เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 39 ตีเจ้าด้วยเหตุใด?

    บนใบหน้าสะอาดใสของไป๋จื่อชีเต็มไปด้วยเหงื่อ มีเส้นผมสีดำติดอยู่บางเส้น ริมฝีปากแดงผิดปกติ มองแล้วเกิดความงดงามอยู่บ้าง ไป๋จื่อชีค่อย ๆ สงบลมหายใจอันหนักหน่วง แววตาเพ่งมองไปยังชวีหนานอี กล่าวเสียงแหบแห้งว่า “ใต้เท้า แผนการดี!” 


    ชวีหนานอียิ้มอย่างไร้เดียงสา “เข้าใจผิด เข้าใจผิด คือข้าต้องการถามเจ้าว่าตกหายที่ไหน ใบซื้อขายตัว ต้องการให้ข้าส่งคนไปช่วยค้นหาหรือไม่?” จากนั้นหันกลับไปชมเชยหลี่ต้าจ้วงอย่างไม่ปิดบังว่า “ผู้นำหยาอีของข้านี้ มีกำลังวังชามาก แค่ได้รับคำหนึ่งคำของข้าก็พุ่งใส่แล้ว แม้นว่าเป็นการเข้าใจผิด ข้ากลับปีติยิ่ง เป็นความผาสุกปีติแห่งเขตลิ้วเหอนี้ ไป๋เม่าฉายผู้รู้หนังสือและเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมคงไม่ถือสา” หรี่ตาอันเรียวแหลมและยิ้มอย่างจริงใจออกไป


    ครั้งนี้ ไป๋จื่อชีรู้สึกว่าชวีหนานอียิ้มจากใจจริง ๆ ท่าทางของชวีหนานอีมองแล้วเป็นความยินดีปรีดายิ่ง! ดูแล้ว การโบยไป๋จื่อชีทำให้ชวีหนานอีสบายใจมาก  


    ลูกน้องที่ไป๋จื่อชีพามามีหรือจะกล้าท้าทายชวีหนานอีในที่สาธารณะ? แต่ละคนต่างก้มหน้า กลัวว่าชวีหนานอีจะยกนิ้วอันสูงส่งขึ้น ชี้กลางอากาศมาที่ศีรษะตน ยิ้มเบา ๆ แล้วกล่าวว่าตบ 


    ไป๋จื่อชีมองชวีหนานอีด้วยแววตาแปลกประหลาด


    ชวีหนานอีเดินไปยังเบื้องหน้าไป๋จื่อชี ก้มลงไปสบตาอีกฝ่าย มองด้วยความหดหู่แล้วกล่าว “ไป๋เม่าฉายมีดวงตางดงาม” ยิ้มมุมปาก ยื่นมือออกไปทำท่าเหมือนขยี้ตั๋วเงิน “คาดว่าสมองก็คงใช้การได้ดีเยี่ยมเช่นกัน”


    ไป๋จื่อชีมองชวีหนานอี แววตาดำเงานั่นทำให้ผู้คนกลัว เขากล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง “ทำไม ใต้เท้าชวี โบยคนเสร็จแล้วยังต้องการเงินอีกหรือ? แสร้งเป็นหญิงบริสุทธิ์ไม่ยอมถูกดูหมิ่น หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นหญิงโฉด ไม่ง่ายเลย”  


