งานเลี้ยงเริ่มขึ้น ดนตรีเริ่มบรรเลง มีดาราชื่อดัง มาร้องเพลงอวยพรให้กับเจ้าสัวเจียง แล้วก็ตามไปด้วยนักร้องชื่อดังอีกมากมาย ผู้คนต่างปรบมือไปด้วยอย่าง ชื่นมื่น จนเวลาล่วงไประยะหนึ่ง พิธีกรก็ประกาศให้ลูกหลานของตระกูล และ แขกที่มาในงานเลี้ยง เรียงหน้ากันเข้ามาทำความเคารพ และรับซองอั่งเปากลับไป
ทุกคนล้วนเรียงหน้ากันเข้าไปรับ แต่ว่า ขจรกลับไม่เข้าไปทำความเคารพ และไม่รับซองอั่งเปาด้วย
“ เฮ้ย นายเป็นไร ทำไมไม่เข้าไปอวยพรท่าน และรับซองอั่งเปาวะ” หัวหน้าเอกเอ่ยอย่างแปลกใจ
“ นั่นซิ เดี๋ยวจะถูกพวกนั้นว่าเอาได้นะ” ซีก็อดห่วงไม่ได้
“ นี่มันเป็นประเพณี ของลูกหลาน และ แขกที่มา งานของปู่ของฉันก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น เข้าไปเถอะ”
“ ไม่ล่ะ เราขอนั่งรออยู่ตรงนี้ดีกว่า แค่เราคนเดียวคงไม่มีใครสนใจหรอก”
เพื่อนๆ ส่ายหัวกับความดื้อรั้นของ ขจร แล้วเดินเข้าแถวไปอวยพรแล้วรับอั่งเปากลับ ซี่งความจริงทุกคนไปถึงด้านหน้าของ เจ้าสัวก็พูดคำว่า เจ้าสัวคังเกี่ย หรือขอให้เจ้าสัวแข็งแรงเท่านั้น แล้วก็รับอั่งเปาไป แต่พี่รองของจางเฉิน กลับมองขจรด้วยความไม่พอใจ จึงเอ่ยกับ จางเปียนผู้เป็นพ่อว่า
“ ป๊า ดูไอ้เด็กวัดนั่น มันมางานโดยไม่มีบัตรเชิญ อาศัยคุณชายห้าของตระกูลหลี่พาเข้ามาในงาน ถึงเวลาเข้าพิธี ดูมันนั่งเฉยอย่างนั้น เหมือนไม่ให้เกียรติอากงเลยนะครับ”
คำพูดนี้ได้ยินกันหลายคน รวมทั้งครอบครัวของผู้กำกับทรงยศด้วย ทำให้ทุกคนหันมามองขจรด้วยสายตาดูถูก เริ่มซุบซิบกันมากขึ้น
“ คุณพี่ปล่อยให้ หนูกิ๊ฟคบเพื่อนอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย”
“ ได้ข่าวเป็นแค่เด็กวัดด้วยไม่ใช่หรือ ยังหน้าด้านมางานใหญ่แบบนี้อีก”
“ คงอยากยกระดับตัวเอง มากกว่า”
“ ดูมันแต่งตัวซิ อุตส่าห์ใส่สูทมา แต่กลับยับย่นขนาดนี้ สงสัยเช่าเขามาแน่ๆ”
ผู้กำกับทรงยศ มองเห็นขจรก็ไม่พอใจ ให้กิ๊ฟเดินไปบอกให้มาทำความเคารพ ท่านเจ้าสัว ทำให้ขจรต้องลุกจากโต๊ะเข้ามา ยืนต่อหน้าคนมากมาย ซึ่งมองมาด้วยสายตาดูถูกเป็นส่วนใหญ่
“ นั่นจรนี่” แอลกับม่อนเอ่ยอย่างตกใจที่เห็นขจรในงานนี้
รัตติกาล ก็เช่นกันรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ได้แต่ยืนมองดูเท่านั้น
“ ไอ้เด็กวัดนี่มันหน้าด้านมางานนี้อีก ให้ลูกน้องเราอัดมันหลังเลิกงานดีไหมพี่ใหญ่”
หลิวชี เอ่ยถามผู้พันหลิวอี้ก่อน
“ อย่าก่อเรื่อง วันนี้เป็นวันสำคัญ ฉันไม่อยากมีปัญหา” ผู้พันหลิวอี้เอ่ยอย่างมีเลศนัย
กิ๊ฟ ดึงมือขจรเข้ามา แล้วก็ให้ก้มหัวทำความเคารพเจ้าสัวเจียง ซึ่งมองขจรด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเท่าไร แล้วไม่ยอมหยิบซองอั่งเปาให้กับมือ แต่กลับให้เด็กถือพานยื่นให้ขจรเอง แต่ขจรยกมือบอกว่าไม่เอา ทำให้ทุกคนยิ่งมองขจรอย่างแปลกใจ
