63
งานเลี้ยงต้อนรับทายาทแม่ทัพกัว
“พวกเขาควบคุมตัวองค์รัชทายาท อู๋อ๋อง คุณชายน้อย และทุกคนมาไว้ที่นี่หรือ?”เซินสี่หันไปถามเจี่ยอินเพื่อความแน่ใจ
“ถูกแล้ว พวกเขาพาคนมาที่นี่จริงๆ ข้ากับเฉินอี้ติดตามมาห่างๆจึงได้เห็นกับตา”เจี่ยอินยื่นยัน
“จริงขอรับ”เฉินอี้ยืนยันอีกเสียง“พวกเรามาถึงตั้งแต่เมื่อวาน หลังจากมาถึงพวกเราลงไปเพื่อติดต่อห้องพัก แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีทหารชุดดำบุกเข้ามาและจับกุมตัวคนทั้งหมด พวกเราจะออกไปช่วย แต่ถูกพี่ต้าเจิง รองแม่ทัพจู และคนอื่นสั่งห้ามไม่ให้เปิดเผยตัว ดังนั้นพวกเราจึงจำเป็นต้องทำเป็นไม่รู้จัก และหาทางหลบหนีออกมารอจวิ้นอ๋อง”
ได้ฟังที่เฉินอี้พูด จางหลินถงจึงเงยหน้ามองป้ายหน้าซุ้มประตู ‘ที่ทำการเจ้าเมือง’ คิ้วเรียวงามพลันขมวด เพราะสงสัยว่าเจ้าเมือง และคนในค่ายพยัคฆ์ขาวมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร
“ท่านเจ้าเมืองคือใครกัน เหตุใดถึงสามารถสั่งการคนในค่ายพยัคฆ์ขาวได้”จางหลินถงบ่นงึมงำ
“ข้าได้ยินว่าเจ้าเมืองที่นี่นามหวางมู่ อายุน่าจะไล่เลี่ยกับไห่เถิง เป็นคนในพื้นที่ที่พวกเขาเลือกขึ้นมาเอง ส่วนเรื่องความเกี่ยวพันกับค่ายพยัคฆ์ขาว อีกหน่อยคงได้รู้กัน”อู๋ฮวนคลายข้อสงสัยให้จางหลินถงฟัง ก่อนจะถามความเห็นของนางต่อ“เจ้าเห็นที่นี่แล้วคิดอย่างไร”
“ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังรอเราอยู่นะเจ้าคะ”นางกล่าวขึ้น หลังจากกวาดตามองผ่านเพียงแวบเดียว
อู๋ฮวนพยักหน้าเบาๆ ใบหน้านิ่งสงบเยือกเย็นเริ่มมีรอยยิ้มที่มุมปาก คำตอบของนางตรงกับที่เขาคิดไว้เช่นกัน
“อาหลินของข้าเก่งขึ้นทุกวันแล้ว ที่นี่เงียบสงบเกินไป เจ้าดูด้านหน้าประตูมีทหารเฝ้าประตูแค่สองคน พวกเขารู้ว่าเราจะมาจึงจงใจวางคนให้น้อยเพื่อให้เราคลายระแวงเข้าไปข้างใน”
อู๋ฮวนชี้ไปด้านหน้าซุ้มประตู จางหลินถงมองตามมือของอู๋ฮวน ที่ทำการกว้างใหญ่แต่มีทหารยามเฝ้าประตูอยู่สองคน และพวกเขามีสีหน้าสงบนิ่งมาก ทั้งที่เห็นอยู่ว่ามีคนมายืนตรงหน้า แต่ไม่คิดไต่ถามสักคำว่ามาทำอันใด หากไม่ใช่จงใจวางกับดักกล่อแล้วจะหมายความว่าอย่างไรได้อีก
“เข้าไปข้างในกันเถอะ”