    ชวีหนานอีใช้พัดเคาะศีรษะของไป๋จื่อชีสองที ยิ้มหวาน ๆ กล่าวว่า “ช่างเป็นปากที่มีพิษจริงๆ วันนี้ข้าอารมณ์ดี จะอธิบายเหตุผลสองสามอย่างให้เจ้าฟัง การค้าทาสแบ่งเป็น ‘ค้าเอง’ ‘ค้าร่วม’ ‘บังคับค้า’ ‘ฉกฉวยค้า’ ‘ค้าเอง’ คงไม่ต้องให้ข้ากล่าวมาก แค่ในสมองไม่ได้ยัดไว้เพียงต้นหญ้าก็สามารถเข้าใจได้ นับประสาอะไรกับท่านไป๋เม่าฉาย ‘ค้าร่วม’ นี้ต้องการผู้ถูกค้าเห็นชอบ ‘บังคับค้า’ หมายถึง ผู้ค้าทาสบังคับข่มขู่แย่งชิงผู้ถูกค้า ‘ฉกฉวยค้า’ กลับคือผู้ค้าทาสฉวยโอกาสนำผู้ถูกค้าขายออกไป สองข้อแรกทำได้ สองข้อหลังหากฝ่าฝืน ผู้ค้าขายจะต้องรับโทษตามกฎหมาย!”  


    “เจ้าตอนนี้ ยังรู้สึกว่าข้าตีเจ้าอย่างไร้เหตุผลหรือไม่? นอกจากนี้ สัญญาซื้อขายตัวยาวจิ่วที่เจ้าลงนามไว้กับเยี่ยนเต๋อหลิน เจ้าคิดจะนำมันมาหลอกคนในที่ว่าการหรือ? มีใครเป็นพยานไหม? ที่สำคัญที่สุด ยาวจิ่วยังคงมีสิทธิในกายตน พวกเจ้านึกอยากขายก็ขายได้อย่างไร? หากเจ้ายังคิดไม่ออก ข้าอธิบายรายละเอียดยิบย่อยกับเจ้าได้ ไม่ขัดข้อง 


    นัยน์ตาไป๋จื่อชีหดเล็ก คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่า ยาวจิ่วยังคงมีสิทธิในกายตน! ยาวจิ่วถูกเยี่ยนเต๋อหลินใช้เป็นของเล่นขายไปขายมา เรื่องนี้คนรู้กันทั่ว ยังดีที่ยาวจิ่วนับเป็นบุรุษ หากมีความองอาจกล้าหาญสักนิด คงไม่ถูกเยี่ยนเต๋อหลินปฏิบัติเช่นนี้ นอกเสียจาก ยาวจิ่วขายตนให้เป็นทาสเมื่อนานมาแล้ว ร่างกายไม่นับเป็นของตน ดังนั้น ไป๋จื่อชีไม่เคยคิดมาก่อนว่ายาวจิ่วมีสิทธิในกายตน! เป็นคนดี!  


    เจ้าชั่วเยี่ยนเต๋อหลิน คาดไม่ถึงว่าจะนำคนดีมาจ่ายให้ไป๋จื่อชี ช่างไม่รู้จักความเป็นความตายจริง ๆ


    แม้ว่าไป๋จื่อชีจะทำเรื่องใช้ให้คนดีไปทำสิ่งเลวมาไม่น้อย แต่เรื่องพวกนั้นล้วนอยู่ในการควบคุมของเขา จะมีเพียงเรื่องของยาวจิ่วที่ไป๋จื่อชีไม่ระวังให้ดี ตอนนี้กลับมาคิดให้รอบคอบ ทุกเรื่องของยาวจิ่วมีความแปลกประหลาด มักจะรู้สึกว่าผู้ยื่นมือมาแทรกเรื่องนี้ไม่เพียงมีคนภายนอกอย่างชวีหนานอี แต่คล้ายมีมือมืดซ่อนอยู่ คอยควบคุมจัดการ


    ไป๋จื่อชีถูกตีอย่างหนักหน่วง ในใจโกรธแค้นดั่งไฟแผดเผา เวลานี้ยังสังเกตได้ว่าถูกคนเล่นตลก ก็ยิ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ถึงกระนั้น คนอย่างไป๋จื่อชีมีความคิดแปลกประหลาด มีความสามารถรับเคราะห์ร้ายที่บินมานี้ได้ เพียงแต่หลังจากเหตุการณ์นี้ ยังมีคนสองคนที่ฝังรากลึกลงไปในใจของไป๋จื่อชี ดี ไม่ดี ชั่วร้าย น่ารังเกียจ ล้วนฝังรากลึกลงไปแล้ว หนึ่งคือท่านใต้เท้าชวีหนานอี ส่วนสอง แน่นอนว่าเป็นมือมืดที่ไม่เคยโผล่หน้าออกมา


