ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    พลังของเสินเถียน

    เมื่อสถาบันทั้งสิบมาถึงสนามประลอง พวกเขาก็แยกย้ายกันไปยังจุดพักที่เตรียมเอาไว้

    สำหรับคู่เปิดสนามเป็นของสถาบันกู่เฟยและสถาบันมู่เทียน

    ในฐานะคู่เปิดก็ต้องทำให้ผู้ชมทั้งหลายตื่นเต้นขึ้นบ้าง เพราะอย่างน้อยๆก็เปิดด้วยหนึ่งในห้าสถาบันใหญ่จึงเป็นเรื่องปกติ

    การต่อสู้ของทั้งสองสถาบันเรียกได้ว่าดุเดือดอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่าสถาบันกู่เฟยจะไม่ใช่สถาบันใหญ่แต่ก็เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงอย่างมากในแคว้นต้าหยาง แถมพวกเขายังมีศิษย์สองคนที่มีระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์อีกด้วย

    แต่ถึงแม้ว่าสถาบันกู่เฟยจะมีศิษย์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์สองคนแต่พวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับจีชิง เพราะว่านางเป็นถึงระดับปราชญ์ยุทธ์

    การประลองเต็มไปด้วยความตื่นเต้นสำหรับผู้ชมทั่วไป แต่สำหรับยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ขั้นไป การต่อสู้เหล่านี้ก็เหมือนกับการต่อสู้ของรุ่นเยาว์เท่านั้น 

    ไม่นานนักก็มาถึงการประลองกันระหว่างสถาบันหยางเว่ยและสถาบันหยูจิง

    สถาบันหยางเว่ยนำโดยลู่จือชิงจอมปราชญ์กระบี่น้อย เนื่องจากหยางเว่ยเชี่ยวชาญด้านกระบี่เป็นอย่างมากแม้กระทั้งเคล็ดวิชาทั้งหมดของเขาก็มาจากกระบี่ แม้กระทั้งเขาฝึกฝนกระบี่จนมาถึงขั้นจิตกระบี่แล้ว ทำให้เขาถูกเรียกว่าจอมปราชญ์กระบี่น้อย 

    สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ถ้าหากจะเชี่ยวชาญอาวุธก็จะถูกแบ่งออกเป็นห้าขั้นด้วยกันได้แก่ ขั้นชำนาญ ขั้นเชี่ยวชาญ ขั้นแก่นแท้ ขั้นจิต ขั้นบรรลุ

    ซึ่งตอนนี้ลู่จือชิงฝึกกระบี่จนมาถึงขั้นจิต จึงกลายเป็นจิตกระบี่ที่แข็งแกร่งและทรงพลัง ถ้าหากเมื่อใดก็ตามที่ฝึกฝนไปถึงขั้นบรรลุได้ เมื่อนั้นอาวุธจะกลายเป็นมนุษย์ มนุษย์จะกลายเป็นอาวุธ

    ส่วนสถาบันหยูจิงนำโดยหวางรุ่ย เขาเป็นศิษย์ที่แข็งแกร่งอันดับหนึ่งของสถาบันหยูจิง เพียงแต่นี้เป็นสิ่งที่ทุกๆคนคิดและรู้กันทุกคน แต่ความจริงแล้วคนที่แข็งแกร่งที่สุดในสถาบันหยูจิงก็คือเสินเถียน อัจฉริยที่อายุเพียงยี่สิบปีก็มาถึงระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลาง แถมยังฝึกฝนทวนจนถึงขั้นจิตแล้วด้วยเช่นกัน

    การเผชิญหน้าของสองสถาบันใหญ่ทำให้เหล่าผู้ชมรู้สึกตื่นเต้น

    ทั้งสองสถาบันต่อสู้กันอย่างดุเดือด สลับกันแพ้สลับกันชนะอย่างต่อเนื่อง

    จนกระทั้งมาถึงคนที่สี่ของสถาบันหยูจิง ส่วนทางด้านของสถาบันหยางเว่ยยังเป็นคนที่สาม

    ทันทีที่หวางรุ่ยแห่งสถาบันหยูจิงลงสนามประลอง ทุกๆคนต่างก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนรู้ดีว่าหวางรุ่ยคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในสถาบันหยูจิง แต่ทำไมจู่ๆเขาถึงลงมาเป็นคนที่สี่กันละ