จางหลินถงและอู๋ฮวนหันมามองตากันโดยไม่ได้นัดหมาย แค่มองตาก็รู้ถึงความคิดของกันและกัน สองหนุ่มสาวก้าวเข้าไปด้านในอย่างไม่ลังเล ไห่เถิง เซินสี่ เป่าซาน เจี่ยอินและเฉินอี้จึงตามเข้าไปโดยไม่ติดใจสงสัย เจ้านายตัดสินใจอย่างไร พวกเขาก็ตัดสินใจเช่นเดียวกัน เมื่อคนทั้งหมดก้าวเข้ามา ทหารที่เฝ้าประตูทั้งสองพยักหน้าให้กัน จากนั้นเดินเข้าไปด้านในและปิดประตู
ประตูทางเข้าถูกปิดแล้วแต่พวกเขาไม่ได้ตกใจกลัวแต่อย่างใด เพราะอย่างรู้แก่ใจว่าหากก้าวเท้าเข้ามา พวกเขาจะต้องเจอกับเรื่องที่เหนือความคาดหมายอีกมาก
ทหารที่เฝ้าประตูทั้งสองนายเห็นท่าทีของผู้มาเยือนไม่มีท่าทีตื่นตระหนก ก็พลันหนาวสะท้านเสียเอง พวกเขาเอามือจับที่ด้ามกระบี่เตรียมชักออกมาป้องกันตัว ต่อมามีเสียงฝีเท้าจำนวนมากวิ่งออกมาจากด้านในที่ว่าการเจ้าเมือง อีกกลุ่มโผล่ขึ้นมาบนหลังคาพร้อมธนูและหน้าไม้ ง้างสายน้าวศรเตียมพร้อม ขณะที่อีกกลุ่มออกมาจากอาคารด้านข้างที่ว่าการ ถือกระบี่เตรียมปะทะระยะประชิด เมื่อเห็นพวกเดียวกันออกมามากมาย นายทหารทั้งสองนายมีสีหน้าผ่อนคลายขึ้นมาก
จางหลินถงมองคนพวกนั้น หากนับด้วยสายตา พวกเขามีไม่ต่ำกว่าสามสิบคน!
“นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะเตรียมการต้อนรับอบอุ่นขนาดนี้”จางหลินถงกล่าวน้ำเสียงเนิบช้า แต่ไม่ได้หวาดกลัว เพราะนางรู้ว่าเป้าหมายของคนเหล่านี้คือนาง ตราบที่นางยังอยู่องค์รัชทายาท อู๋อ๋อง คุณชายน้อยและคนอื่นๆก็ยังปลอดภัย
“ทายาทแม่ทัพกัวไม่ธรรมดา ย่อมต้องเตรียมการต้อนรับที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน”อู๋ฮวนกล่าวปิดท้าย
ด้านในที่ทำการ เจ้าเมืองวัยหนุ่มกำลังนั่งสีหน้าเคร่งเครียด ขณะฟังเสียงร้องทุกข์ของนักเลงเจ้าถิ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในนักเลงที่ตนถูกชุบเลี้ยงให้คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของเมืองนี้ กล่าวถึงเรื่องเพิ่งประสบมาหยกๆ ขณะยื่นมือที่มีผ้าห่อหุ้มข้อมือที่เกือบขาดให้เจ้าเมืองได้เห็นชัดๆ
“ข้าพูดจริงๆนะใต้เท้า ใต้เท้าต้องเชื่อข้า จัดการสั่งสอนพวกมันให้ข้านะ”
คนผู้นั้นคือนักเลงที่ถูกตัดมือจนเกือบขาด เขายังไม่ได้ไปหาหมอ แต่ตรงดิ่งมาที่ทำการเจ้าเมืองเพื่อร้องทุกข์ เรื่องที่ลูกน้องของเขาถูกฆ่าตายโดยฝีมือของคนต่างถิ่น เจ้าเมืองมองใบหน้าขาวซีดของลูกน้องพลางถอนหายใจครั้งใหญ่
“ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าล่วงเกินคนส่งเดช แค่ให้จับตาดูความเคลื่อนไหวแล้วมารายงายข้า”
“โธ่...ใต้เท้า ข้าทำเพื่อใต้เท้าทั้งนั้น ท่านบอกเองมิใช่หรือว่าหากเป็นคนมาจากเมืองหลวงให้จัดการทั้งหมด”คนผู้นั้นแย้ง ขณะร่างกายเริ่มโงนเงนหน้ามืดเพราะเสียเลือดไปมาก ทำให้ลูกน้องที่ติดสอยห้อยตามมาต้องรีบเข้ามาประคองพี่ใหญ่ไม่ให้ล้ม
“ใต้เท้า ท่านเป็นเจ้าเมืองนะ ชาวเมืองเดือดร้อนมาร้องทุกข์ ท่านจะไม่ช่วยข้าหรือ ท่านดูสิพวกมันฆ่าคนของข้าตายไปหนึ่งคน แล้วยังตัดมือข้าอีก ข้าทำงานให้ท่านมานานปี ใจคอใต้เท้าจะนิ่งดูดายได้จริงๆงั้นหรือ”เสียงชายคนนั้นตัดพ้อ
“เอาล่ะๆ ข้าจะส่งคนตามดูว่าพวกนั้นเป็นใครถึงได้บังอาจฆ่าคนในเมืองนี้ พวกเจ้ารีบพาเขาไปหาหมอรักษามือเถอะ”
“ขอบคุณใต้เท้า ขอบคุณใต้เท้า”กล่าวขอบคุณจบก็โบกมือให้ลูกน้องช่วยพยุงตนออกไป
ขณะที่มีทหารจากด้านนอกเดินสวนเข้ามาด้านใน ประกบหมัดและก้าวรายงานเสียงขรึมว่า“เรียนใต้เท้า คนกลุ่มนั้นมาถึงแล้วขอรับ”
“มาถึงแล้วหรือ ดี!”ดวงตาเจ้าเมืองเปล่งประกาย เขาลุกขึ้นยืนอย่างกระตือรือร้น“ไป ไปจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกเขากันเถอะ”
ด้านหน้าที่ว่าการ กลุ่มนักเลงเห็นคนที่เคยทำร้ายตนกำลังตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของทหารก็ได้ใจ ยกมือขึ้นชี้กลุ่มของจางหลินถงสีหน้าโกรธจัดพลางสบถเสียงเข้ม
“พวกเจ้าทำร้ายข้า ฆ่าคนของข้า พวกเจ้าไม่ได้ตายดีแน่”
“นั่นเขานี่”เป่าซานจำนักเลงคนนั้นได้ นึกถึงสิ่งที่คนผู้นั้นกล่าวล่วงเกินจางหลินถง ใบหน้าของเป่าซานก็แสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดอย่างปิดไม่อยู่ “คนถ่อยข้าอยากฆ่าให้ตายนัก”
“มีอะไรกันหรือ”เจี่ยอินมาทีหลัง ยังไม่ทันรู้เรื่องที่เกิดขึ้น เขาเห็นสีหน้าเป่าซานก็เดาได้ว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น
“ก่อนหน้าที่พวกเจ้าจะมา นักเลงพวกนั้นกล่าววาจาล่วงเกินแม่นางอาหลิน ทั้งมีใจคิดเรื่องสกปรกจึงถูกจวิ้นอ๋องตัดมืดจนเกือบขาดเป็นการสั่งสอน พวกมันโกรธแค้นคิดจะเล่นงานคืนก็เลยถูกแม่นางอาหลินสังหารตายไปหนึ่งคน ไม่น่าเชื่อว่าแทนที่จะไปหาหมอรักษาชีวิตกลับวิ่งมาฟ้องเจ้าเมือง ดูเหมือนว่าพวกเราพบต้นตออะไรเข้าแล้ว” เซินสี่หันไปบอก