“ ทำไมเธอถึงไม่รับซองอั่งเปานี้ มันน้อยไปอย่างนั้นรึ?” พ่อของเจียงเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันดัง เพราะขจรทำเช่นนี้เหมือนไม่ให้เกียรติ ก่อนที่ขจรจะเอ่ยอะไร เจ้าสัวหลี่ก็เห็นขจร ก็พูดขึ้นมาว่า
“ อ้าวขจร นี่เธอก็มาด้วยหรึอ มาๆ มานั่งเป็นเพื่อนฉันที่นี่”
ทุกคนตื่นตะลึงไม่คิดว่าเจ้าสัวหลี่จะพูดอย่างนี้ นั่นมันที่นั่งของบัตรเชิญทองคำเท่านั้นแม้แต่ พ่อของกรกันต์หรือผู้กำกับ ยังไม่มีสิทธิเข้าไปนั่งเลย แต่ทุกคนก็ไม่มีใครกล้าห้าม เจ้าสัวหลี่สักคน
ขจรยิ้มให้แล้วก็เดินเข้าไป นั่งข้างๆ เจ้าสัวหลี่ สร้างความไม่พอใจกับคนของตระกูลจางยิ่งนัก
“ ขจรเขาเคยช่วยชีวิตเจ้าสัวหลี่ ท่านเลยเมตตามัน” ผู้กำกับทรงยศเอ่ยกับ จางเปียน และแขกที่อยู่บนโต๊ะวีไอพี
“ แต่มันก็ช่างมั่นหน้าเสียเหลือเกิน น่าหมั่นไส้จริงๆ” พี่ชายรองจางยี่เอ่ยอย่างไม่พอใจ
บนโต๊ะที่นั่งสำหรับบัตรเชิญทองคำ มีเจ้าสัวหลี่ เจ้าสัวเจียง เจ้าสัวจาง เจ้าสัวหลิว และ ท่านสันธาน อัครบัณฑิตเป็นหัวหน้าผู้พิพากษา และ รัฐมนตรีธเนศ เท่านั้น
ท่านเจ้าสัวหลี่แนะนำให้ขจรรู้จักคนทั้งหมด ซึ่งมีเพียงเจ้าท่านสันธานเท่านั้นที่ดูพอจะมีเมตตากับ ขจรมากที่สุด
“ ผมไม่เห็นเข้าใจเลยว่า เจ้าสัวหลี่ทำไมให้เด็กอย่างเขา มานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเราเช่นนี้” รัฐมนตรีธเนศเอ่ยไปตามตรง ไม่เกรงใจแม้แต่น้อย
“ เขาคือผู้มีพระคุณของผม หากว่าใครไม่ให้เกียรติเขา เท่ากับไม่ให้เกียรติผมด้วย” เจ้าสัวหลี่เอ่ยอย่างเฉียบขาด ท่านรัฐมนตรีถึงกับอึ้ง ทุกคนเลยไม่กล้าพูดต่ออีก
“ ผมคงต้องขอตัวก่อนดีกว่า” ขจรเริ่มที่จะลุกออกไป เพราะคิดว่า ที่นั่งตรงนี้ไม่คู่ควรกับตนเท่าไร
ทันใดนั้นเอง ผู้จัดการชิน คนของท่านชายภาสกรก็เดินเข้ามาในโซนวีไอพี จางเปียนรีบเข้าไปต้อนรับ แต่ว่า ผู้จัดการกลับยกมือ แล้วมายืนด้านข้างของขจร แล้วเอ่ยว่า
“ หากว่าที่นี่ไม่ต้อนรับ ตัวแทนของท่านชายภาสกร ผมกับคุณชายขจร ก็คงต้องขอตัวกลับแล้ว”
“ คุณชายขจร?” ทุกคนต่างร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
“ ใช่ครับ คุณชายขจรคือ ตัวแทนของท่านชายภาสกร ไม่ว่าคุณชายจะทำอะไร หรือจะประมูลทรัพย์สินในนี้ทั้งหมด ท่านชายจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดเอง”
“ ทำไมเขาไม่แสดงบัตรเชิญทองคำ ให้พวกเราดูก่อนเลยทำให้มีเรื่องเข้าใจผิดอย่างนี้” จางเปียนเอ่ยอย่างนอบน้อม
ขจรหยิบบัตรเชิญออกมาจากอกเสื้อ ซึ่งก็ยับยู่ยี่ เหมือนกัน ทุกคนได้แต่มองอย่างแปลกใจ
“ ใช่ บัตรเชิญทองคำ นี่แหละ โอ้ ถ้าเช่นนั้น ก็เชิญคุณชายขจรนั่งที่เดิมดีกว่า เป็นการเข้าใจผิดกันเท่านั้น”