    การลงสนามของหวางรุ่ยทำให้ทุกๆคนพากันสงสัยและสับสน 

    มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มองไปยังเสินเถียนที่นั่งอยู่นิ่งๆบนม้านั่งของตัวเอง

    อัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งหลายต่างมองไปที่เสินเถียนพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น แม้กระทั้งน่าหลันหวงเมิ่งและฟางเซียงลู่เองก็ไม่เว้น เนื่องจากพวกเขาสัมผัสได้ว่าเสินเถียนแข็งแกร่งมาก 

    “ เจ้าหมอนั้นน่าจะแข็งแกร่งกว่าลู่จือชิงเสียอีก ” น่าหลันหวงเมิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “ ข้าเองก็คิดเหมือนกับศิษย์พี่หวงเมิ่ง แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วพลังยุทธ์ของเจ้านั้นอยู่ในระดับไหน แต่อย่างน้อยๆก็ต้องเป็นปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางแน่นอน ” ฟางเซียงลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    หยางไท่ เยี่ยนเจวี๋ยถึงกับแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา

    “ ที่เจ้ากล่าวมาเป็นความจริงงั้นหรือ? ” หยางไท่ถามด้วยความจริงจัง

    การที่มีรุ่นเยาว์ไปถึงระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางได้ถือว่าพรสวรรค์ของคนๆนั้นสูงมาก ซึ่งเป็นรองเพียงแค่โอวหยางจิงหานเพียงคนเดียวเท่านั้น

    สำหรับน่าหลันหวงเมิ่งและฟางเซียงลู่แม้ว่าทั้งสองจะเป็นปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางเช่นกัน แต่ทว่าพวกเขาเพิ่งจะใช้ทรัพยากรของหอการค้าหมื่นสมุทรจนมาถึงระดับนี้ได้ ผิดกับเสินเถียนที่มาถึงระดับนี้ได้โดยใช้ทรัพยากรของสถาบันหยูจิงเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์มากกว่าน่าหลันหวงเมิ่งเสียอีก

    “ ใช่ ข้าสัมผัสได้แบบนั้นจริงๆ…ศิษย์น้องหนานเจ้าคิดเห็นเช่นไร? ” ฟางเซียงลู่ถามขึ้น

    ทุกๆคนจึงหันไปหาหนานหมิงเพื่อต้องการให้เขายืนยันคำตอบ

    “ ความแข็งแกร่งของเสินเถียนอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางจริงๆ สำหรับความแข็งแกร่งของเขาก็รอจนกว่าพวกเจ้าจะไปประลองแล้วกัน” หนานหมิงยืนยันคำตอบให้

    น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆพากันแสดงสีหน้าจริงจังขึ้นมา 

    “ ดียิ่ง นอกจากโอวหยางจิงหานแล้วยังมีเสินเถียนให้ข้าต่อสู้ ” น่าหลันหวงเมิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและตื่นเต้น

    สำหรับเขาแล้วการได้ประลองกับคนเก่งๆนับว่าเป็นเรื่องที่เขาต้องการมากที่สุด เพราะยิ่งประลองกับคนเก่งๆก็ยิ่งทำให้เขามีประสบการณ์ในการต่อสู้มากยิ่งขึ้น

    ฟางเซียงลู่และคนอื่นๆเองก็อยากที่จะประลองกับเสินเถียนเหมือนกัน ยิ่งเป็นรุ่นเยาว์วัยเดียวกันแล้วก็ยิ่งอยากที่จะต่อสู้เพื่อทดสอบว่าตัวเองแข็งแกร่มากน้อยแค่ไหนในรุ่นเดียวกัน

    ทันใดนั้นเสียงเฮก็ดังลั่น เมื่อบนสนามประลองเห็นว่าศิษย์ของสถาบันหยางเว่ยถูกหวางรุ่ยอัดกระเด็นจนตกสนามประลองไป

    จากนั้นศิษย์คนที่สี่ของสถาบันหยางเว่ยก็ขึ้นสนามประลอง แต่ไม่นานก็ถูกหวางรุ่ยเอาชนะได้ไม่ยาก