“พวกสมควรตาย” เจี่ยอินได้ยินกำหมัดแน่น
จางหลินถงเดินทางรอนแรมร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเขามานาน ทั้งยังเป็นสตรีของอู๋ฮวน และเพราะนาง พวกเขาถึงสามารถช่วยอู๋อ๋องและคุณชายน้อยออกมาได้ พอได้ยินว่านางถูกคนล่วงเกิน ด้วยความจงรักภักดีต่อเจ้านายจึงเกิดความไม่พอใจ เจี่ยอินกับเฉินอี้มองนักเลงพวกนั้นพลางหมายหัว ล่วงเกินจางหลินถงเท่ากับล่วงเกินจวิ้นอ๋อง มีโอกาสเมื่อใดพวกเขาต้องมาเอาคืนแน่
ต่อมาเจ้าเมืองก้าวออกมาด้านนอก เห็นลูกสมุนของตนกำลังยืนชี้หน้าแสดงท่าทีอาฆาตแค้น ก็รู้ทันทีว่าใครเป็นคนตัดมือและสังหารนักเลงที่เขาชุบเลี้ยงเอาไว้
“ใต้เท้าเป็นพวกเขาที่สังหารคนของข้าและตัดมือข้า”คนผู้นั้นได้ทีก็ฟ้องใหญ่
“ข้ารู้แล้ว ข้าจะจัดการเอง เจ้ารีบไปเถอะ”เจ้าเมืองหนุ่มรีบโบกมือไล่ก่อนที่จะถูกทำให้เสียการใหญ่
“ใต้เท้า ใต้เท้าคนอื่นฆ่าได้ แต่ผู้หญิงคนนั้น ข้าขอนะใต้เท้า”
“พูดมาก ยังไม่รีบไปอีก”เขากล่าวเสียงขรึม ส่งแววตาดุดันตักเตือน คนพวกนี้ล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินเข้าแล้วจริงๆ
กลุ่มนักเลงสะดุ้ง หันไปเห็นแววตาเจ้าเมืองพลันสะท้านเยือก รีบกล่าวลาอย่างเร่งรีบ“ขอรับใต้เท้า”
คนนักเลงท้องถิ่นออกไปแล้ว เจ้าเมืองวัยหนุ่มมีคนติดตามอีกหลายคนก้าวผ่านกลุ่มทหารเข้าไปด้านในวงล้อม เผชิญหน้ากับทายาทแม่ทัพกัวเหวินเซินอย่างเปิดเผย เขาได้รู้จากจดหมายที่ต้าเจิงส่งมารายงานล่วงหน้าแล้วว่ามีใครร่วมเดินทางมาบ้าง เพียงแต่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
เขากวาดตามองทุกคนคนอย่างถี่ถ้วน ดวงตาหยุดที่ร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าไหมสีดำน่าเกรงขาม คนผู้นี้สวมเสื้อผ้าตัดเย็บอย่างดีมีราคา ก่อนจะมองใบหน้านิ่งสงบไร้อารมณ์ของอีกฝ่าย ใบหน้านั้นหล่อเหลางดงาม ทว่าเย็นชาเหลือเกิน ท่าทีหยิ่งยโสเช่นนี้ ทำให้เจ้าเมืองเดาได้ทันทีว่าคนผู้นี้คืออู๋จวิ้นอ๋องอู๋ฮวน ผู้ที่ทางเมืองหลวงกำลังประกาศจับตายข้อหาเป็นกบฏ
