ฉินจางหย่งมองดูอาการเหม่อลอยของพี่ชายเขาลอบเข้าไปด้านหลังจนจะจวนตัวแล้ว ฉินผู้พี่ก็ยังไม่มีทีท่าจะเคลื่อนไหว“พี่หวังหย่ง!”
พลันกระบี่ก็หลุดจากฝักหันคมยื่นมาทาบคอเขาอย่างรวดเร็ว“เจ้าคิดจะทำอันใด?”ความรำคาญเจืออยู่ในปลายเสียง
“ท่านดูเหม่อลอยข้าจึงทดสอบไหวพริบของท่าน” องค์รักษ์ฉินผู้น้องยิ้มละไม
“หึ! อย่าคิดมาทดสอบคมกระบี่ของข้า”
เห็นพี่ชายหงุดหงิดฉินผู้น้องจึงหันไปดูเรือนอักษร “ท่านอ๋องคงอยู่กับแม่นางเหออีกแล้วกระมัง”
ฉินผู้พี่ไม่ตอบเบือนหน้าไปทางโรงครัว
“ท่านจะไปไหน?”
“จับผีโรงครัว”แล้วร่างนั้นก็กระโจนหายไป
องค์รักษ์ฉินหวังหย่งแอบเข้ามาในเรือนเล็กนี้บ่อยครั้งหลังจากที่ได้เจอกับนางใน คืนนั้น เขาแฝงกายมาดูนางเย็บผ้าตอนหัวค่ำจนเข้านอนบางครั้งนางมักจะนำเอาขนมที่ทำไว้ในตอนบ่ายเข้ามาวางไว้ในห้องมีหนหนึ่งเขาแอบลงจากขื่อมาหยิบกินเพราะกลิ่นหอมของมันโชยยั่วจนน้ำลายสอดีที่นางไม่ได้สังเกตว่ามีขนมบางส่วนหายไป
กลางดึกนางมักจะละเมอลุกขึ้นมานั่งเรียก“คุณหนูๆ” เขายังนึกแปลกใจว่า นางมีพี่สาวเพียงคนเดียว แล้วจะมีคุณหนูมาจากที่ใด บางคราวนางก็นอนเตะผ้าห่มหล่นลงจากเตียงเมื่อเห็นนางนอนหนาวเขาก็อดไม่ได้ที่จะลงมาห่มผ้าให้นาง หลายวันให้หลังพอเขาสังเกตชัดว่านางขี้เซาจึงลงจากขื่อใต้หลังคา ลงมานั่งข้างเตียงมองดูนางยามหลับใหลใบหน้าของนางแม้จะไม่ละม้ายกับแม่นางเหอผู้พี่นัก เทียบความสะสวยแล้วไม่เท่าแต่นางก็มีเครื่องหน้าน่ารักจุ๋มจิ๋มชวนมอง
ยามนางช่วยแม่นางเหอผู้พี่ทำอาหารนางก็ทำงานอย่างแข็งขัน เขาไม่เคยเห็นนางบ่นว่าเหนื่อยเลยสักครั้งกลับยิ้มแย้มช่วยงานอย่างเต็มที่
คืนนี้นางยังไม่ดับไฟนอนเขาแอบส่องดูเห็นนางยังคงปักถุงหอมอย่างตั้งใจ
“โอ๊ย! ปวดท้อง” นางครวญครางไม่ดังนักฉินหวังหย่งแทบอยากจะถลาเข้าไปสอบถามอาการ แต่พอเห็นนางมองซ้ายมองขวาบ่นออกมาว่าหิว เขาก็แทบจะหัวเราะออกมา
นางย่องมาแง้มประตูมองไปยังโรงครัวที่ปิดสนิทคาคบไฟที่จุดรอบจวนทำให้สว่างพอที่จะเดินไปถึงประตูเป้าหมายนางกุมท้องพลางมองซ้ายมองขวาค่อยเดินไปเปิดประตู โรงครัว เมื่อนางเข้าไปแล้วหันมางับบานประตู กลับมีมือหนึ่งมาปิดปากนางไว้
“เจ้าอย่าเสียงดัง ข้าเององครักษ์ฉิน” เสียงของเขาดังอยู่เหนือศีรษะเล็กน้อย “เจ้าห้ามร้อง ตกลงไหม?” ในความสลัวรางนางเงยหน้าขึ้นพยักหน้าหงึกหงัก ฝ่ายนั้นจึงปล่อยมือ
“ท่านจะมาจับข้าหรือ?” นางหลับตาปริบๆใจเต้นตึกตักขณะรอคำตอบ แววตาของเขาไม่คล้ายจะกล่าวโทษนางสักนิด
“ไม่ ข้ารู้ว่าเจ้าแค่หิวคงจะมาหาของกินเช่นเคยสินะ” เขายิ้มมุมปาก
“ข้าลืมถือเทียนไขมาปิดประตูแล้วก็มองไม่เห็นอาหารน่ะสิ โอ๊ย!” นางบ่นให้ตัวเองสองมือกุมหัวอย่างอารมณ์เสีย
ฉินหวังหย่งหยิบเอาพู่ไฟมาจุดให้นางมองหาของกินที่ต้องการเหอหงเซ่อจับที่ข้อมือเขาที่ถือพู่ไฟอยู่
“ท่านเดินมาตรงนี้สิเมื่อตอนหัวค่ำพ่อครัวน่าจะเก็บขนมจีบเหลือไว้บ้าง”นางชี้ให้เขาดูลังถึงไม้ไผ่ที่ซ้อนกันหลายชั้น เมื่อเปิดไปก็เจอดังที่นางว่า ร่างของนางซ้อนอยู่ข้างหน้าฉินหวังหย่งต้องโน้มตัวเล็กน้อยเพื่อให้มือที่ถือพู่ไฟส่องไปข้างหน้าได้ถนัดจมูกของเขาเคลียศีรษะของนาง กลิ่นหอมของสมุนไพรที่นางใช้สระผมลอยเข้าจมูกชายหนุ่มเผลอสูดกลิ่นนั้นเข้าไป ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
องครักษ์ฉินรีบบอกให้นางหยิบขนมโดยเร็วก่อนที่จะมีบ่าวผู้ชายมาเดินตรวจตรานางจึงเอาชามมาใส่ขนมได้พอสมควรแล้วก็พยักหน้ามองเขาเมื่อฉินผู้พี่มาส่งนางถึงหน้าห้อง นางกลับฉุดแขนเข้าห้องปิดประตูแล้วชวนกินขนมด้วยกัน
“ท่านช่วยข้าแอบเข้าไปขนมแล้วเราถือว่าร่วมกันขโมย ข้าจึงเห็นว่าเราสมควรจะแบ่งกันกิน” นางยิ้มด้วยไมตรีจิตทำเอาเขาปฏิเสธไม่ลง
นางหยิบป้านชามารินส่งให้ฉินหวังหย่งมองหน้านางแล้วอมยิ้ม ตามปกติเขาได้แต่ลอบเข้ามา แต่ครั้งนี้นับว่าเป็นแขกอย่างแท้จริงครั้งแรกนางเอาชามเล็กที่ซ่อนไว้ใต้เตียงออกมาแบ่งขนมให้เขา “ท่านกินเยอะกว่าข้าก็ได้นะข้ารู้ว่าท่านต้องเฝ้าท่านอ๋องจนถึงเช้า”
นางหยิบผ้าออกมาห่อขนมอีกส่วนหนึ่งวางไว้“ส่วนนี้ข้าฝากท่านไปให้องครักษ์ฉินน้องชายของท่านด้วย”
ใจของฉินหวังหย่งกระตุกวูบหรือว่านางแอบมีใจชอบพอน้องชายของเขา ฉินผู้พี่หน้าสลดเหอหงเซ่อกินขนมอย่างมีความสุขไม่ได้สังเกตใบหน้าของอีกฝ่ายว่าย่ำแย่เพียงใดจวบจนขนมหมดถ้วยทั้งสอง นางก็เก็บใส่อ่างไม้ไว้ข้างใต้หน้าต่างแล้วหันมามองชายหนุ่มที่นั่งทื่อมะลื่ออยู่
“ข้าจะเข้านอนแล้ว ท่านอย่าลืมขนมที่ข้าฝากไปให้น้องชายท่านด้วย”ฉินผู้พี่ใบหน้าอึมครึมพยักหน้าแล้วหยิบห่อขนมจากไป
‘พิลึกคนจริงๆ ตอนมาก็ยิ้มให้พอจะไปไม่ยอมล่ำลาสักคำ’
ฉินผู้พี่กระโจนกลับมาจุดระวังภัยด้วยใบหน้าหมองคล้ำฉินจางหย่งเห็นแล้วก็อดทักไม่ได้ “พี่ชายท่านสีหน้าไม่ดีเลย ไม่สบายหรือ?”
ฉินหวังหย่งจ้องหน้าน้องชายเขม็ง“เจ้าเคยปรากฏตัวให้คนที่โรงครัวเห็นบ่อยหรือ?”
“ไม่เลยข้าไม่เคยไปโรงครัวสักครั้ง ข้าอยู่แต่ฝั่งนี้ขนาดกินข้าวยังไปกินที่ห้องพ่อบ้านเกาเลย” ฉินผู้น้องทำหน้าฉงน “ท่านมีอันใดหรือ?”
พี่ชายทำหน้าเคร่งขรึมยื่นห่อผ้าส่งให้ “ข้ามีของกินมาฝากเจ้า”
องครักษ์ฉินผู้น้องยิ้มกว้างรีบรับมาเปิดดู“อืม กลิ่นหอมน่ากิน นี่ของข้าทั้งหมดใช่ไหม?”
เมื่อพี่ชายพยักหน้าเขาก็หยิบกินอย่างเอร็ดอร่อย
“ท่านไปเอามาจากที่ใด”
“ข้าเอามาจากผีโรงครัว”ฉินผู้พี่สะบัดหน้าหนีเข้าไปในเรือนอักษร
“เดี๋ยวสิพี่ชายปัดโธ่! ไปซะแล้ว”ฉินผู้น้องเอียงคอครุ่นคิด ‘ว่าแต่ไม่เคยได้ยินใครพูดเรื่องโรงครัวมีผีมาก่อนเลยนี่’
องครักษ์ฉินเร้นกายเข้ามาในห้องอีกครั้งท่านอ๋องยังคงนั่งทรงงานอยู่ ส่วนแม่นางเหอนอนห่มผ้าอยู่ใกล้ๆหมอนของนางอยู่ชิดกับต้นขาของท่านอ๋องเสื้อผ้าของทั้งสองคนไม่ได้หลุดลุ่ยอย่างที่ฉินหวังหย่งคาดคิดไว้ หรือว่าที่เขาคิดนั้น ไม่ได้เกิดขึ้น ฉินผู้พี่นึกละอายที่คิดว่าทั้งสองอาจจะทำเรื่องแบบนั้น
ท่านอ๋องเขียนเอกสารไปสักพักก็หันมามองใบหน้าของเหอเจียอีแล้วก็หันไปทรงงาน ไม่นานนักก็หันกลับมาจุมพิตที่แก้มนางเบาๆ อมยิ้มน้อยๆแล้วก็หันไปทำงานต่อ เป็นเช่นนั้นจนค่อนคืนความปวดเมื่อยเริ่มรุมเร้าเมื่อต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำงานติดต่อกันหลายวันท่านอ๋องค่อยๆ ทรุดกายลงแทรกเข้าไปในผ้าห่มผืนเดียวกับนาง ดึงร่างน้อยมาแนบไว้กับอกวางศีรษะลงบนหมอนแล้วบรรทมด้วยรอยยิ้มอันสุขสมทำเอาองครักษ์ฉินยิ่งใบหน้ามืดครึ้มลง เมื่อนึกถึงแม่นางเหอผู้น้อง
‘ถ้าข้าเห็นนางอยู่ในอ้อมกอดผู้อื่นข้าจะทนได้เช่นนี้หรือไม่?’
-------------------------------------