เส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning

    ตอนที่ 75 การตื่นตัว

    ผู้ชมที่นั่งดูอยู่ส่งเสียงอื้ออึงกันทั้งสนาม ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของพวกเขาช่างเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมาย แม้แต่เซย์เรน่าที่เป็นถึงผู้ฝึกพลังคลาส 10 ยังต้องแปลกใจ เด็กน้อยที่เพิ่งจะก้าวข้ามขีดจำกัดสามารถใช้แอเรียเวทย์ที่ทรงพลังขนาดนี้ได้อย่างไร และไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่ามันต้องใช้มานามหาศาลแค่ไหนถึงจะเรียกใช้อะไรแบบนี้ได้ ดวงดาวนับร้อยที่สะท้อนแสงวิบวับท่ามกลางทุ่งดอกไม้น้ำแข็ง แม้มันจะสวยงามตราตรึงแค่ไหน แต่สิ่งที่ทุกคนต้องไม่ลืมคือ มันเป็นแอเรียเวทย์ และมันไม่ได้ถูกเรียกออกมาแค่ดูเล่นแน่!

    “เป็นพลังที่น่าทึ่งจริงๆ แต่คนที่จะยืนอยู่บนสนามแห่งนี้คนสุดท้ายคือข้า”

    เซย์ร่าใช้กำลังกระชากเถาวัลย์น้ำแข็งที่มัดแขนเธออยู่จนขาดกระจุย เมื่อแขนหลุดจากพันธนาการแล้ว เธอก็ใช้ดาบสีแดงเพลิงในมือตัดไปที่เถาวัลย์เส้นอื่นๆ เซย์ร่ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดาวน้ำแข็งที่ลอยอยู่บนนั้นคือดาวแบบเดียวกับที่เธอทำลายไปแน่นอน ถึงแม้มันจะแข็งสักแค่ไหน เมื่อเธออยู่ในโหมดวอริเออร์ฟอร์ซ การจะทำลายดาวน้ำแข็งนั่นก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่ปัญหาคือมันมีมากเกินไป แถมยังมีเถาวัลย์น้ำแข็งพุ่งขึ้นมาเพื่อที่จะมัดตรึงเธอให้รำคาญอยู่เรื่อยๆ อีก

    “เจ้าทำลายทั้งร้อยดวงไหวรึเปล่า?”

    “ใครจะโง่เสียพลังเปล่าๆ เพื่อทำลายแอเรียเวทย์กัน”

    พูดจบเซย์ร่าก็พุ่งเข้าใส่เอเลน่าด้วยความเร็วสูง การทำลายแอเรียเวทย์อย่างราบคาบที่สุดคือการล้มผู้ที่สร้างมันขึ้นมา มีดสั้นของเซย์ร่าฟันเข้าที่เต็มๆ ร่างของคู่ต่อสู้ จนร่างนั้นขาดครึ่งกระเด็นไป

    “ร่างน้ำแข็ง?”

    เซย์ร่ามองดูสิ่งที่เธอฟันเมื่อครู่อย่างฉงน มันหล่นลงพื้นพร้อมกับแตกออกมาเป็นก้อนน้ำแข็ง ตอนนี้เอเลน่าปรากฏกายอยู่ห่างออกไปที่ฟากหนึ่งของสนาม เธอใช้มือบังคับให้เถาวัลย์น้ำแข็งรุกไล่เซย์ร่า แต่เถาวัลย์น้ำแข็งก็ไม่อาจเทียบกับความเร็วโหมดวอริเออร์ฟอร์ซของร่างสถิตได้ ซึ่งเซย์ร่าในตอนนี้พลังพอๆ กับแกรนด์ในตอนที่ใช้วอริเออร์ฟอร์ซสู้กับมิคาเอลเลยทีเดียว

    วูบบบบบบ

    ดาวน้ำแข็งทุกดวงบนท้องฟ้าหมุนพร้อมกัน อากาศถูกดูดเข้าไปจนดาวทุกดวงเรืองแสงประดับเต็มท้องฟ้า

    ปิ้ว!

    ลำแสงสีฟ้าถูกยิงตรงมาแต่เซย์ร่าโยกตัวหลบไปได้

    ปิ้ว! ปิ้ว! ปิ้ว! ปิ้ว! ปิ้ว! ปิ้ว! ปิ้ว! ปิ้ว!