    ครั้นไป๋จื่อชีมองไปทางชวีหนานอีอีกครั้ง แววตาจึงเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอย่างเห็นได้ชัด


    เดิมทีชวีหนานอีไม่รู้สึกอะไร ทว่าเมื่อถูกดวงตามืดดำของไป๋จื่อชีจ้อง ถึงได้พบว่า ไป๋จื่อชียิ้มให้เขา! 


    รอยยิ้มนั้น เดิมทีควรเป็นยิ้มที่เย็นชา หรือยิ้มที่แฝงเจตนาร้าย กลับไม่คิดว่ามีความยินดีอยู่ในนั้น ไม่ผิด คือความยินดี ให้ตายสิ ประหลาดเกินไปแล้ว!


    ดวงตาของไป๋จื่อชีเป็นประกายแวววับ ทอแสงเจิดจ้ามาก ทิ่มแทงสายตาอย่างรุนแรง แรงนั้นเหมือนมีแสงสะท้อนกลับ


    จนกระทั่งชวีหนานอีรู้สึกสงสัยว่า หรือไป๋จื่อชีจะถูกหลี่ต้าจ้วงตีจนตายไปแล้ว? ไม่น่าใช่


    ชวีหนานอีโบกพัดไปมา กล่าวกับไป๋จื่อชี “ข้าชื่นชมเจ้ามากที่สามารถรักษาความสงบเยือกเย็นหลังถูกโบย เช่นนั้นปรับเจ้าห้าร้อยตำลึงเงิน ถือเป็นค่าใช้จ่ายภายในอำเภอ” วันธรรมดาของชวีหนานอีในที่สุดก็ราบรื่นขึ้นแล้ว ชวีหนานอีเป็นข้าราชการที่สุจริตเที่ยงธรรมจริง ๆ เชียว เงยหน้ามองท้องฟ้า “วันที่อากาศร้อนเช่นนี้ รีบแบกท่านไป๋ของพวกเจ้ากลับไปเถอะ อย่าให้ถูกเผาจนเหงื่อตกเลย”


    ลูกน้องไป๋จื่อชีเหมือนได้รับการอภัยโทษ เพิ่งคิดที่จะใช้มือเท้าตะเกียกตะกายขึ้นมา ทว่าเป็นเพราะคุกเข่านานเกินไป แต่ละคนร้องโหยหวนล้มลงไปบนพื้นอีกครั้ง รอจนพวกเขาลุกขึ้นได้ในที่สุด หาเตียงไม้ที่เยี่ยนเต๋อหลินเคยใช้ ยกร่างไป๋จื่อชีขึ้นไปนอนฟุบด้านบนอย่างระมัดระวัง


    ในครั้งนี้นับว่าท่านไป๋ขายขี้หน้าไปจนถึงถนนใหญ่เลยทีเดียว


    ที่สุดแล้วความสุขสบายใจของไป๋จื่อชีแฝงความหมายลึกซึ้งขณะมองไปยังชวีหนานอี เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งอ่อนแรงว่า “ใต้เท้าชวีสบายใจได้ ข้าน้อยจะนำตำลึงเงินมาส่งถึงมือท่านด้วยตนเองอย่างแน่นอน” แววตานั้นเปรียบเสมือนสองมือที่เย็นเฉียบ ค่อย ๆ ลูบไปบนมือของชวีหนานอี

    ชวีหนานอีรู้สึกขยะแขยงขนลุกขนพองเล็กน้อย ด้วยเหตุนี้รอยยิ้มของเขาจึงเปลี่ยนมาสดใสยิ่งขึ้น 


    ยาวจิ่วกะพริบดวงตากลมโต และยิ้มเช่นกัน กล่าวในใจ ‘ชวีหนานอีก็นับเป็นข้าราชการที่ดี หากชวีหนานอีกับไป๋จื่อชีร่วมมือกัน ยาวจิ่วจากคนดีจะเปลี่ยนเป็นทาสเลวทันที’


    เหล่าชาวบ้านพากันข้ามองเจ้า เจ้ามองข้า ในที่สุดก็เข้าใจว่าท่านใต้เท้าชวีหนานอีเป็นคนหน้าเนื้อใจเสือ จะดูหมิ่นไม่ได้เด็ดขาด  


    ชวีหนานอีหันหลังกลับ กวาดสายตามองชาวบ้านยี่สิบกว่าชีวิตที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ยิ้มแล้วกล่าว “พวกเจ้า...”


    เหล่าชาวบ้านตัวสั่นสะท้านพร้อมกัน รู้สึกใจเต้นรัวอย่างประหลาด 


    ชวีหนานอีกล่าวอย่างอบอุ่น “ลุกขึ้นเถิด”


    เหล่าชาวบ้านถอนหายใจอย่างพร้อมเพรียง ขอบคุณใต้เท้าผู้ยุติธรรมพร้อมกัน  และฉีกยิ้มกว้าง ลุกขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ยิ่งไปกว่านั้นล้วนไม่กล้าที่จะนวดเข่า


    ชวีหนานอีมองไปที่ยาวจิ่ว ยิ้มมุมปาก เริ่มที่จะด่าทอ “คืนวาน ข้าจับเข่าคุยกับเจ้า ให้เจ้าสารภาพเรื่องซานเซียวนั่นมาให้หมด วันนี้หากเจ้าต้องการกล่าวรายละเอียดมากกว่านี้ก็ดี ข้าแค่กลัวว่ากฎหมายจะไม่รับผิดชอบประชาชน ได้เพียงมองเจ้าถูกนำตัวไปเผาทั้งเป็น” 


    ยาวจิ่วมิใช่ขุนนาง อีกทั้งไม่ใช่คนร่ำรวย การตอบคำถามของท่านใต้เท้ายังต้องคุกเข่าบนพื้น แม้จะไม่เต็มใจ แต่ยาวจิ่วยังคงโยนท่อนไม้ ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้น แล้วตอบว่า “ไม่ทราบว่าใต้เท้ายังคิดต้องการให้ยาวจิ่วชี้แจงอะไรอีก? ในเมื่อยาวจิ่วไม่ทราบว่านางเรียกค้างคาวและหนูได้อย่างไร และไม่รู้เช่นกันว่านางไปที่ใด” 


    ชวีหนานอีสะบัดชุดคลุมนั่งลงบนม้านั่งยาวอีกครั้ง กล่าวอย่างเกียจคร้านว่า  “เจ้าปกป้องนางเช่นนี้ หรือพวกเจ้าเป็นพวกเดียวกันจริง ๆ? เช่นนั้นเยี่ยนเต๋อหลินตีเฟิ่งฮัวจนตาย ส่วนเจ้าใช้ให้ซานเซียวนั่นดูดวิญญาณของเฟิ่งฮัวเป็นอาหาร?”


    ยาวจิ่วเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย “ใต้เท้า! ยาวจิ่วมิได้รับความเป็นธรรม! ยาวจิ่วกับเฟิ่งฮัวไม่มีความเคียดแค้นอาฆาตต่อกัน ไม่เกี่ยวอะไรกับซานเซียวนั่น จะใช้ให้ดูดกินวิญญาณเฟิ่งฮัวเป็นอาหารได้อย่างไร? ซานเซียวนั่นมายืมอยู่ในห้องของยาวจิ่ว ไฉนยาวจิ่วจะกล้ากล่าวคำว่าไม่?”


    ชวีหนานอีลากเสียงยาวอีกครั้งกล่าวว่า  “อ้อ เช่นนี้นี่เอง...”

    คล้ายกับเรื่องเสน่หาชั่วกัลป์ ที่คุณอ่าน