เฟิ่งหยูเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือเพียงลำพังภูเขาหงส์เพลิงอยู่ในอาณาเขตการดูแลของตระกูลตง การเดินทางครั้งนี้ของเฟิ่งหยูจึงนับได้ว่าเป็นการเดินทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบกับตระกูลตง
“รอก่อนเถอะ นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นอีกไม่นานต้องมีสงครามครั้งใหญ่ในอาณาจักรนี้ขึ้นเป็นแน่ข้าต้องฝึกฝนให้แข็งแกร่งมากกว่านี้” เฟิ่งหยูยิ้มพลางเดินทางมุ่งหน้าไปตามแผนที่ที่อยู่ในมือ
เฟิ่งหยูเดินทางใช้เส้นทางปกติโดยรถม้า มุ่งหน้าไปทางทิศเหนืออย่างไม่เร่งรีบจวบจนมาถึงเมืองเซิ่น
เมืองเซิ่นนับว่าเป็นเมืองใหญ่ที่มีชื่อเสียงไม่น้อยในอาณาจักรหงส์เพลิงมีตระกูลเก่าแก่หลายตระกูลที่ลงหลักปักฐานอยู่ที่เมืองนี้ เมืองนี้กว้างใหญ่ถนนหนทางกว้างขวางซึ่งเมืองนี้มักจะมีจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งใช้เป็นทางผ่านเพื่อเดินทางไปยังภูเขาหงส์เพลิงเป็นประจำ
ภายในเมืองโอบล้อมไปด้วยบรรยากาศที่อบอวนไปด้วยกลิ่นอายของเมืองใหญ่มีผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ไปทั่ว ร้านค้าแผงลอยสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายซื้อขาย
เฟิ่งหยูเริ่มมองหาที่พักในเมืองเซิ่นเพียงไม่นานเฟิ่งหยูก็หาที่พักได้ที่พักในเมืองเซิ่นหาได้ไม่ยากเพราะผู้คนที่ผ่านไปมามักจะเดินทางมาพักกันอยู่บ่อยๆ จนเกิดโรงเตี้ยมใหญ่ เล็กขึ้นมามากมายเฟิ่งหยูหาที่พักที่มีที่จอดรถม้าของเขาได้แล้ว
เฟิ่งหยูจึงเดินออกมาดูของที่ขายตามรายทาง เขาได้ซื้อสมุนไพรและสินแร่หลายชนิดที่ถูกนำมาวางขายตามข้างทางตลอดทางที่เขาเดินผ่าน
เฟิ่งหยูเดินไปหยุดอยู่หน้าร้านแผงลอยร้านหนึ่ง ขนขายเป็นชายชราคนเขามองดูของวางไว้
“นายท่านต้องการของสิ่งใดเชิญเลือกดูได้เลยข้าขายให้ท่านราคาไม่แพงหรอก”
เฟิ่งหยูมองไปยังมีเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่งมันมีลักษณะแปลกตาเป็นอย่างยิ่งเฟิ่งหยูจึงหยิบขึ้นมาพิจารณาดู เขาพบว่ามีดเล่มนี้มีพลังฟ้าดินไหลเวียนอยู่รอบ ๆตัวมีด แม้จะเป็นกลิ่นอายเพียงเล็กน้อย แต่เฟิ่งหยูก็ยังสนใจมัน
“ท่านลุง มีดเล่มนี้ราคาเท่าไหร่”
“มีดเล่มนั้นข้าได้มานานแล้ว ข้าคิดเจ้าห้าเหรียญทองก็แล้วกัน”
เฟิ่งหยูหยิบเหรียญทองยื่นให้ โดยไม่คิดจะต่อราคาเลยสักนิดจากนั้นเขาก็มองดูของต่าง ๆ พลันเหลือบไปเห็นหนังสัตว์ชิ้นหนึ่ง มันดูเก่าแก่และดูเหมือนจะเป็นของโบราณชิ้นหนึ่งซึ่งมันเหมือนจะรอยขีดเขียนจางๆ อยู่ เฟิ่งหยูจึงหยิบขึ้นมาดู ลักษณะมันเหมือนแผนที่ แต่เฟิ่งหยูเองก็ไม่แน่ใจว่ามันขีดเขียนอะไรเอาไว้
“ท่านลุงสิ่งนี้มันคืออะไร?”
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน มันดูเหมือนจะเป็นหนังสัตว์อสูรโบราณแต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นหนังของสัตว์อสูรอะไร”
“ท่านขายเท่าไหร่?”
“ข้าซื้อมันมาสามเหรียญทอง แต่ว่ามันวางขายอยู่หลายปีแล้วก็ยังขายไม่ออกหากท่านอยากได้ข้าขอคิดท่านแค่สี่เหรียญทอง”
เฟิ่งหยูเก็บหนังสัตว์อสูรเข้าแหวนมิติ พร้อมกับจ่ายเงินให้แก่ชายชรา
“ท่านพอจะมีสินค้าอื่นอีกหรือไม่นอกจากที่วางอยู่บนแผงนี้”
“ข้ามีหินวิญญาณอยู่ก้อนหนึ่งไม่ทราบว่าท่านต้องการจะดูไหม”
“หินวิญญาณอย่างนั้นหรือ ได้สิ ท่านลองเอาออกมาให้ข้าดู หากข้าพอใจข้าก็ยินดีที่จะจ่าย”
ชายชราค่อย ๆ หยิบกล่องไม้ที่บรรจุหินวิญญาณก้อนหนึ่งจากกระเป๋าด้านหลังของเขายื่นให้กับเฟิ่งหยู เขาเปิดกล่องไม้ดู หินวิญญาณก้อนนี้มันมีสีเขียวพลังฟ้าดินอัดแน่นอยู่ในหินนั้นกระจายออกมา มันเป็นหินวิญญาณระดับกลาง”
“ท่านจะขายให้ข้าราคาเท่าไหร่”
“ของสิ่งนี้ข้าเองก็ไม่ทราบราคาของมัน แต่ว่าเคยมีคนให้ราคาไว้ที่สามหมื่นเหรียญทองไม่ทราบว่าท่านพอจะให้ราคาข้าได้สักเท่าไหร่หากเป็นราคาที่ข้าพอใจข้าก็อยากจะขายมันอยู่เหมือนกันยิ่งช่วงนี้ร้านของข้าขายของแทบไม่ได้เลย แถมหลานของข้าเองก็กำลังสี่ขวบต้องใช้เงินอยู่ไม่น้อย”
“ข้าให้ท่านได้ในราคาหนึ่งแสนเหรียญทอง ท่านจะขายให้กับข้าได้หรือไม่?”
“หนึ่งแสนเหรียญทอง ขาย ขาย ข้าขายให้กับท่าน”ชายชรารีบตอบรับอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องคิด
เฟิ่งหยูหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมา เขากำลังยื่นให้กับชายชราพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาด้านหลัง
“วางของสิ่งนั้นลงเดี๋ยวนี้ ของสิ่งนั้นเป็นของข้าข้าเคยให้ราคาเขาไว้ก่อนเจ้า”
ชายหนุ่มร่างกำยำ เดินมาพร้อมกับผู้ติดตามอีกห้าคนแต่ละคนมีวรยุทธ์ขั้นสวรรค์ระดับหก
“นายท่านของสิ่งนี้ข้าได้ขายให้กับเขาไปแล้วท่านเคยให้ราคากับข้าไว้เพียงแค่สามหมื่นเหรียญทอง และข้าก็ได้ปฏิเสธที่จะขายให้กับท่านไปแล้วแต่เขาให้ราคามากกว่าท่านข้าจึงตกลงขายให้กับเขาท่านจะมาบอกว่าของสิ่งนั้นเป็นของท่านไม่ได้” ชายชรากล่าวด้วยเสียงสั่นเทา
ผู้คนเริ่มให้ความสนใจและเริ่มมายืนมุงดูกันโดยรอบเพราะเรื่องแบบนี้นาน ๆ ถึงจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง พวกเขาจึงพากันให้ความสนใจ
“เช่นนั้นข้าจะให้เจ้ามากกว่าเจ้าหนูนั่นสองเท่า ท่านจะว่ายังไง”
“ถึงยังไงข้าก็ตอบตกลงกับเขาไปแล้ว หากข้าเอามาขายให้กับท่าน ข้าคงเป็นคนที่ไร้สัจจะแล้วข้าจะค้าขายที่นี่ได้อย่างไร”ชายชรากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ท่านจะให้ราคาสองเท่าจริงๆ อย่างนั้นหรือ?” เฟิ่งหยูพลันถามขึ้นมา
“ข้าตงจื้อเหวิน พูดแล้วไม่เคยคืนคำข้าบอกจะให้ราคามากกว่าเจ้าสองเท่า ก็สองเท่าจริงๆ เจ้าคิดว่าข้าจะพูดเล่น ๆอย่างนั้นหรือ? ข้าเป็นคนของตระกูลตงนะ ใครๆในเมืองนี้ก็รู้อยู่แล้วว่าตระกูลตงยิ่งใหญ่แค่ไหน”
“ท่านแน่ใจนะว่าท่านจะไม่คืนคำพูดของท่าน”
“เชอะ! อย่างเจ้านะเหรอคิดจะมาแย่งของของข้า ข้าไม่หัดดูสภาพของตัวเองบ้างเลย”ตงจื้อเหวินพูดด้วยน้ำเสียงอันดังและมองเฟิ่งหยูอย่างเหยียดหยาม
“เช่นนั้นท่านก็ขายให้เขาไปเถอะ ท่านลุงเขาพูดมั่นใจแบบนี้คงมีปัญญาจ่ายเงินให้ท่านได้”เฟิ่งหยูหันไปพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ทุกคนทั่วบริเวณนั้นได้ยินอย่างชัดเจน
“แต่ว่า........”
“ไม่เป็นไรหรอก ของนะหาเมื่อไหร่ก็ได้ พวกเราอย่าไปมีปัญหากับพวกเขาเลยจะดีกว่า”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า พูดได้ดีเจ้าหนู หัดเป็นคนพูดง่ายแบบนี้ชีวิตจะได้ยืนยาว.....”
“บอกราคาที่เจ้าหนูนั่นมา ข้าจะจ่ายให้เจ้าสองเท่าทันที”
“ได้.... ได้ขอรับนายท่าน” ชายชายชราพูดด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
“หนึ่งแสนเหรียญทองขอรับ เขาให้ราคากับข้าไว้หนึ่งแสนเหรียญทองขอรับ”
“อะไรนะ!.... หนึ่งแสนเหรียญทอง...เจ้าพูดเล่นหรือเปล่านี่”
“เขาไม่ได้พูดเล่นข้าให้ราคาเขาหนึ่งแสนเหรียญทองตอนนี้ท่านก็จ่ายให้เขาสองเท่าของราคาที่ข้าให้เขา ก็เป็นเงินอยู่สองแสนเหรียญทอง หรือว่าตระกูลตงของท่านไม่มีปัญญาจ่ายเงินแค่นี้กัน”
ตงจื้อเหวินเริ่มหน้าซีด เขาหันไปมองผู้ติดตาม พร้อมกับกระซิบ
“พวกเจ้ารวบรวมเงินของพวกเจ้ามาให้ข้าก่อนกลับตระกูลไปข้าจะคืนให้พวกเจ้าเอง”
ผู้ติดตามทั้งห้าคนรวบรวมเงินทั้งหมดแล้วยื่นแหวนมิติให้กับตงจื้อเหวิน
“พวกเรารวบรวมได้ทั้งหมดแค่นี้ขอรับ”
ตงจื้อเหวินรับแหวนมาตรวจสอบเขารีบนำเงินของเขาเพิ่มเข้าไปทันทีพร้อมกับยื่นให้กับชายชราทันที
“นี่ สองแสนเหรียญทอง เจ้ารับเอาไป”
ชายชายชรายื่นมือที่สั่นเทาออกไปรับแหวนมิติมาไว้กับตัวเฟิ่งหยูจึงโยนหินวิญญาณระดับกลางสีเขียวให้กับ ตงจื้อเหวินเมื่อได้รับของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตงจื้อเหวินรีบออกไปจากที่นั่นโดยทันทีโดยไม่หันกลับมามองด้านหลัง
“บัดซบ เจ้าพวกนั้นมันเป็นใคร พวกเจ้าส่งคนติดตามมันไปเอาเงินของพวกเราคืนกลับมา คิดจะมาเล่นกับข้า ตงจื้อเหวินอย่างนั้นรึ.....”
หลังจากตงจื้อเหวินจากไปได้ไม่นาน.......
“ท่านลุงรีบเก็บของเร็ว แล้วตามข้ามา”
ชายชายชรารีบทำตามคำแนะนำของเฟิ่งหยูเขารีบเก็บของและรีบตามเฟิ่งหยูไปโดยทันที
เพียงไม่นานหลังจากเฟิ่งหยูและชายชราจากไปคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่บริเวณหน้าร้านขายของของชายชรา
“พวกมันหายไปไหน รีบออกตามหาเร็วเข้า”
เฟิ่งหยูนำชายชรามาที่โรงเตี้ยมที่พัก พร้อมกับพาชายชราเข้าไปในห้องพักทันที
“ท่านลุงท่านทานโอสถเม็ดนี้เร็วเข้า”เฟิ่งหยูหยิบโอสถเม็ดหนึ่งให้กับชายชายชรา
“มันคือโอสถอะไรอย่างนั้นหรือ”
“มันคือโอสถระดับเจ็ด ชื่อว่าโอสถหวนคืน”
ชายชายชราจึงโยนเม็ดโอสถเข้าปากในทันที เพียงไม่นานโอสถออกฤทธิ์ชายชรานั้นกลับกลายเป็นหนุ่มขึ้นมาทันใด
“นี่มันโอสถวิเศษอันใด ทำไมท่านถึงต้องช่วยข้าขนาดนี้”
“มันเป็นโชคชะตาของพวกเรามั้ง”เฟิ่งหยูตอบ
“เอาหละท่านเปลี่ยนชุดเสียก่อน จากนั้นรถม้าอยู่ด้านหลังโรงเตี้ยมท่านรีบนำหลานของท่านไปอยู่ที่เมืองอื่นเสียเงินสองแสนเหรียญทองสำหรับพวกท่านคงจะทำให้พวกท่านมีชีวิตที่ดีขึ้น หากท่านอยู่ที่นี่จะเป็นอันตรายต่อพวกท่านเอง”
“ขอบคุณ ผู้มีพระคุณ ข้าน้อยต่วนมู่ ขอขอบคุณท่าน ไม่ทราบว่านามของท่านคือ......”
“ข้าน้อยเฟิ่งหยู ท่านรีบไปเถอะย้ายไปอยู่เมืองหลวงก็ได้หรือเมืองอื่น ๆ ที่ท่านต้องการ หากมีวาสนาพวกเราคงได้พบกันอีก”
ต่วนมู่รีบนำรถม้ากลับไปรับลูก และหลาน ๆ ของเขาพวกเขารีบย้ายออกจากเมืองเซิ่นในทันที ตามคำแนะนำของเฟิ่งหยูโดยไม่ติดใจและสงสัยในคำพูดของเฟิ่งหยูพวกเขารีบออกเดินทางในวันนั้นทันทีโดยเก็บเฉพาะของสำคัญของพวกเขาไปเท่านั้น
เงินสองแสนเหรียญทองสำหรับครอบครัวของต่วนมู่ถือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สามารถทำให้ครอบครัวเขาอยู่ได้อย่างสุขสบายไปตลอดจนถึงรุ่นหลานของเขาเลยทีเดียวทิศทางที่พวกเขามุ่งตรงไปกลับเป็นทิศตะวันออก
สาเหตุที่ต่วนมู่เลือกเดินทางไปในทิศตะวันออกเพราะเขาต้องการกลับไปบ้านเกิดของเขาที่เขาจากมานานคนในครอบครัวของเขายังอยู่ที่นั่นตลอดเวลาที่ต่วนมู่อยู่ที่เมืองเซิ่นเขาคิดมาตลอดว่าอยากกลับไปตายที่บ้านเกิดของเขาเอง
เพียงแต่ตอนนี้เขากลับเดินทางไปใช้ชีวิตของเขาที่บ้านเกิดอีกครั้งพร้อมกับฐานะที่ดีกว่าเดิมทำให้ครอบครัวของต่วนมู่ต่างยินดีปรีดากันอย่างยิ่งพวกเขาเลือกเดินทางในเส้นทางที่ปลอดภัยมากที่สุดแม้จะใช้เวลาในการเดินทางครั้งนี้ยาวนานกว่าเดิม แต่พวกเขาก็เต็มใจที่จะเดินทางอ้อมเพื่อแลกกับความปลอดภัยในการเดินทาง.....