    หลังจากนั้นลำแสงเยือกแข็งก็ถูกยิงออกมาไม่ยั้งจากทุกทิศทาง เซย์ร่าหลบได้บ้างใช้มีดสีแดงฉานปัดออกไปได้บ้าง แต่มันไม่ใช่จะปัดป้องได้ทั้งหมด ลำแสงส่วนหนึ่งที่ถูกยิงจากมุมอับก็โดนหลังเธอเต็มๆ เหมือนกัน เซย์ร่าถูกไล่ต้อนทั้งๆ ที่อยู่ในโหมดวอริเออร์ฟอร์ซ และถ้าไม่ใช่เพราะโหมดนี้ เซย์ร่าคงทนลำแสงเยือกแข็งได้ไม่เกินห้าครั้ง ขณะที่ถูกไล่ระดมยิง ขาของเซย์ร่าเองถูกพันธนาการด้วยเถาวัลย์น้ำแข็ง และถูกลำแสงเยือกแข็งยิงเข้าใส่ไม่ยั้ง ตอนนี้เธอกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เข้าตาจนเสียแล้ว

    “แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก”

    เอเลน่าหายใจหอบขึ้นมาครู่หนึ่งก่อนจะกัดฟันเอาไว้ ใบหน้าของเธอซีดลงและเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ แม้จะมีมานามากมายแค่ไหน แต่การรั้งแอเรียเวทย์ที่ทรงพลังแบบนี้ไว้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้พลังที่มีใกล้จะหมดลงแล้ว แต่สมาธิของเอเลน่ายังคงตั้งมั่น แต่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในแอเรียเวทย์ ปีกเพลิงทั้งหกปีกปรากฏออกมา เซย์ร่าที่กำลังถูกระดมยิงตอนนี้ใช้ปีกหุ้มตัวพร้อมกับหมุนอย่างเร็ว

    “วิหคเพลิงสะบัดปีก!”

    วูบ! วูบ! วูบ! วูบ! วูบ! วูบ! วูบ! วูบ!

    ปีกเพลิงที่หมุนสะบัดกระจายกันเป็นสะเก็ดไฟคล้ายขนนกพุ่งออกไปรอบกาย เป่าเถาวัลย์และน้ำแข็งที่เกาะกุมอยู่ทั่วร่างของเธอจนกระจายไป เอเลน่าเร่งพลังขึ้นพร้อมกับใช้พลังทั้งหมดที่เธอมีอยู่เธอใส่ลงไปในแอเรียเวทย์นี้ ออร่าสีฟ้าเยือกเย็นแผ่ซ่านกระจายออกไปอีกครั้ง อุณหภูมิรอบกายเย็นจัดลงอีกอย่างฉับพลัน

    “พลังเฮือกสุดท้ายแล้ว”

    เซย์ลอสมองสิ่งที่เอเลน่ากำลังจะทำออก และดูเหมือนว่าเซย์ร่าก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย แอเรียเวทย์จากที่คลุมไปทั้งลานประลองตอนนี้หดแคบลงมาเหลือหนึ่งในสี่ของสนาม ดาวที่ลอยอยู่กระจุกตัวเข้ามาชิดกันกว่าเดิม ลำแสงเยือกแข็งยังคงยิงเซย์ร่าที่หลบอยู่ภายใต้ปีกเพลิงทั้งหกใส่อย่างต่อเนื่อง เอเลน่าใช้สมาธิในการควบคุมแอเรียเวทย์เป็นอย่างมาก เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผากและไหลลงอย่างต่อเนื่อง มือทั้งสองข้างที่ควบคุมแอเรียเวทย์อยู่สั่นเทาจนแทบจะไม่มีแรงยกขึ้น นี่เป็นสิ่งบ่งบอกได้ชัดว่าตอนนี้เธอใช้พลังเกินขีดจำกัดไปแล้ว

    “จบกันที : ฝนดาวตก!”

    เอเลน่ายื่นมือออกไปข้างหน้าพร้อมกับกำมันเข้าด้วยกัน ดาวน้ำแข็งที่หมุนเต็มท้องฟ้าอยู่แล้วก็เปล่งแสงออกมามากกว่าเดิม และพวกมันปลดปล่อยพลังออกมาพร้อมๆ กัน ลำแสงเยือกแข็งร้อยสายพุ่งเข้าใส่เซย์ร่าเป็นเป้าหมายเดียวกัน นี่คือการโจมตีครั้งสุดท้าย การโจมตีที่เอเลน่าใช้พลังเฮือกสุดท้ายเพื่อเผด็จศึก

    วูบบบบบบบบ

    ซี่!!!!!!!!!!!!

    เสียงวิหคกู่ร้องดังก้องพร้อมกับภาพเงาของเทพวิหคเพลิงปรากฏขึ้นจากตัวของเซย์ร่า พลังที่พุ่งเพิ่มขึ้นสูงอย่างฉับพลันนั้นทำเอาแกรนด์ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที

    “ระเบิดเพลิงสุริยัน!!!”

