อีกด้านหนึ่ง
*ชัวะ*
เสิ่นเฉินกำลังตั้งหน้าตั้งตาผ่าฟืนอยู่กลางลานบ้าน เสียงขวานจามลงบนท่อนไม้ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผ่านไปไม่นานนัก ต้าเป่าก็เดินเข้ามาหา
เสิ่นเฉินเอ่ยถาม “แล้วเอ้อร์เป่ากับน้อง ๆ เล่า?”
ต้าเป่ารีบตอบ “กำลังปล่อยพวกลูกเจี๊ยบเดินเล่นอยู่แถวนี้ขอรับ ท่านพ่อวางใจได้ พวกเขาไม่ได้วิ่งเล่นไปไหนไกล”
เสิ่นเฉินเพียงส่งเสียงรับในลำคอเบา ๆ ทว่าต้าเป่ากลับยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่ยอมขยับไปไหน เด็กชายมองแผ่นหลังกว้างของบิดาด้วยท่าทีลังเลใจคล้ายมีเรื่องอยากจะพูดแต่ไม่กล้า
เสิ่นเฉินไม่ได้หันกลับไปมอง ยังคงตั้งหน้าตั้งตาผ่าฟืนท่อนแล้วท่อนเล่าต่อ กระทั่งจัดการกับฟืนกองสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย เมื่อเห็นว่าบุตรชายคนโตยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขาจึงวางขวานในมือลง หันมาเอ่ยถาม “มีเรื่องอะไร? หรือว่ามีใครมารังแกพวกเจ้าอีกแล้ว?”
“ไม่ใช่ขอรับ!” ต้าเป่ารีบปฏิเสธเสียงสั่น ปลายนิ้วเล็ก ๆ เผลอบิดชายเสื้อของตนไปมาอย่างประหม่าโดยไม่รู้ตัว เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว “คือ... ท่านพ่อขอรับ ตอนที่พวกเราเข้าเมืองเมื่อวานนี้ ข้าได้ยินคนในตลาดพูดกันว่า... ท่านผู้ใหญ่บ้าน (หลี่เจิ้ง) กลับมาถึงหมู่บ้านแล้วขอรับ”
สีหน้าเรียบเฉยของเสิ่นเฉินคล้ายชะงักงันไปวูบหนึ่ง
ในใจของต้าเป่ารู้สึกสับสนว้าวุ่นยิ่งนัก เขารู้ดีว่าการกลับมาของผู้ใหญ่บ้านหมายความว่าอย่างไร จึงอดเอ่ยถามออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาไม่ได้ “ท่านพ่อ… ท่านยังจะ… ไปดำเนินการเรื่องนั้นอยู่หรือไม่ขอรับ?”
การกลับมาของผู้ใหญ่บ้านย่อมหมายความว่า บิดากับแม่เลี้ยงสามารถดำเนินการเรื่องหย่าขาดจากกันได้ทันที ทว่าต้าเป่ากลับกำลังเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าสับสนในใจ... หลังเหตุการณ์ที่หลินซีตกน้ำ หลายวันที่ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน ดูเหมือนว่าพวกเขาพี่น้องจะเริ่มคุ้นชินกับการมีหลินซีอยู่ในบ้านด้วยเสียแล้ว และ…ที่สำคัญ พวกเขาไม่ได้มีความรู้สึกอยากให้นางจากไปอย่างแรงกล้าเหมือนช่วงแรก ๆ อีก
ทว่า... ผู้ใดจะรู้ได้เล่าว่าความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพียงการเสแสร้งของนางอีกครั้งหรือไม่? เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทุกครั้งหลังจากที่นางก่อเรื่องวุ่นวาย ก็มักจะแสร้งทำตัวดีกลบเกลื่อนความผิดเสมอ แต่…เอาอกเอาใจพวกเขาอยู่ได้เพียงชั่วครู่ชั่วยามก็เลิก ต้าเป่ากลัวเหลือเกินว่าครั้งนี้... ก็อาจจะเป็นเช่นเดิมอีก
เสิ่นเฉินนิ่งเงียบไปหลายอึดใจ ดวงตาคมกริบมองทอดออกไปไกลราวกับกำลังครุ่นคิด ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติที่อ่อนโยนลงเล็กน้อย “พ่อรู้แล้ว มีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?”
