกล่าวขึ้นอย่างโมโห
หยางป๋อไม่สนใจคำกล่าวของภรรยา สายตาตั้งมั่นแต่จะปล่อยตัวของบุตรสาวที่รัก “เจ้าจะขัดคำสั่งของฮ่องเต้หรือ ถึงอย่างไรบุตรสาวเจ้าก็ได้ไปด้วยอยู่ดี” หยางป๋อกล่าวขึ้นเหมือนกับเห็นว่าหยางเล่อเป็นเพียงบุตรเพียงคนเดียว
หยางฮูหยินที่ได้ยินก็รู้สึกอารมณ์เดือดปะทุ เขาพูดเช่นนี้ได้อย่างไร! ซูหนิงที่ไม่ได้ใส่ใจในคำของบิดาเลยแม้แต่ประโยคเดียวก็พลางจับตัวของมารดาไว้พร้อมกับส่ายหน้าเป็นนัยๆ ว่าปล่อยไปเถิด ตอนนี้นางสนเพียงแค่คว้าตำแหน่งชายาอ๋องแปดมาครองเท่านั้น!
แต่ครั้นจะเดินกลับห้อง ใจก็ฉุกคิดได้หนึ่งอย่าง ‘ครั้งนี้แปลกนัก ใยให้ลูกอนุเข้าร่วมได้ ชินหวังอ๋องผู้นี้...เกรงว่าคงไม่ธรรมดา’