    ตู้มมมมมมมมมมมมม!!!!!!!!!

    เปลวเพลิงสว่างวาบขึ้นจากร่างของเซย์ร่าและกระจายตัวออกอย่างรวดเร็ว เอเลน่ามองเห็นอยู่ก่อนแล้วว่าเซย์ร่ากำลังจะทำอะไร เธอจึงถอนดาวสิบดวงที่จะดมยิงอยู่มาเรียงเป็นเกราะป้องกันตัวหลายชั้น ความเข้มข้นของพลังที่เซย์ร่าใช้ถึงขนาดทำให้ผู้ดูแลลานประลองที่เฝ้าอยู่ทั้งแปดเสาสนามถึงกับต้องประสานพลังเพื่อกางม่านป้องกันผู้ชมเอาไว้ แรงระเบิดนั้นแม้จะมีม่านกางป้องกันอยู่ แต่อานุภาพของมันก็สามารถเขย่าทั้งสนามได้ดั่งมีแผ่นดินไหวขนาดย่อมๆ เพลิงจากการระเบิดได้พุ่งขึ้นสูงเสียดฟ้าจนอากาศเปลี่ยนเป็นร้อนระอุ ทั่วทั้งสนามต่างเงียบกริบดั่งตกอยู่ในภวังค์ ทักษะที่รุนแรงขนาดนั้นถูกใช้โดยผู้ใช้เวทย์คลาส 6 ได้อย่างไร? แต่ที่สำคัญกว่านั้น ขนาดผู้ชมอยู่หลังม่านพลังที่ผู้ดูแลสนามประลองกางไว้ ยังรู้สึกได้ถึงความรุนแรงของการระเบิดขนาดนี้ แล้วคนที่อยู่ในลานประลองล่ะจะเป็นยังไง?

    ตุ๊บ!

    เซย์ร่าเข่าทรุดลงกับพื้นทันทีที่การโจมตีครั้งสุดท้ายของเธอเสร็จสิ้น ตอนนี้เธอไม่เหลือแม้แต่พละกำลังที่จะพยุงให้ร่างยืนได้อีกแล้ว เพราะเมื่อครู่เธอได้ระเบิดพลังที่มีในร่างทั้งหมดออกมาในครั้งเดียว มันเป็นหนึ่งในทักษะรุนแรงที่สุดที่เธอสามารถใช้ได้ แต่เงื่อนไขทักษะคือ การระเบิดพลังทั้งหมดออกจากร่าง แน่นอนว่าถ้าใช้ตอนพลังเต็มที่มันจะทรงอานุภาพยิ่งกว่านี้ แต่ถึงจะรุนแรงแค่ไหน การใช้โดยไม่ระวังก็อาจจะเป็นการฆ่าตัวตายได้เช่นกัน นั่นก็เพราะผู้ใช้ได้ปลดปล่อยพลังออกมาทั้งหมดจนไม่เหลือแม้แต่แรงจะยืนนั่นเอง

    โพล๊ะ! โพล๊ะ! โพล๊ะ! โพล๊ะ!

    เกิดเสียงดังเหมือนมีวัตถุแตกกระจายออกหลายชิ้นติดต่อกัน เมื่อไอน้ำถูกลมพัดออกไปจากลานประลอง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาผู้ชมทุกคู่คือ ดาวน้ำแข็งทุกดวงกำลังแตกละเอียดพร้อมกับหลุดร่วงโปรยปรายลงมา เอเลน่ายืนอย่างมั่นคงอยู่เพียงผู้เดียวท่ามกลางลานประลอง เสื้อผ้าบางส่วนของเธอมีรอยไฟไหม้อยู่หลายจุด ดาวน้ำแข็งทั้งสิบดวงที่เป็นเกราะป้องกันเธอไว้ก็แตกสลายไปเหมือนกัน สะเก็ดน้ำแข็งที่เกิดจากการแตกสลายปลิวลอยไปทั้งสนามตามแรงลม เมื่อสะท้อนแสงก็กลายเป็นประกายสีรุ้งระยิบระยับสวยงาม สร้างความประทับใจและตราตรึงให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก และเหมือนทุกคนเพิ่งจะตื่นขึ้นจากภวังค์ เสียงโห่ร้อง เสียงเชียร์ดังกระหึ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

    “เจ้าอยู่ในแอเรียเวทย์ของข้าได้ 1 นาทีกับอีก 2 วินาที ทั้งยังทำลายมันได้ ข้าขอยอมแพ้ตามที่เคยพูดไว้ล่ะนะ”