ต้าเป่าชะงักไป ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ
เสิ่นเฉินเห็นเช่นนั้นก็ก้าวเข้ามายืนตรงหน้าบุตรชาย ยกฝ่ามือใหญ่ขึ้นลูบศีรษะเล็ก ๆ เบา ๆ “พ่อรู้ว่าควรทำเช่นไร ต้าเป่า เรื่องพวกนี้พวกเจ้าไม่ต้องเป็นกังวล พ่อจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเอง”
ต้าเป่าเงยหน้าขึ้นสบตาบิดา แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น ก่อนจะพยักหน้ารับหนักแน่น
ขณะที่เสิ่นเฉินกำลังจะเอ่ยบางอย่างต่อ เขาก็พลันหยุดชะงักพร้อมกับหันขวับไปทางประตูรั้ว ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมจับเสียงร้องเรียกอันเกรี้ยวกราดของหลินซีได้ก่อนที่ร่างของนางจะปรากฏขึ้นเสียอีก
“เสิ่นเฉิน! เสิ่นเฉิน! บอกมานะว่าเจ้าไปทำอะไรมา!”
เมื่อได้ยินเสียงของแม่เลี้ยง ความรู้สึกผิดไม่รู้ที่มาก็แล่นริ้วขึ้นในใจต้าเป่าอย่างประหลาด ราวกับว่าการที่เขามาคุยกับบิดาในเรื่องนี้เป็นการกระทำผิดต่อนางอย่างไรอย่างนั้น เด็กชายรีบสลัดความรู้สึกวุ่นวายใจนั้นทิ้ง ก้มหน้าลงต่ำแล้ววิ่งออกไปหาเอ้อร์เป่าและน้อง ๆ ที่อยู่อีกด้านของลานบ้านทันที
หลินซีที่เพิ่งก้าวพ้นประตูรั้ว เห็นต้าเป่าวิ่งสวนไปจึงเอ่ยปากเรียก แต่เด็กชายกลับทำเป็นไม่ได้ยิน เพียงก้มหน้าวิ่งผ่านนางไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าท่าทางดูไม่สบอารมณ์อยู่ไม่น้อย
นางหันขวับกลับไปมองเสิ่นเฉิน ความขุ่นเคืองเรื่องหลี่สุ่ยเซิงถูกลืมเลือนไปชั่วขณะ นางรีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ต้าเป่าเป็นอะไรไป? หรือว่ามีใครมารังแกเขา? เอ๊ะ ไม่ใช่สิ เจ้าก็อยู่บ้านทั้งคน คงไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องพวกเขาถึงที่นี่... หรือว่า... เจ้าดุด่าต้าเป่า?”
เสิ่นเฉินเพียงมองนางนิ่ง ๆ ครู่ต่อมาจึงส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วเอ่ยตอบ “วางใจเถอะ เด็ก ๆ พอโตขึ้น ก็ย่อมมีเรื่องให้ขบคิดในใจเป็นธรรมดา”
“อ้อ เช่นนั้นเองหรือ” หลินซียังคงติดใจอยู่แต่ก็พยักหน้ารับ “อืม เด็ก ๆ มีเรื่องในใจก็ย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ว่านะเสิ่นเฉิน! เจ้าก็อย่าทำหน้าเคร่งขรึมเย็นชาตลอดเวลาเช่นนี้สิ ไม่อย่างนั้นครั้งหน้าต้าเป่าก็คงไม่กล้าเปิดอกคุยเรื่องในใจกับพ่ออย่างเจ้าอีกเป็นแน่” กึ่งบอกกึ่งบ่นจบ นางก็เดินเข้าไปในตัวบ้าน
มุมปากของเสิ่นเฉินพลันขยับยกขึ้นเล็กน้อยอย่างแทบสังเกตไม่เห็น เขาเอ่ยถามขึ้นเรียบ ๆ “เมื่อเช้าเจ้าบอกว่าจะเข้าป่าไม่ใช่หรือไร? เหตุใดจึงกลับมาเร็วนักเล่า?”
“เจ้ายังกล้าถามถึงเรื่องนี้อีกหรือ!”
เมื่อถูกถามจุดชนวน ความขุ่นเคืองที่เพิ่งระงับไปก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง เสียงแหวดังขึ้นจากในตัวบ้าน หลินซีวางตะกร้าสานในมือลงกับพื้น แล้ววิ่งพรวดเข้าไปประจันหน้ากับเขาอย่างรวดเร็ว
“...ตอบมานะ! เมื่อคืนเจ้าไปลงมือซ้อมหลี่สุ่ยเซิงมาใช่หรือไม่?!”
นางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าแค่พลัดตกคูน้ำจะทำให้อาการหนักหนาสาหัสถึงขั้นลุกจากเตียงไม่ไหว!
เสิ่นเฉินเพียงพยักหน้า พร้อมตอบคำเดียวสั้น ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน “ใช่”
หลินซีถึงกับสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ ‘เหตุใด... เหตุใดเขาถึงยอมรับออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยและง่ายดายถึงเพียงนี้กัน?!’
“แต่นี่มันไม่เหมือนกับที่เจ้าบอกข้าเมื่อเช้าเลยสักนิด! ที่ว่าแค่ ‘ลองเอ่ยถามดู’ น่ะ!” นางเน้นเสียงอย่างไม่พอใจ ซ้อมคนอื่นจนบาดเจ็บลุกไม่ขึ้นปานนั้น นี่น่ะหรือคือแค่ ‘ลองถาม’ ของเขา?!
มิหนำซ้ำ นางเพิ่งจะเห็นเสิ่นเฉินกลับเข้าบ้านเมื่อเช้านี้เองไม่ใช่หรือไร? นั่นก็แสดงว่า… เขาลงมือซ้อมหลี่สุ่ยเซิงตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเลยอย่างนั้นหรือ? …ป่าเถื่อนเกินไปแล้ว!
เสิ่นเฉินยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่เปลี่ยนแปลง “ข้าถามเขาจริง ๆ”
“…” หลินซีพูดไม่ออกไปชั่วขณะ นางนึกค้านในใจ ‘คงเป็นการถามแบบเจาะจงคำตอบมากกว่ากระมัง?’
และเมื่อคิดเรื่องหนึ่งได้ หญิงสาวก็อุทานออกมาอย่างตื่นตกใจ “เจ้าไม่กลัวหรือว่าหากพ่อเฒ่าหลี่รู้เรื่องเข้า จะโกรธเคืองเจ้าจนถึงขั้นมองหน้ากันไม่ติด?”
เสิ่นเฉินเพียงส่ายหน้าช้า ๆ “การถูกข้าสั่งสอนเป็นเรื่องน่าอับอายอย่างยิ่ง หลี่สุ่ยเซิงเป็นคนขี้ขลาดแต่รักหน้าตาเป็นที่สุด ย่อมไม่มีทางปริปากบอกผู้ใดก่อนแน่ อีกอย่าง...” เขาเหลือบสายตาคมกริบมองหลินซีแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ “ตามร่างกายภายนอกของหลี่สุ่ยเซิง จะมองไม่เห็นร่องรอยบาดแผลใด ๆ เลย”
หลินซีเบิกตาค้าง : “…”
นางเพิ่งเข้าใจกระจ่างแจ้ง ที่แท้เขาก็จงใจเลือกทำร้ายเฉพาะส่วนที่เสื้อผ้าบดบังมิดชิดสินะ!
ก่อนหน้านี้นางไม่เคยตระหนักเลยว่าเสิ่นเฉินจะโหดเหี้ยมได้ถึงเพียงนี้?
ไม่สิ… ต้องบอกว่า นางตระหนักรู้อยู่แก่ใจดีแต่กลับถูกความนิ่งขรึมบังตาจนไม่คิดจะตระหนกเลยต่างหาก นางรู้มาตั้งนานแล้วว่าในนิยายเรื่องนี้ เสิ่นเฉินคือตัวร้ายตัวหลักผู้โหดเหี้ยมที่สุดของเรื่อง คือตัวละครที่สามารถไต่เต้าจากสามัญชนไปจนมีอำนาจล้นฟ้า สามารถปั่นป่วนราชสำนักและย้อมแผ่นดินให้กลายเป็นทะเลโลหิตได้!
คนเช่นนี้... จะเป็นคนดีมีเมตตาไปได้อย่างไรกัน?
ที่ผ่านมา ที่เขาดูเหมือนเป็นคนนิสัยดี อดทนอดกลั้น ก็คงเป็นเพราะเรื่องเหล่านั้นมันเล็กน้อยเกินไปจนเขาไม่ได้คิดจะใส่ใจต่างหากเล่า หาใช่เพราะเขามีเมตตาแท้จริงไม่!
เสิ่นเฉินสังเกตเห็นสีหน้าของหลินซีที่แปรเปลี่ยนไปมาระหว่างซีดเผือดและหวาดหวั่นหลายครั้งหลายคราก็นึกสงสัย จึงเอ่ยถามขึ้น “เจ้าเป็นอะไรไป?”