    ลู่จือชิงมองไปยังหวางรุ่นด้วยแววตาจริงจัง จากนั้นสายตาของเขาก็ตกไปที่เสินเถียน

    “ เฮ้ยๆ ยังไม่ทันที่จะชนะข้าก็มองไปที่ศิษย์น้องของข้าแล้วงั้นหรอ? แกนี้มันไร้มารยาทเหมือนเดิมเลยนะซือชิง ” หวางรุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ

    ลู่จือชิงเหลือบมองไปยังหวางรุ่ยและกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า “ ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือยังไง? ทำมาเป็นพูดดีแกก็ไม่เคยเอาชนะข้าได้สักครั้งและครั้งนี้ก็เช่นกัน ” 

    หวางรุ่ยที่ได้ยินก็คิ้วกระตุกเบาๆ จากนั้นเขาก็หัวเราะร่าและกล่าวว่า “ แล้วอย่างไร ถึงแม้ว่าข้าจะแพ้แต่ท้ายที่สุดแล้วสถาบันหยูจิงของข้าก็สามารถเอาชนะสถาบันหยางเว่ยของเจ้าได้อยู่ดี ” 

    ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หวางรุ่ยไม่เคยเอาชนะลู่จือชิงได้เลย เนื่องจากทักษะกระบี่ของลู่จือชิงเรียกได้ว่าแทบไม่เป็นรองใครเลยในบรรดารุ่นเยาว์ทั้งหมด แม้กระทั้งโอวหยางจิงหานก็ไม่กล้าที่จะดูถูกทักษะกระบี่ของลู่จือชิง

    หลังจากที่ทั้งสองปะทะคารมกันอยู่ครู่หนึ่งก็เปิดฉากการต่อสู้

    หวางรุ่ยใช้ดาบในการต่อสู้และทักษะดาบของหวางรุ่ยก็ไม่ธรรมดาเลย สมกับการที่เขาเป็นถึงศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในสถาบันหยูจิง

    การต่อสู้ของทั้งสองคนนับว่าดุเดือดอย่างมาก ทำให้การต่อสู้ของศิษย์สถาบันอื่นๆที่ต่อสู้มาทั้งหมดดูจืดจางไปเลย ความรุนแรงของการต่อสู้ระดับปราชญ์ยุทธ์ไม่ใช่สิ่งที่บรรพจารย์ยุทธ์จะเข้าถึงได้

    เพียงแต่ผลของการต่อสู้ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

    เป็นทางฝั่งของลู่จือชิงที่สามารถเอาชนะหวางรุ่ยได้แบบสบายๆ แม้ว่าทั้งสองคนจะอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นต้นเหมือนกัน

    หวางรุ่ยเหลือบมองลู่จือชิงอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะลงจากสนามประลองไป

    “ ศิษย์พี่ไม่ต้องหวงข้าจะเป็นคนจัดการกับลู่จือชิงให้เอง ” เสินเถียนเดินสวนกับหวางรุ่ยก็กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    หวางรุ่ยที่กำลังเศร้าก็รู้สึกพอใจกับศิษย์น้องคนนี้ทันที

    “ เช่นนั้นข้าก็ขอฝากเจ้าด้วยแล้วกัน ” หวางรุ่ยกล่าวพร้อมกับกลับไปที่ม้านั่ง

    เสินเถียนเดินขึ้นมาบนสนามประลองพร้อมกับมองไปยังลู่จือชิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้ 

    ทวนสีเงินปรากฏขึ้นที่มือของเสินเถียน

    “ ข้าอยากรู้นักว่าปราชญ์กระบี่น้อยจะมีความแข็งแกร่งแค่ไหนกันเชียว ” เสินเถียนกล่าวขึ้นพร้อมกับชี้ปลายทวนไปหาลู่จือชิง

    “ ข้าเองก็อยากรู้ว่าคนที่เจ้าหวางรุ่ยบอกว่าแข็งแกร่งนักหนานั้นจะแข็งแกร่งขนาดไหนกัน! ” ลู่จือชิงกล่าวจบเขาก็แทงกระบี่ใส่เสินเถียนอย่างรวดเร็ว