ก่อนจะเลื่อนสายตาไปหยุดที่คนตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม แม้มีเสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่คลุมทับ แต่ภายใต้เสื้อคลุมเขาก็รู้ว่าคนผู้นี้คือสตรีหาใช่บุรุษ ดวงตาเขาพลันเปล่งประกายเคียดแค้นอย่างปกปิดไม่อยู่ นางคือหลานสาวแม่ทัพใหญ่อู๋ไต้หรง กับแม่ทัพกัวเหวินเซิน ซึ่งเกิดจากกัวซือซินที่หลบหนีออกจากค่ายพยัคฆ์ขาวเมื่อสิบกว่าปีก่อน นางคือทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลกัวที่เหลืออยู่ และวันข้างหน้านางจะเป็นนายใหญ่ของค่ายพยัคฆ์ขาว
ทว่าในใจของเขาเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง เขาไม่อาจก้มหัวให้กับเจ้านายที่เป็นสตรีอ่อนแอ ดูจากรูปร่างนางคงเป็นคุณหนูในห้องหอที่ต้องมีคนปรนนิบัติคุ้มกัน คิดไม่เป็น ทำอะไรไม่เป็น ปกป้องตนเองไม่ได้ อดทนต่อความลำบากไม่ได้เช่นเดียวกับมารดาของนาง สวรรค์ช่างเล่นตลก แม่ทัพใหญ่อู๋ไต้หรง และแม่ทัพกัวเหวินเซินเก่งกาจและยิ่งใหญ่ ทว่าเหตุใดสวรรค์ถึงกำหนดให้ทั้งสองผู้ยิ่งใหญ่ มีบุตรหลานที่ไร้ความสามารถขึ้นมาได้เล่า
ที่สำคัญนางคือสาเหตุที่ทำให้แม่ทัพกัวเหวินเซินถูกฆ่าตาย และยังมีพี่น้องในหน่วยพยัคฆ์ขาวอีกนับร้อย ที่ต้องล้มตายในวันนั้น พลันมีไฟโทสะเกิดขึ้นในใจหวางมู่ ทว่าเขาสามารถเก็บสีหน้าโกรธแค้นไว้ได้อย่างมิดชิด
“คารวะจวิ้นอ๋อง คุณหนู ข้าน้อยแซ่หวาง นามว่ามู่ เป็นเจ้าเมืองดูแลความเรียบร้อยของเมืองนี้”เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพราวกับได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี
“คารวะใต้เท้า ข้าคิดว่าใต้เท้าน่าจะรู้แล้วว่าข้าเป็นหลานสาวสาวแม่ทัพกัวเหวินเซิน นามว่ากัวซีซิน ส่วนท่านนี้คือจวิ้นอ๋องอู๋ฮวน เขาเป็นคู่หมั้นของข้า”จางหลินถงแนะนำตนเองและแนะนำอู๋ฮวนให้เจ้าเมืองได้ทราบ นางจงใจกล่าวว่าให้ทุกคนได้ยินว่าอู๋ฮวนเป็นคู่หมั้นของนาง เพื่อแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่านางไม่คิดอ่อนข้อให้ใครหน้าไหนทั้งสิ้น
ในหัวใจอู๋ฮวนรู้สึกหวานล้ำ ยามได้ยินนางประกาศต่อหน้าทุกคนว่าเขาเป็นคู่หมั้นของนาง อาหลินของข้า นางคือว่าที่ภรรยาของข้า
หวางมู่เลิกคิ้วเข้ม มองจางหลินถงที่ประกาศตัวว่าเป็นทายาทหน่วยพยัคฆ์ขาวด้วยแววตาซับซ้อน นางใจกล้าไม่เบาถึงกับกล้าป่าวประกาศว่านางเป็นใคร ทั้งกล้าแนะนำคู่หมั้นอย่างไม่หวาดกลัว ในเมืองอิงหยางล้วนโกรธแค้น ที่ได้ยินข่าวเรื่องแม่ทัพกัวเหวินเซิน หากชาวเมืองรู้ว่านางเป็นใคร คงเตรียมแล่เนื้อนางและคู่หมั้นของนางทาเกลืออย่างแน่นอน