คนเริ่มหวาดหวั่นพลันสะดุ้งเฮือก ถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย มองนางอย่างงุนงง
“เอ่อ…” หลินซียกมือขึ้นเกาศีรษะ พยายามกลบเกลื่อน “มะ ไม่มีอะไร ข้า...แค่ตกใจที่เจ้าจัดการเรื่องได้รวดเร็วเกินคาดเท่านั้นเอง! เอ่อ แล้วก็... วันนี้ข้าตั้งใจจะเข้าป่าไปเก็บสมุนไพรจริง ๆ ข้า—-”
เสิ่นเฉินกล่าวแทรกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าจะพาเจ้าไปเอง”
“ไม่จำเป็น!” หลินซีโพล่งปฏิเสธออกไปตามสัญชาตญาณ
การต้องเข้าป่าลึกตามลำพังสองต่อสองกับเสิ่นเฉิน… มันอันตรายเกินไปแล้ว!
บัดนี้นางเข้าใจถ่องแท้แล้ว... หากสามารถยืนอยู่ฝั่งเดียวกับเสิ่นเฉินได้ เขาก็คือพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า เพราะเขาสามารถสะสางปัญหาแทบทุกอย่างให้ลุล่วงได้ก่อนที่นางจะทันได้กังวลด้วยซ้ำ แต่หากโชคร้ายกลายเป็นศัตรูกับเขาขึ้นมาเมื่อใด... โอ๊ย ไม่อยากจะคิด!
แค่ฟางซิ่งเอ๋อร์ที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรไม่ดีเป็นเรื่องเป็นราว ก็ถูกเสิ่นเฉินตีตราว่าเป็น ‘ศัตรู’ ที่ต้องจัดการไปเสียแล้ว ส่วนหลินซีเจ้าของร่างคนเดิมที่เคยคิดชั่วถึงขั้นจะขายลูกสาวของเขา...
ยิ่งจินตนาการนางก็ยิ่งขนลุก! ชะตากรรมของนางที่จับพลัดจับผลูมาอยู่ในร่างนี้ก็ย่อมตกอยู่ในอันตรายยิ่งกว่าฟางซิ่งเอ๋อร์หลายเท่า!
ไม่ได้การ!
นางต้องรีบเร่งหาเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หนึ่งคือเพื่อชดใช้เสิ่นเฉินกับลูก ๆ ให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่านี้บ้าง สองคือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต เมื่อถึงเวลาที่นางต้องหย่าขาดและจากไป จะได้มีทุนทรัพย์มากพอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไม่ลำบาก
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินซีก็ไม่รอช้า รีบหันหลังกลับไปคว้าตะกร้าสานใบเดิมมาสะพายขึ้นหลังอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวกับเสิ่นเฉินเร็วรัวไม่เว้นช่วงหายใจ
“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ไม่เข้าป่าแล้ว! ข้าว่าจะไปหาจางเจ๋อกับน้องสาว แล้วขอติดเกวียนเข้าตัวอำเภอ ในครัวมีผักสดที่ข้าเตรียมไว้แล้วส่วนหนึ่ง ตอนมื้อกลางวันเจ้าแค่ก่อไฟแล้วผัดให้สุกก็พอ ไม่ต้องรอข้ากลับมากินนะ! เอาละ ตกลงตามนี้นะ ข้าไปละ ลาก่อน! ไม่ต้องลำบากมาส่งนะ ข้าไปเองได้สบายมาก!”
กล่าวจบปุ๊บ นางก็หันหลังวิ่งปรู๊ดออกไปจากบ้านปั๊บ ทิ้งให้เสิ่นเฉินซึ่งยังไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำทัดทานหรือซักถามใด ๆ เลยแม้แต่คำเดียวยืนนิ่งอึ้งอยู่ที่เดิม : “…”
หลังจากยืนนิ่งงันอยู่เช่นนั้นครู่ใหญ่ คิ้วกระบี่ของเสิ่นเฉินก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน เพียงเพราะหลี่สุ่ยเซิงบาดเจ็บจนลุกจากเตียงไม่ไหว นางก็เลยตัดสินใจไม่เข้าป่าแล้วอย่างนั้นหรือ? เส้นทางนั้นมันซับซ้อน วกวน หรือมีความลับอะไรที่ถึงกับจำเป็นต้องให้หลี่สุ่ยเซิงนำทางเท่านั้น?
++++++++++
สองพี่น้องสกุลจางซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บผักป่าอยู่บริเวณชายป่า พอเงยหน้าขึ้นเห็นหลินซีกำลังเดินตรงมาแต่ไกลก็พากันประหลาดใจ
หลินซีอธิบายเหตุผลสั้น ๆ ว่าอยากจะขออาศัยติดเกวียนเข้าตัวอำเภอไปพร้อมกับพวกเขาด้วย ซึ่งสองพี่น้องย่อมไม่มีปัญหา หลังจากตกลงกันเรียบร้อย นางจึงเดินแยกตัวขึ้นไปยังเนินดินใกล้ ๆ ลองมองหาสมุนไพรบางชนิดที่อาจจะพอหาได้
ทว่าจวบจนเวลาใกล้เที่ยง เมื่อสองพี่น้องสกุลจางเก็บผักป่าจนได้ปริมาณตามที่ต้องการแล้ว หลินซีกลับยังหาสมุนไพรติดมือมาได้เพียงน้อยนิด ในใจพลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
จางอวี้เอ๋อร์สังเกตเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของนาง จึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง “พี่หลิน ท่านดูไม่ค่อยสบายใจ มีปัญหาอะไรรึเปล่าเจ้าคะ?”
หลินซีส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่มีอะไรหรอกอวี้เอ๋อร์ เพียงแต่สมุนไพรบริเวณรอบ ๆ นี้มีน้อยเกินไปและส่วนใหญ่ก็ยังใช้ไม่ได้ ไว้วันหลังหากมีโอกาส ข้าคงต้องลองขึ้นเขา เข้าไปหาในป่าที่ลึกกว่านี้ดู”
จางอวี้เอ๋อร์ได้ยินคำว่าสมุนไพร ดวงตาก็พลันเป็นประกาย มองหลินซีด้วยแววตาเลื่อมใสชื่นชมยิ่งกว่าเดิม “โห พี่หลิน ท่านยังมีความรู้เรื่องสมุนไพรด้วยหรือเจ้าคะ ยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
หลินซีทำได้เพียงฝืนยิ้มบาง ๆ ไม่ได้เอ่ยตอบ เพียงแต่ช่วยพวกเขาขนย้ายผักป่าเตรียมตัวเดินทางไปขาย
ว่ากันว่าบางครั้งบางครา โชคชะตาก็ราวกับชอบเล่นตลก
ในขณะที่หลินซีกำลังรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจอยู่นั้นเอง นางก็ดันพบเจอกับฟางซิ่งเอ๋อร์ที่กำลังเดินสวนมาจากทางตัวอำเภอที่ปากทางเข้าหมู่บ้านพอดิบพอดี ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายคงกำลังเดินทางกลับบ้าน
เห็นได้ชัดว่าฟางซิ่งเอ๋อร์รู้จักมักคุ้นกับจางเจ๋อเป็นอย่างดี เดิมทีนางกำลังจะแย้มยิ้มเอ่ยทักทายตามปกติ แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นมารหัวใจที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รอยยิ้มหวานบนใบหน้าก็พลันชะงักค้างและเปลี่ยนเป็นชิงชังไปในบัดดล สาวงามแห่งหมู่บ้านเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก แต่ยังคงรักษาภาพลักษณ์ ทำท่าทางอยากสนทนาด้วย
“แหม...ชะ ช่างบังเอิญเสียจริงนะ น้องเจ๋อ นี่... พวกเจ้ากำลังจะเข้าเมืองไปส่งผักป่าอีกแล้วหรือ?”
ยามต้องอยู่ต่อหน้าพี่สาวสกุลฟางผู้นี้ จางเจ๋อเองก็มีท่าทีอึดอัดอยู่ไม่น้อย เขาจึงทำเพียงยิ้มเจื่อน ๆ พร้อมพยักหน้าตามมารยาท
ทันใดนั้น หางตาของบุตรชายผู้นำหมู่บ้านก็เหลือบไปเห็นหลินซีที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างกาย เด็กหนุ่มนึกขึ้นได้จึงรีบใช้โอกาสนั้นกล่าวตัดบทบอกลาทันที
“เอ่อ พี่ฟาง พอดีพวกข้ากำลังรีบ ต้องขอตัวก่อนนะขอรับ!”
.
.
.