ผู้จัดการชิน มองหน้าขจรถามว่าจะเอาอย่างไร
“ ก็ได้ ผมนั่งตรงนี้ไปก่อน”
ผู้จัดการชินก็พยักหน้า แล้วถูกเจียงเปียนพาไปนั่งโต๊ะวีไอพีอีกโต๊ะหนึ่งใกล้กัน โดยทิ้งทุกคนมาคอยดูแล ผู้จัดการชินด้วยตัวเอง เพื่อจะถามที่มาที่ไปเรื่องของขจร
“ นึกไม่ถึง ว่าเธอจะรู้จักกับท่านชายภาสกร ราชาที่ดินของประเทศด้วย”
“ แค่เจอหน้าเพียงสองสามครั้งเท่านั้นครับ”
“ หือ แค่นั้น ทำไมท่านชายถึงได้วางใจเธอขนาดนี้” ท่านสันธานเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ เรื่องนี้ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ”
ขจรนั่งตอบคำถามตัวเกร็ง สักพัก การประมูลก็เริ่มต้นขึ้น โดยมีชายหนุ่มร่างยักษ์เดินขึ้นมาพร้อมกับของที่จะประมูลชิ้นแรกออกมา แล้วก็มีพิธีกรสาวสวยเดินตามออกมา ที่แท้ พิธีกรก็คือ คุณรัตติกาลนั่นเอง
“ นี่คือหินหยกหมูสามชั้น น้ำหนัก สิบกิโลกรัม ว่ากันว่า เป็นหนึ่งในของสะสมของ องค์ซูสีไทเฮา บางคนบอกว่า หยกหมูสามชั้นนี้เกิดจากธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมา แต่เราขอบอกเอาไว้ก่อนนี่คือ ฝีมือของช่างสมัยราชวงศ์ชิง ด้วยเทคนิคฟ้าดินรวมเป็นหนึ่ง แล้วประดิษฐมันขึ้นมา ด้วยการใช้สีฉีดลงไปในชั้นหินที่มีรูเล็กๆ แล้วทำให้เกิดสีสรรต่างๆ แต่ด้วยที่มันมีค่าก็เพราะว่า มีลายพระหัตถ์ของเฉียนหลงฮ่องเต้ ทรงสลักเอาไว้ที่ด้านข้าง” ชายหนุ่มนักกล้ามที่ถือหยกหมูสามชั้น ก็เดินเอาไปให้โต๊ะวีไอพีชม อย่างใกล้ชิด
“ราคาประมูลเริ่มต้นคือ 1 ล้านบาท เงินที่ได้ทั้งหมดจะนำไปช่วย 10 มูลนิธิ โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายแต่ประการใด รวมทั้งค่าตัวของดิฉันด้วย มีใครจะประมูลเริ่มก็ยกมือได้เลย ซึ่งการยกมือแต่ละครั้ง เท่ากับ 1 แสนบาท หรือจะตะโกนออกมาเลยก็ได้ เริ่มประมูลได้”
หยกหมูสามชั้นชิ้นแรก ถูกประมูลไปด้วยเงิน 5 ล้านบาท เจ้าสัวจางเจ้าของงานเป็นคนประมูลไปเป็นคนแรก
“ทรัพย์สินที่จะประมูลชิ้นที่ 2 คือ ไข่มุกราตรี ขอให้ทีมงานดับไฟก่อนค่ะ”
พอไฟดับไปทั้งงาน รัตติกาลก็เปิดกล่องไข่มุกออก ทำให้ทุกคนเห็นแสงส่องออกมาจากไข่มุกสว่างทั่วห้องอย่างน่าประหลาด
“ เปิดไฟค่ะ นี่คือ ไข่มุกราตรี อย่างแรกเลย จะส่องแสงยามราตรี แม้ว่าจะมืดมิดหากมีไข่มุกราตรี ก็ไม่ต้องกลัวความมืดอีกต่อไป แต่คุณสมบัติที่ดีกว่านั้น ว่ากันว่าไข่มุกราตรีเม็ดนี้ หากพกไว้ติดตัวจะทำให้คนผู้นั้นอายุยืนยาวอีกด้วย เคยมีคนเล่าว่า ไข่มุกราตรีอีกเม็ดนี้ เคยถูกฝังรวมไปกับ ซูสีไทเฮา และถูกอมไว้ในปากไม่ให้ร่างเน่าเปื่อย แต่สุดท้ายถูกพวกทหารกลุ่มหนึ่งบุกเข้าสุสาน แล้วทำลายซากศพของท่านแต่ว่า ไข่มุกราตรีสูญหายไป
บัดนี้ได้มาอยู่ตรงหน้าทุกท่านแล้ว ราคาเริ่มประมูล 10 ล้านบาท เริ่มประมูลได้เลยค่า…..”