    การแทงกระบี่นี้อาจจะดูธรรมดาแต่ทว่ามันคือการใช้ปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งโจมตี

    ปราณกระบี่จะมีได้ก็ต่อเมื่อฝึกฝนกระบี่จนถึงขีดสุดเข้าขั้นบรรลุแก่นแท้ก่อนถึงจะทำได้ ซึ่งอาวุธอื่นๆเองก็สามารถทำได้เช่นกัน เช่นปราณดาบ ปราณหอก ปราณธนู ปราณทวน ปราณพัด เป็นต้น

    เสินเถียนยกทวนขึ้นมพร้อมกับปัดการโจมตีอันรวดเร็วของลู่จือชิงได้อย่างง่ายดาย

    ลู่จือชิงหรี่ตาลงก่อนที่จะใช้ปราณกระบี่โจมตีใส่เสินเถียนอย่างต่อเนื่อง

    ทางด้านของเสินเถียนก็สามารถปัดป้องการโจมตีของลู่จือชิงได้ทั้งหมด

    ซึ่งฉากนี้เรียกเสียงเฮให้กับเหล่าผู้ชมเป็นอย่างดี แม้ว่าการโจมตีของลู่จือชิงจะดูธรรมดาแต่ทว่าความเร็วและความแรงของมันไม่ใช่สิ่งที่ปราชญ์ยุทธ์ขั้นต้นจะสามารถรับมือได้

    “ ปราชญ์กระบี่น้อยก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่เลยนิ? ” เสินเถียนกล่าวพร้อมกับหัวเราะอย่างเย็นชา จากนั้นเขาก็แทงทวนไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว

    “ มังกรสวรรค์! ” เสินเถียนคำราม

    ทันใดนั้นมังกรสีครามก็พุ่งออกมาจากทวนและทำลายปราณกระบี่ของลู่จือชิงจนหมดสิ้น

    เมื่อเห็นว่าปราณกระบี่ของตัวเองถูกทำลายจนหมดสิ้น ดวงตาของลู่จือชิงก็หรี่ลงเล็กน้อยพร้อมกับรวบรวมพลังไปที่กระบี่ในมือจนเกิดเป็นแสงสีเขียวเข้ม

    ซึ่งนี้เป็นทักษะรวมปราณซึ่งผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนสามารถใช้ได้ โดยจะรวบรวมพลังปราณไว้ที่อาวุธของตัวเองและโจมตีใส่ศัตรูด้วยพลังทั้งหมด

    ลู่จือชิงแค่นเสียงเย็นชาเบาๆก่อนที่จะคำรามขึ้นเช่นกัน “ กระบี่กลืนนภา ” 

    จากนั้นลู่จือชิงก็วาดกระบี่ไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว

    ลมปราณกระบี่สีเขียวเข้มพุ่งใส่มังกรครามอย่างรวดเร็วจนทั้งสองทักษะปะทะกันก่อนที่จะเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับคลื่นพลังที่กระจายไปทั่วสนาม

    โชคดีที่รอบสนามประลองมีการลงค่ายกลป้องกันเอาไว้ ทำให้คลื่นพลังเหล่านั้นไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่โดยรอบได้

    เพียงแต่ลู่จือชิงประเมินความแข็งแกร่งของทักษะทวนมังกรสวรรค์ต่ำไป เพราะปราณกระบี่ของเขาถูกทำลายจนย่อยยับ ส่วนทางด้านของมังกรครามมังยังพุ่งใส่ลู่จือชิงอย่างรวดเร็ว

    “ เป็นไปได้อย่างไร?! ” เหล่ารุ่นเยาว์อัจฉริยะต่างก็ลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ พวกเขาย่อมรู้ถึงทักษะกลืนนภาของลู่จือชิงดี มันทั้งแข็งแกร่งและทรงพลังเป็นอย่างมาก แม้กระทั้งปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางหรือขั้นปลายก็ยังไม่กล้าที่จะรับมันตรงๆ

    โอวหยางจิงหานมองไปที่เสินเถียนด้วยแววตาประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเลิกสนใจไป เพราะสำหรับเขาแล้วมีเพียงแค่หนานหมิงคนเดียวที่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ สำหรับคนอื่ๆนก็เป็นเพียงแค่ไม้ประดับที่จะทำให้เขาหรือหนานหมิงดูโดดเด่นขึ้นเท่านั้น