“ข้ายินว่าใต้เท้าควบคุมคณะเดินทางจากต่างถิ่นเอาไว้ ไม่ทราบว่าพวกเขาทำความผิดอันใด ไต้เท้าถึงได้ส่งคนมาจับกุมพวกเขา”จางหลินถงเปิดปากถามอย่างตรงไปตรงมา
หวางมู่ยิ้มกว้างมองหญิงสาวตัวเล็กใต้เสื้อคลุมสีดำอย่างคาดไม่ถึง“คุณหนูกล่าวเช่นนี้ก็ไม่ถูก เมืองอิงหยางแยกตัวปกครองตนเองนานแล้ว ดังนั้นไม่ว่าผู้ใดที่เข้ามาล้วนต้องถูกข้าตรวจสอบ แต่ว่าคนที่มาไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งยังกล่าวอ้างว่าเป็นรัชทายาทแห่งต้าอู๋ หากข้าได้ยินมาไม่ผิด ต้าอู๋เพิ่งเปลี่ยนฮ่องเต้ใหม่ ยังไม่มีการแต่งตั้งรัชทายาท ข้าจึงไม่อาจเชื่อคำพูดส่งเดชได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องควบคุมตัวเอาไว้ก่อน”
“เวลานี้คนทั้งหมดอยู่ที่ใด”อู๋ฮวนเอ่ยปากถามบ้าง เขารู้สึกว่าหวางมู่คนนี้รับมือได้ยาก และมีแรงอาฆาตสูงเสียด้วย
“จวิ้นอ๋องไม่ต้องกังวล ข้าน้อยได้ส่งพวกเขาไปในที่ที่ปลอดภัยแล้ว รับรองว่าแม้แต่ทหารของฮ่องเต้ก็เข้าไปไม่ถึง”หวางมู่อมยิ้ม แน่นอนว่าคนทรยศชักศึกเข้าบ้าน และศัตรูตัวฉกาจจะต้องถูกคุมขังในที่พิเศษเท่านั้น
“รบกวนใต้เท้าพาเราไปพบพวกเขาหน่อยเถิด”จางหลินถงกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ การที่นางเปิดปากให้เขาพาไปเท่ากับส่งสัญญาณให้เขาลงมือเสียที อย่ามัวแต่อ้อมค้อม
“ได้แน่นอน เชิญคุณหนูตามข้ามา”หวางมู่ยิ้ม ดูเหมือนทายาทแม่ทัพกัวจะไม่กลัวตาย และใจร้อนมากเสียด้วย ง่ายดายเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาจะใช้โอกาสนี้ฆ่านางและคู่หมั้นของนางซะ
จางหลินถงหันไปสบตาอู๋ฮวน พยักหน้าให้เขาแล้วเดินตามหวางมู่ไป อู๋ฮวนจึงก้าวตามไปติดๆ แต่พอเซินสี่ เป่าซาน เจี่ยอิน ไห่เถิง และเฉินอี้จะก้าวตามก็ถูกกลุ่มทหารขวางเอาไว้
“นายท่าน”
“สาวน้อย”
“คุณหนู”พวกเขาร้องเรียกคนทั้งคู่อย่างเป็นกังวล จางหลินถงและอู๋ฮวนหยุดชะงัก หันไปมองด้านหลังพบว่าคนของพวกเขาถูกจับตัวไว้แล้ว
“ใต้เท้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”จางหลินถงถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
หวางมู่หันกลับไปมองพลางกล่าวน้ำเสียงนอบน้อมเช่นเดิม แต่แววตาคมปลาบดุจใบมีด“คุณหนูสถานที่ที่จะไปไม่อนุญาตให้คนอื่นเข้าไป นอกจากคุณหนูและจวิ้นอ๋อง ดังนั้นให้พวกเขารอด้านนอกจะดีกว่า เชิญ”
หวางมู่ผายมือเชื้อเชิญอีกครั้ง จางหลินถงหันไปมองคนด้านหลัง แล้วใช้สายตาปลอบใจพวกเขาว่าพวกนางไม่เป็นไร ก่อนจะเดินตามหวางมู่ไป
เจ้าเมืองวัยหนุ่มเดินนำจางหลินถง และอู๋ฮวนเข้ามาด้านในที่ว่าการ เมื่อเดินผ่านห้องโถงไปยังประตูด้านหลัง พบว่ามีประตูหินบานใหญ่ คนที่เฝ้าหน้าประตูเมื่อเห็นหวางมู่เดินมา จึงรีบผลักประตูเปิดออก เผยให้เห็นบันไดลงไปชั้นล่าง จู่ๆหวางมู่ก็หยุดเดินและหมุนกายกลับมา
“ต้องขออภัยจวิ้นอ๋อง ข้างล่างไม่อนุญาตให้นำอาวุธเข้าไป จวิ้นอ๋องได้โปรดให้ความร่วมมือ”หวางมู่กล่าวสีหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน ขณะนั้นมีทหารผู้หนึ่งก้าวขึ้นมาแบมือรอรับ อู๋ฮวนจึงปลดปิ่นปักผมออกไปวางบนฝ่ามือของคนผู้นั้น บนตัวของเขาก็มีเพียงเท่านี้ เนื่องจากกระบี่อยู่ที่เซินสี่ หวางมู่จึงหันไปทางจางหลินถงต่อ“คุณหนูโปรดให้ความร่วมมือ”
จางหลินถงสูดหายใจเข้าลึกๆ ธนูที่อู๋ฮวนทำให้อยู่บนรถม้าไม่ได้นำติดตัวมาด้วย บนตัวนางจึงไม่มีอาวุธอย่างอื่นให้พกพา ทว่าคนผู้นั้นกลับมองนางเหมือนรู้ทัน จางหลินถงจึงก้มลงถอดมีดสั้นที่เหน็บตรงข้อเท้าขึ้นมาวางใส่ฝ่ามือชายคนเดิม
หวางมู่สำรวจด้วยตาเปล่า ครั้นแน่ใจว่าคนทั้งคู่ถอดอาวุธลับออกมาหมดแล้ว จึงโบกมือให้นายทหารคนนั้นถอยไป และเชื้อเชิญก่อนเดินนำลงไป
ด้านล่างมืดสนิท ต่อมาจางหลินถง และอู๋ฮวนเห็นหวางมู่ทำบางสิ่งที่น่าตกตะลึง เขาเค้นพลังภายในออกมา ปราณรอบตัวหวางมู่กลายเป็นสีแดงเจือจางไม่เข้มข้นมาก ฉับพลันคบไฟที่ผนังทางเดินก็สว่างขึ้น จางหลินถงเห็นสิ่งที่หวางมู่ทำก็ตื่นเต้นจนแทบระงับอาการไว้ไม่อยู่
“เขาวิชาปราณโลหิตอัคคี เขาคือคนของเผ่าหั่วจู”จางหลินถงเดินใกล้กับอู๋ฮวนพลางกระซิบ
“อย่าเพิ่งดีใจไป รอดูเขาไปก่อน ข้ารู้สึกว่าเขาไม่ได้ประสงค์ดีต่อเราเลย”อู๋ฮวนก้มกระซิบตอบ จางหลินถงเห็นด้วยกับคำพูดของอู๋ฮวน ทั้งคู่เดินตามหวางมู่เงียบๆ กระทั่งมาหยุดที่หน้าประตูหินอีกบานหนึ่ง
ด้านหน้าประตูมีรูปปั้นเสือขนาดเท่าคนวางอยู่สองตัว นางเห็นเจ้าเมืองขยับตัวที่อยู่ทางซ้ายมือไปทางขวา และขยับตัวที่อยู่ทางขวาไปทางซ้าย จากนั้นประตูบ้านนั้นจึงเปิดออก เผยให้เห็นห้องโถงขนาดใหญ่ มีกรงเหล็กขวางกั้น ภายในห้องนั้นมีเสือนับสิบตัวกำลังเดินไปเดินมา ดวงตามันจ้องมองไปด้านบน จางหลินถงและอู๋ฮวนมองขึ้นไปเห็นกรงอีกหลายใบแขวนอยู่ และในกรงนั้นคือคนทั้งหมดที่เขาตามหานั่นเอง
“คุณหนู คุณมาแล้ว”ชูหลิงตะโกนเรียกอย่างแสนดีใจที่ได้เห็นจางหลินถงปลอดภัย นางโอบกอดเด็กน้อยในอ้อมอกเสียแน่น
“พี่ใหญ่”อู๋สี่ตะโกนเรียกอู๋ฮวนบ้าง
จางหลินถงและอู๋ฮวนเห็นคนเหล่านั้นถูกแขวนเหนือฝูงเสือสีหน้าจึงซีดเผือด หัวใจหล่นวูบ จางหลินถงและอู๋ฮวนหันกลับไปมองหวางมู่ด้วยความไม่พอใจ ต่อมามีเสียงเครื่องจักรทำงาน อีกกรงถูกดึงเคลื่อนเข้ามารวมกัน จากนั้นมีเสียงเรียกมาอีก
“นายท่าน”
“สาวน้อย”
“คุณหนู”
“เป่าซาน ท่านหมอ!”จางหลินถงเงยหน้าขึ้นมองกรงใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา ดวงตาเบิกค้างก่อนจะหลุบตามองเสือเหล่านั้น
โฮก! เสียงเสือคำรามดังสนั่น พวกมันมองเหยื่อที่ลอยเหนือหัวพวกมัน แล้วแลบลิ้นเลียปากจนน้ำลายไหลย้อย ขณะนั้นมีเสือตัวหนึ่งสีขาวดุจหิมะเดินตรงเข้ามาหยุดที่หน้ากรง ดวงตาของมันแดงก่ำ จางหลินถงเห็นเสือตัวนั้นก็รู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก นางเดินเข้าไปใกล้กรง นางจำได้ว่ามันคือไป๋ไป๋ นางกำลังจะยื่นมือผ่านกรงเข้าไปแตะมัน ทว่ามันกลับคำรามพลางตะปบกรงเล็บใส่กรงอย่างแรง โฮก!
“อาหลินระวัง!”อู๋ฮวงดึงจางหลินถงถอยห่างจากกรงและซ่อนนางไว้ด้านหลังตัวเขา ก่อนจะหันไปทางหวางมู่ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้ว่า “ใต้เท้าหวางมีอันใด ก็ค่อยๆพูดจากันเถอะ”
หวางมู่อมยิ้ม ดวงตามองไปยังร่างเล็กที่หลบซ่อนอยู่ด้านหลังอู๋ฮวนและกล่าว “ส่งนางมาให้ข้าน้อย จากนั้นจวิ้นอ๋องก็นำคนและจากไป แบบนี้ดีหรือไม่!”
“ไม่” อู๋ฮวนปฏิเสธทันที“นางเป็นคู่หมั้นของข้า หากข้าไป นางก็ต้องไปกับข้า”
“ดี ช่างเป็นความรักที่งดงาม ข้าน้อยแสนซาบซึ้ง เช่นนั้นข้าน้อยจะจัดงานแต่งงานให้จวิ้นอ๋องและคุณหนูเอง”สิ้นคำหวางมู่ พื้นที่อู๋ฮวนและจางหลินถงเหยียบอยู่เปิดออก ร่างของคนทั้งสองคนร่วงตกลงไปด้านล่างทันที ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนที่อยู่ในกรงตกใจร้องเสียงลั่น
“จวิ้นอ๋อง!”
“คุณหนู!”
**********************************************************