แล้วสุดท้าย เจ้าสัวหลี่ก็ประมูลไป 50 ล้านบาท สร้างความตื่นตกใจกับผู้คนที่มาในงานยิ่งนัก
ขจรไม่สนใจของประมูลเหล่านี้สักชิ้น จนมาชิ้นที่เขาต้องการ
“ นี่คือดาบโบราณของไทยอย่างแน่นอน มีตัวหนังสือไทยสลักเอาไว้ว่า ดาบสยบฟ้า ผู้เชี่ยวชาญของเราบอกว่า มีอายุประมาณสองร้อยกว่าปี เป็นดาบที่สร้างขึ้นสมัยก่อนเสียกรุง คาดว่าหลังจากเสียกรุง ถูกคนจีนที่ได้รับสัมปทานขุดสมบัติในกรุงศรีสมัยนั้นค้นพบ แล้วนำกลับไปเมืองจีน แต่ว่าถูกคนจีนขโมยกลับมา เพื่อจะส่งไปขายที่อังกฤษ แต่ถูกศุลกากรตรวจจับเอาไว้ ทำให้ดาบโบราณชิ้นนี้ไม่ถูกบันทึกว่าเป็นสมบัติประจำชาติ เลยให้ศุลกากรนำออกมาประมูลในวันนี้”
แล้วสาวสวยก็ถือพานที่มี ดาบเก่าๆ มีแต่สนิมเกาะเต็มไปหมด ไม่มีปลอก มีแต่ตัวดาบ ที่มีสนิมกินเนื้อในแล้ว ขจรได้แต่ตื่นเต้น คิดว่าต้องประมูลกลับไปให้ได้
“ เพื่อนยาก รออีกหน่อย เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้ว”
“ ราคาประมูลดาบสยบฟ้านี้เริ่มต้นที่ 5 ล้านบาท”
ทุกคนพอได้ฟังราคาก็แปลกใจ ที่ดาบเก่าขึ้นสนิม ราคาตั้งทำไมสูงจัง
“ เริ่มประมูลได้”
“ 10 ล้าน” ขจรไม่ยกมือ แต่ตะโกนออกไปในทันที ทุกคนต่างตกตะลึงไม่คิดว่า ขจรจะเริ่มประมูลกับเขาด้วย
“ นี่ขจรมันมีเงิน 10 ล้านเลยหรือวะ” หัวหน้าเอก เอ่ยกับเพื่อนๆ อย่างแผ่วเบา
“ คิดว่า ท่านชายภาสกรคงสั่งให้ประมูลมากกว่า”
“ 20 ล้าน” มีชายหนุ่มคนหนึ่งประมูลแข่งกับขจร ที่แท้คือ ภาคินนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง แต่ไม่รู้ว่ามันจะประมูลเอาไปทำไม ขจรมองหน้า ภาคินที่นั่งอยู่กับ ชายคนหนึ่งแต่งกายคล้ายกับซินแส
“ ไอ้ลูกคนนี้ มันจะเอามีดสนิมเขรอะนี้ไปทำไมกัน คงเป็นอาจารย์บุญอยากได้มากกว่า” รัฐมนตรีธเนศเอ่ยอย่างอารมณ์ดี มองขจรอย่างเหมือนกับว่า ขจรจะยอมแพ้
“ 40 ล้าน” ขจรตะโกนบอกออกไป ยิ่งทำให้ ภาคินกับอาจารย์บุญหันกลับมามอง
“ 50 ล้าน” ภาคินตะโกนลั่น
“ 100 ล้าน” ขจรยังร้องออกไปอย่างไม่ลดละ ตอนนี้ทุกคนต่างอ้าปากตาค้างกันไปหมด แม้แต่เจ้าสัวหลี่ ถึงกับจับมือขจร เหมือนกับจะบอกว่าให้ใจเย็นๆ
ภาคินหันไปส่ายหน้ากับอาจารย์บุญ แล้วหันกลับมามองตาขวางกับขจร