    “ ดูเหมือนว่าจะพอมีความสามารถอยู่บ้าง ” ลู่จือชิงจ้องไปที่เสินเถียนด้วยแววตาจริงจัง จากนั้นเขาก็ใช้ความเร็วสูงสุดในการหลบทักษะมังกรสวรรค์ของเสินเถยียน

    “ เหอะ! คิดว่าจะหลบทักษะของข้าได้งั้นหรอ มันจะง่ายไปหน่อยไหม? ” เสินเถียนหัวเราะอย่างเย็นชา

    ทันใดนั้นมังกรครามก็เหมือนกับมีชีวิต มันพุ่งตามลู่จือชิงอย่างรวดเร็ว

    ดวงตาของลู่จือชิงเบิกกว้างด้วยความตกใจแต่ทว่าเพียงครู่เดียวเขาก็ใช้ทักษะที่สองของเขาทันที “ กระบี่ทะลุนภา ” 

    ทันใดนั้นลมปราณสีเขียวเข้มของลู่จือชิงก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงก่อนที่จะแทงกระบี่ไปด้านหน้าซึ่งตรงกับมังกรสวรรค์

    ปราณกระบี่สีเขียวเข้มก็พุ่งใส่มังกรสวรรค์อย่างรวดเร็วและรุนแรง

    ทันทีที่ทั้งสองปะทะกันก็ทำให้เกิดแรงระเบิดที่รุนแรงกว่าครั้งแรกมาก

    ไม่นานนักไม่ว่าจะเป็นมังกรสวรรค์หรือปราณกระบี่ก็หายไปจากสนามประลอง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าทั้งสองทักษะถูกทำลายลงพร้อมกัน

    “ เป็นทักษะที่ยอดเยี่ยมจริงๆถึงกับทำลายมังกรสวรรค์ของข้าได้ แต่นั้นก็เป็นเพียงแค่ทักษะที่เบาที่สุดของข้าแล้ว ” เสินเถียนยิ้มอย่างสบายๆ

    “ แล้วอย่างไรท้ายที่สุดแล้วเจ้าก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับข้าอยู่ดี ” ลู่จือชิงแค่นเสียง

    “ แพ้งั้นหรือ? ไม่มีทางหรอก ” เสินเถียนยิ้มก่อนที่จะระเบิดลมปราณของตัวเองทันที

    ทันใดนั้นทั่วทั้งสนามก็รับรู้ถึงลมปราณของปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางจากตัวของเสินเถียน

    เหล่าผู้นำกองกำลังชั้นยอดทั้งหลายต่างก็มองไปที่เสินเถียนด้วยความประหลาดใจ เพราะพวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าจะมีรุ่นเยาว์อัจฉริยะอีกคนปรากฏตัวขึ้นมาแบบนี้

    ต้องรู้ว่าเสินเถียนเพิ่งจะอายุแค่ยี่สิบปีเท่านั้น แต่เขามาถึงระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลางได้แสดงให้เห็่นว่าพรสวรรค์ของเขาไม่ด้อยไปกว่าโอวหยางจิงหานเลยด้วยซ้ำ ถ้าหากฝึกฝนเขาให้ดีเกรงว่าความสำเร็จในอนาคตของเขาคงไม่ด้อยไปกว่าโอวหยางจิงหานด้วยซ้ำ

    ตอนนี้ท่าทีของโอวหยางจิงหานก็เปลื่ยนไปเล็กน้อย เขานึกไม่ถึงเลยว่าเสินเถียนจะเก็บซ่อนความแข็งแกร่งของตัวเองเอาไว้ เพราะทักษะมังกรสวรรค์ถูกใช้ในตอนที่พลังยุทธ์ของเสินเถียนอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นต้นเท่านั้น ถ้าหากถูกใช้ในตอนที่ใช้พลังเต็มที่เกรงว่าคงรุนแรงกว่าเดิมมาก

    “ ดูเหมือนว่าเจ้าหมอนี้จะมีดีเหมือนกัน ” โอวหยางจิงหานหรี่ตาลง เปลวไฟแห่งการต่อสู้ลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน