หลังจากการทัศนศึกษาที่โรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด ไป่ฉีกับมู่ซื่อเฉิง รวมถึงพวกต้าถงก็นัดกันอ่านหนังสือช่วงพักเที่ยงหลังทานข้าวกลางวัน เพราะตอนนี้การสอบปลายภาคกำลังใกล้เข้ามาแล้ว หากสามารถทำเกรดเฉลี่ยให้ดีขึ้นมาได้ การสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนที่ตนสนใจก็จะง่ายขึ้น สำหรับไป่ฉีแล้วเกรดตั้งแต่ชั้นปี 1 ถึงปี 3 เทอมแรกมันแย่เอามาก ๆ เขาจึงต้องกวาดเกรด A ให้ได้ทุกรายวิชาเท่านั้นถึงจะสามารถเพิ่มเกรดเฉลี่ยสะสมของตัวเองให้ถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ดได้
วันเสาร์ไป่ฉีแต่งตัวด้วยยืดสีขาว และใส่ชุดสูทสีน้ำเงินโดยไม่ได้ติดกระดุม ส่วนกางเกงเขาใส่เป็นกางเกงสแลคขากระบอก รองเท้านั้นใส่เป็นรองเท้าผ้าใบแต่เลือกที่เป็นสีพื้นให้ดูสุภาพไม่แฟชั่นมากเกินไป สำหรับเขาสไตล์การแต่งตัวแบบกึ่งทางการดูจะเหมาะกับงานนี้มากกว่าการแต่งตัวแบบเป็นทางการ
เมิ่งชิงชิงยังคงมารับเขาที่ป้ายรถเมล์ที่เดิม งานแถลงข่าวจะจัดขึ้นตอน 9 โมงเช้า ซึ่งไป่ฉีถือคติที่ว่าต้องไปถึงก่อนเวลาอย่างน้อย 30 นาที จะดีกว่า หากมีปัญหาอะไรยังพอจะมีเวลาให้คิดแก้ไขได้บ้าง
ไป่ฉีเดินทางมาถึงสถานที่จัดงานซึ่งเป็นตึกสำนักงานใหญ่ของ LSA เขาต้องเข้ามาทางประตูหลัง ซึ่งมักจะใช้เป็นทางเข้าสำหรับดาราในสังกัด ด้านหลังตึกจะมีการแยกไว้เป็นส่วนตัวสำหรับจอดรถของดาราและผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ
ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเดินเข้ามาในตึกก็พบกับทีมงานที่รออยู่ ทางทีมงานได้นำทางไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงไปด้านหลังเวทีที่จัดโต๊ะแถลงข่าวไว้
“ไป่ฉี ฉันส่งได้แค่นี้ พยายามเข้า อย่าตื่นเต้นล่ะ ฉันจะรอดูอยู่ข้างล่าง สู้ ๆ” เมิ่งชิงชิงพูดให้กำลังใจไป่ฉี ก่อนที่เธอจะหยุดเดินและหันหลังกลับไป
ส่วนไป่ฉีนั้นพอเดินผ่านประตูเข้าไป เขาพบกับห้องกว้างมีทีมงานมากมายกำลังวิ่งวุ่นกันอยู่ ทั้งช่างแต่งหน้าช่างทำผม มีบันไดสำหรับขึ้นเวที 2 ทั้งทางซ้ายและทางขวาของหลังเวที ด้านหนึ่งมีประตูหลายบาน ซึ่งคาดว่าคงเป็นห้องสำหรับนักแสดงที่มีชื่อเสียงหรือนักแสดงอาวุโสแน่ ๆ
“น้องไป่ฉีเชิญทางนี้เลยค่ะ” ทีมงานหญิงพาไป่ฉีไปยังโต๊ะแต่งหน้า
ไป่ฉีมองเพียงแวบเดียวก็รู้แล้วว่าช่างแต่งหน้าที่นี่มีฝีมือสูงจริง ๆ แต่ก็ยังสู้พี่สาวเจิ้งจากสตูดิโอของเทียนซานไม่ได้สักคน งานนี้เขาคงต้องลงมือเองซะแล้ว ไป่ฉีนั่งลงปุ๊บก็มีช่างแต่งหน้าเข้ามาหาเขาทันที
“ผมไม่ต้องเซ็ตแล้ว เซ็ตมาดีทีเดียว” ช่างทำผมที่เดินมาหาไป่ฉีกล่าว
“งั้นเหลือแต่งหน้า เดี๋ยวฉันจัดการเอง ขออนุญาตนะคะ” ช่างแต่งหน้ากล่าว แต่พอเธอจับไปที่หน้าของไป่ฉี เธอก็มีอาการเดียวกับพี่สาวเจิ้ง
“มีอะไรรึเปล่าครับ” ไป่ฉีที่เห็นช่างแต่งหน้านิ่งไปนานเกิน
“นี่ไม่ได้แต่งหน้ามาเหรอเนี่ย” ช่างแต่งหน้าไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เธอจ้องหน้าของไป่ฉีราวกับดวงตาเธอจะมีเลเซอร์พุ่งออกมา ผิวของไป่ฉีแทบไม่เห็นรูขุมขนเลย ใบหน้าไม่มีขนเล็ก ๆ แม้แต่น้อย ดวงตาดูมีพลังไม่ต้องกรีดอายไลน์เนอร์ ช่างแต่งหน้าอดคิดไม่ได้ว่าต้องดูแลผิวแบบไหนถึงได้ดูเปล่งประกายขนาดนี้
“ยังไม่ได้แต่งหน้าครับ มีอะไรรึเปล่าครับ” ไป่ฉีถาม
“ฉันไม่เคยเห็นผิวที่ดีแบบนี้มาก่อน นี่ใช้ครีมของมู่เทียนมานานรึยังเนี่ย” ช่างแต่งหน้าถาม เธอรู้จักผลงานโฆษณาของไป่ฉีชิ้นนี้จึงได้ถามออกมา
“ครับ ใช้มากว่า 3 เดือนแล้วครับ แต่ว่าจากที่ผมสอบถามมามันจะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนด้วย” ไป่ฉีโกหกไป แต่ก็ไม่ทั้งหมด เท่าที่เขาถามพ่อของมู่ซื่อเฉิง ผลิตภัณฑ์นี้จะสามารถแสดงผลออกมาได้ดีที่สุดหลังผ่านไป 3 เดือน ถึงผลจะได้ไม่เท่าไป่ฉี แต่ทำให้ผิวของผู้ใช้อยู่ในระดับเดียวกับพวกดาราที่ใช้ครีมเฉพาะทางได้
“ฉันว่าเธอไม่ต้องแต่งหน้าก็ได้นะ” ช่างแต่งหน้ากล่าว
“ได้ครับ ผมจะไปนั่งตรงโซฟาตรงนั้นนะครับ” ไป่ฉีชี้ไปที่โซฟามุมหนึ่ง ซึ่งจัดไว้ให้สำหรับดาราที่เตรียมตัวเสร็จแล้ว ตรงนั้นเขาเห็นหานชิง กำลังนั่งจิบชาอยู่
“พี่หานชิง สวัสดีครับ” ไป่ฉีกล่าวทักทาย
“โอ้ นั่งสิ” หานชิงตบโซฟาข้าง ๆ เขาที่ยังว่างอยู่ ไป่ฉีจึงเดินไปนั่งลงข้าง ๆ หานชิง
“ใครน่ะ” ดาราสาวคนหนึ่งถามขึ้น
“ผมชื่อไป่ฉีครับ ยินดีที่ได้พบครับ คุณปิงเยว่” ไป่ฉีพูดชื่อของดาราสาวออกมา
ปิงเยว่เป็นนักร้องสาวที่โด่งดังที่สุดในกลุ่มวัยรุ่น เธอคืออันดับ 1 ของนักร้องหญิงที่อายุไม่ถึง 30 เธอประสบความสำเร็จมาก แม้จะอายุเพียง 18 ปี เธอมีดวงตาและผมสีฟ้าอ่อน เป็นลูกครึ่งมังกรทองกับมังกรน้ำ (ชื่อประเทศ) พ่อของเธอเป็นชาวมังกรน้ำ ส่วนแม่ของเธอเป็นชาวมังกรทอง เธอได้รับรางวัลนักร้องหน้าใหม่ยอดเยี่ยม จากงาน Golden Dragon Super Star Award หรือเรียกสั้น ๆ ว่า รางวัลดาวทอง เพราะโทรฟี (ถ้วยรางวัล) มีลักษณะเป็นดาวสีทอง
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ยินดีด้วยกับงานโฆษณาที่ประสบความสำเร็จนะคะ” ปิงเยว่กล่าว
“คุณเองก็เหมือนกันครับ อัลบั้มใหม่ที่เพิ่งออกมาเมื่อเดือนที่แล้ว ได้รับเสียงตอบรับดีเลย ปีนี้ได้ข่าวว่าชื่อของคุณได้เข้าชิงในรางวัลดาวทอง สาขาเพลงฮิตยอดเยี่ยม กับสาขานักร้องหญิงยอดเยี่ยมด้วยนี่ครับ” ไป่ฉีกล่าว เขาเตรียมตัวมาอย่างดีในการจำเกี่ยวกับดาราทั้งหมดที่เขาต้องมาร่วมงานด้วยวันนี้
“เห รู้ลึกจังเลยนะ นายเป็นแฟนคลับของปิงเยว่รึเปล่า” หานชิงแซว
“เธอเป็นนักร้องอันดับ 1 ในกลุ่มวัยรุ่นนะครับ ถ้าไม่รู้จักสิแปลก ใช่ไหมครับ” ไป่ฉีหันไปถามปิงเยว่
“ให้ฉันพูดเองมันดูไม่เหมาะนะคะ” ปิงเยว่หัวเราะ เธอรู้สึกเป็นกันเองกับไป่ฉีมาก
หลังจากนั้นก็มีดารานักแสดงหลายคนเข้ามานั่งที่โซฟาแถวนั้นเพิ่ม ไป่ฉีทักทายและพูดคุยกับคนเหล่านั้นพอสมควร ตอนนี้แทบทุกคนดูจะเป็นมิตรกับเขา เพราะไป่ฉีชวนพวกเขาคุยเกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาสนใจ แต่บางคนตอนแรกดูไม่เป็นมิตรเอามาก ๆ เขาทดสอบไป่ฉีด้วยการที่พูดเข้าบทในฉาก ๆ หนึ่งทันที แต่ไป่ฉีก็ต่อบทกลับมาทันทีโดยไม่มีการชะงักแม้แต่น้อย นั่นทำให้คน ๆ นั้นประทับใจในตัวไป่ฉีมาก
“ดีมาก นับว่าเตรียมตัวมาดี สมแล้วที่เฉินเฟิงเลือกมาเป็นพระเอก” นักแสดงชายอาวุโสกล่าวชมไป่ฉี
“เห่อ ๆ หมอนี่น่ะขาดสอบอีก 2-3 ครั้งก็จะผ่านคลาสการแสดงขั้นสูงของอาจารย์หลิวแล้วครับ” หานชิงกล่าว
คำพูดของหานชิง ทำให้นักแสดงหลายคนต่างหันมามองไป่ฉี เพราะใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าอาจารย์หลิวแห่ง LSA เป็นนักแสดงรุ่นเก๋าที่ประสบความสำเร็จทั้งจอแก้ว จอเงินและละครเวที หลังจากเกษียณ อาจารย์หลิวก็ได้รับการทาบทามจาก LSA ให้มาเป็นอาจารย์สอนคลาสการแสดงขั้นสูงให้กับนักแสดงของบริษัท และอาจารย์หลิวได้ให้กำเนิดนักแสดงที่มีชื่อเสียงหลายคนเลยทีเดียว
“ถ้าผ่านมืออาจารย์หลิวมาแล้วล่ะก็ เธอจะต้องดังแน่” นักแสดงหญิงอาวุโสกล่าว
“อาจารย์หลิวสร้างนักแสดงฝีมือดีมาอีกคนแล้วสินะ” นักแสดงอีกคนกล่าว
ไป่ฉีได้แต่ตอบแบบถ่อมตัว เขาไม่กล้ารับคำชมนี้ไว้แน่นนอน ก็เพราะมันไม่ใช่ความสามารถที่เขาฝึกฝนจนได้มานี่นาจริงไหมล่ะ
“ไป่ฉี เธอมาแล้วเหรอ โอ้ ปิงเยว่ ก็มาแล้ว ดีจริง ๆ หานชิงได้บอกพวกเขารึยังเรื่องที่ฉันให้อ่านบทมา เพราะอาจจะมีให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวละครในบท หรือความคิดเห็นอื่น ๆ เกี่ยวกับซีรีส์” เฉิงเฟิงที่เดินเข้ามาถามหานชิง
“โอ๊ะ ลืมไปเลยครับ” หานชิงเหมือนพึ่งนึกได้
“เอ๋ ทำไงดีฉันอ่านไปนิดหน่อยเอง” ปิงเยว่มีท่าทีตื่นตระหนก
เมื่อนักแสดงที่อยู่แถวนั้นได้ยิน บางคนถึงกับมองปิงเยว่อย่างเหยียดหยาม สำหรับพวกเขาที่เป็นนักแสดง การอ่านบททั้งหมดเป็นสิ่งสำคัญอย่างแรกในการรับงาน นอกจากนี้ยังต้องจำเนื้อเรื่องหรือฉากสำคัญบางฉากให้ได้ เพื่อใช้ตอบสื่อที่มางานแถลงข่าววันนี้ แถมปิงเยว่ยังเป็นนางเอก ที่ถือเป็นตัวละครหลักของเรื่อง หากไม่รู้อะไรเลย ไม่ใช่แค่จะทำให้ตัวเองเสียหน้า แต่เฉินเฟิงก็จะเสียหน้าเช่นกัน
“นั่นไม่ดีเลยนะปิงเยว่ ถึงเธอจะงานเยอะยังไงก็ควรที่จะอ่านมันให้ได้ทั้งหมดก่อนที่จะถึงงานแถลงข่าวนะ” เฉินเฟิงดุปิงเยว่ทันที ตอนแรกเขาไม่ได้เห็นด้วยกับการให้ปิงเยว่เป็นนางเอกในซีรีส์นี้ แต่ผู้สนับสนุนออกเงินทุนของเขาเป็นคนที่ปิงเยว่ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าให้ ทำให้เขาปฏิเสธได้ไม่เต็มปาก เขาได้ยื่นข้อเสนอกับผู้สนับสนุนไปว่าว่าหากไม่ไหวจริง ๆ เขาต้องสามารถปลดเธอออกจากการเป็นนางเอกได้ เพราะไม่งั้นมันจะเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการถ่ายทำ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าเฉินเฟิงไม่ค่อยชอบปิงเยว่ แต่การดุครั้งนี้เขาต้องการเตือน ในฐานะ PD เขาต้องรับผิดชอบทั้งหมดหากเกิดความผิดพลาดในงานแถลงข่าวนี้
“ได้เวลาแล้วครับคุณเฉินเฟิง” ทีมงานชายเข้ามาเรียกเฉินเฟิง เฉินเฟิงจึงผละออกไปเพื่อขึ้นเวที
ภายนอกเริ่มมีเสียงดังขึ้น เฉินเฟิงเริ่มพูดแนะนำซีรีส์ แล้ว ทางทีมงานได้เข้ามาเชิญนักแสดงทุกคนขึ้นไปบนเวทีแถลงข่าว นำโดยไป่ฉี หานชิง และปิงเยว่ หลัก ๆ เป็นการพูดถึงบทละคร แนะนำนักแสดง และขอบคุณการสนับสนุนจากทางสถานีโทรทัศน์และผู้สนับสนุนเงินทุน
“สำหรับนักแสดงนั้นผมได้คัดเลือกคนที่มีแววในสายตาของผมมา ไป่ฉีที่รับบทเป็นพระเอกของเรื่อง ต้องบอกก่อนเลยว่าผมเพิ่งได้เจอเขาเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง เลยต้องให้เขาเรียนคลาสการแสดงที่ศูนย์ฝึกอบรมของ LSA ดังนั้นเรื่องการแสดงทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง” เฉินเฟิงกล่าว
“คุณเฉินเฟิงครับ ไป่ฉียังใหม่มาก คิดว่าเขาจะไหวเหรอครับ” ผู้สื่อข่าวชายถาม
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับ เขาผ่านคลาสการแสดงขั้นต้นกับขั้นกลางมาแล้ว ผมได้เห็นการแสดงของเขาแล้ว ไป่ฉีพร้อมสำหรับซีรีส์เรื่องนี้แน่นอนครับ” เฉินเฟิงตอบข้อสงสัยทันที
จากนั้นก็เป็นการถามความรู้สึกเกี่ยวกับบทและตัวละคร คำถามส่วนใหญ่มักถามไป่ฉี เพราะถือเป็นน้องใหม่ในวงการก็ว่าได้ ภายใน 1 เดือนที่ผ่านมาไป่ฉีไปร่วมรายการราชานักกิน กับถ่ายโฆษณาของมู่เทียนเท่านั้น ส่วนเรื่องหนังสือนิยายที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงตอนนี้ ทางไป่ฉีไม่คิดจะพูดถึง เพราะยังไงอีกไม่นานพวกสื่อจะรู้เอง เพราะเขายังมีงานแจกลายเซ็น รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายหนังสือนิยายอีกหลายครั้ง
“คุณเฉินเฟิง ไหน ๆ คุณก็พูดชมเกี่ยวกับการแสดงของไป่ฉีขนาดนั้น พวกเราอยากเห็นฉากพระนางแสดงคู่กันสักเล็กน้อยได้ไหมครับ” หลังจากได้ยิน เฉินเฟิงรู้สึกอยากจะกระทืบคนที่เสนอความคิดนี้จริง ๆ ใครมันจะสามารถแสดงสดแบบไม่ได้เตรียมตัวได้กัน ถึงไป่ฉีจะได้รับการยอมรับจากอาจารย์หลิวก็ตาม
ขณะที่เฉินเฟิงกำลังคิด ไป่ฉีที่นั่งข้าง ๆ ก็สะกิดเฉินเฟิง พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหู
“เดี๋ยวผมจัดการเองครับ” ไป่ฉีกล่าวแบบนั้น เฉินเฟิงได้แต่ทำหน้าสงสัย กำลังจะหันไปถาม แต่ไป่ฉีก็ลากปิงเยว่ที่ตอนนี้สีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ไปยืนหน้าโต๊ะแถลงข่าวซะแล้ว
____________________________
ส่งงานครับ ^^