แล้วในที่สุดขจรก็ได้ดาบสยบฟ้ามาเป็นของตน
“ เดี๋ยวก่อน ผมว่าช่วยตรวจสอบเงินของ ชายคนนี้ก่อน ว่ามีเงินหรือไม่” คุณชายรองยังคิดว่าขจรต้องไม่มีเงินแน่ๆ
ขจรได้แต่มองหน้าผู้จัดการชิน เพราะว่าท่านชายรับปากว่าท่านสามารถให้ขจรประมูลสินค้าได้งบไม่เกิน 100 ล้าน ถึงได้กล้าประมูลออกไป
“ ไม่จำเป็น เงิน 100 ล้านบาท คุณชายภาสกรจะทำการโอนเงินเข้าให้ทันที”
ผู้จัดการชิน ลุกขึ้นยืนแล้วขอหมายเลขบัญชี แล้วแจ้งท่านชายภาสกร แล้วก็ทำการโอนเงินเข้าสำนักงานประมูล
ดาบสยบฟ้า ถูกนำมาให้ขจรทันที
จากนั้นขจรก็ประมูลสินค้าของ คุณชายภาสกรอีกหลายชิ้นตามคำสั่งของท่านชาย จากนั้นชิ้นสุดท้ายก็นำออกมา
“ นี่คือตราพระราชลัญจกรของปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์หมิง ซึ่งเป็นหยกเหอซื่อปี้ ที่ถูกนำมาสร้างตราพระราชลัญจกรของ จักรพรรดิจิ๋นซี มาก่อน ว่ากันว่า หยกชิ้นนี้เป็นหยก หนึ่งในห้าชิ้น ที่เจ้าแม่หนี่วา นำมาสร้างโลก หากใครได้ครอบครองจะมีอำนาจเหนือผู้ใด ในไต้หล้า”
คราวนี้แต่ละคนต่างมอง ตราหยกชิ้นนี้กันอย่างตื่นเต้น แต่ขจรกลับไม่สนใจ แต่ทว่ากลับมีเสียงเข้ามาในหัวของเขาว่า
“ ประมูลเอามาให้ได้ มันจำเป็นสำหรับเจ้า”
ขจรถึงกับสะดุ้งแถบจะลุกขึ้น แต่ก็ต้องนั่งลงเพื่อไม่ให้ใครสงสัย แล้วพยายามมองหาเจ้าของเสียงนั้น แต่ก็ไม่เห็นได้ยิน
“ ข้าอยู่ในหินมรกตในแผ่นหนังมิติของเจ้า ทำตามที่ข้าบอก”
ขจรได้ฟังเช่นนั้น ก็ดูที่แขนของตน มองไปเห็นหินมรกต ที่พระยาวิเศษภักดีให้มา
“ เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่ พูดได้ด้วย?”
“ เรื่องนี้ค่อยคุยกัน เจ้าประมูลตราหยกนี้มาให้ได้ก่อน”
“ แล้วผมจะเอาเงินที่ไหนมาประมูลเล่า?”
“ ก็รีบโทรไปยืมท่านชายภาสกรก่อนซิ”
“ โอ้ ค่าดาบตั้ง 100 ล้านยังไม่มีปัญญาจ่ายเลย แล้วหยกอะไรนี่ราคาต้องไม่น้อยกว่ากันแน่ๆเลย”
แล้วรัตติกาลก็บอกราคาประมูลเริ่มต้นออกมา
“ ราคาตราราชลัญจกร ชิ้นนี้ เริ่มต้น 100 ล้านบาท เริ่มประมูลได้”
จ๊ากกก !! ขจรร้องออกมาในใจ ไม่รู้จะเอ่ยขอยืมท่านชายอย่างไรดี นี่แค่ราคาเริ่มต้นไม่ใช่ราคาสุดท้ายด้วย.