    เอเลน่าพูดออกมาขณะที่มือของเธอสั่นไม่หยุด แต่ก็ยังคงยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางลานประลอง ลมที่พัดมาโบกสะบัดให้ผมของเธอพัดปลิวไปตามแรง เอเลน่าหลับตาลงพร้อมกับสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อฟื้นฟูมานาให้พอที่จะใช้ทักษะฮีลรักษาบาดแผลตามร่างกาย หนังสือเวทย์ถูกเก็บกลับเข้ามิติที่มันสร้างขึ้นมาเอง เซย์ร่าที่อยู่ในท่าเข่าข้างขวาทรุดลงพื้นก็ดันตัวให้ลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก

    “ข้าเป็นคนพูดเองว่าใครจะโง่เสียพลังเพื่อทำลายแอเรียเวทย์ แต่ก็ดันทำมันซะเอง น่าอายจริงๆ แถมการโจมตีครั้งสุดท้ายด้วยพลังทั้งหมดที่มี กลับเป็นเจ้าที่ยืนอยู่อย่างมั่นคงเพียงคนเดียว ข้าต่างหากที่สมควรต้องเป็นคนเอ่ยคำว่ายอมแพ้”

    “ไม่มีใครอยากยอมรับชัยชนะครั้งนี้งั้นหรอ”

    “นี่ไม่ใช่ชัยชนะที่ข้าต้องการ เป็นการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมมาก ครั้งต่อไปข้าจะไม่แพ้ให้เจ้าแน่”

    เซย์ร่าเดินเข้าไปจับมือกับเอเลน่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เอเลน่าใช้ทักษะฮีลให้เซย์ร่าก่อนหนึ่งครั้งและใช้รักษากับตัวเองภายหลัง

    “หมดเวลา! เนื่องจากไม่มีผู้ใดตกสนามหรือหมดสภาพจากการต่อสู้ ผลการประลองตัวต่อตัวในรอบพิเศษคือ เสมอ!”

    สิ้นเสียงประกาศผลของผู้ดูแลลานประลอง ผู้คนที่อยู่ทั่วทุกที่นั่งของสนามต่างลุกขึ้นปรบมือและโห่ร้องจนดังกระหึ่มยิ่งกว่าครั้งก่อน

    “เป็นการประลองที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ทั้งชีวิตข้าไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เห็นอะไรแบบนี้”

    “ร้ายกาจจริงๆ ผู้หญิงที่เป็นคู่ต่อสู้ของคุณหนูเซย์ร่าเป็นใครกัน?”

    “เจ้าไม่ได้ฟังรึไง เขาว่าเป็นแขกพิเศษของค่ายแหนะ”

    “งั้นก็ต้องเป็นคนของราชวงศ์สิ”

    “ใช่เร้อ ชุดไม่เห็นจะเหมือนพวกนั้นเลย แล้วข้าก็ไม่เห็นเคยได้ยินว่าคนของราชวงศ์มีตระกูลไหนที่ใช้น้ำแข็ง”

    หลายต่อหลายคำถามผุดขึ้นมาในใจของผู้ที่เห็นการประลอง ทุกคนล้วนแต่อยากรู้จักว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นใครกันแน่ หญิงสาวผู้ครอบครองพลังในระดับนี้แต่กลับไม่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักเหมือนกับคนอื่นๆ เลย

    “ทำได้ดีมาก มาข้าช่วย”

    แกรนด์กันคนอื่นๆ เดินลงมายังสนามเมื่อจบการประลอง เขาประคองเอเลน่าไว้และนำยาฟื้นฟูร่างกายออกมาให้เธอดื่ม

    “ใช้ยาของข้าสิ”

    แกรนด์ใช้มือรับขวดยาที่เซย์ลอสซัดมา ในขวดมีของเหลวสีแดงสดใสบรรจุอยู่ แกรนด์เปิดมันออกและยื่นให้เอเลน่า ทันทีที่ยาไหลผ่านลำคอ ร่างกายและพลังของเธอก็ฟื้นฟูสภาพอย่างต่อเนื่อง แค่เพียงครึ่งนาทีเอเลน่าก็ฟื้นฟูร่างกายไปมากกว่าหนึ่งในสี่แล้ว มันเป็นยาที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เธอเคยใช้ แม้แต่ในมุมของผู้ปรุงยาเช่นเธอเองยังลงความเห็นว่ายาขวดนี้ไร้ที่ติ แกรนด์เดินมาขอบคุณ เซย์ลอสยิ้มรับอย่างอบอุ่นพร้อมกับบอกให้พาเอเลน่ากลับไปพักผ่อนก่อน กลุ่มของแกรนด์จึงกลับไปที่ห้องก่อนเพราะถึงยังไงตอนเย็นก็มีนัดเป็นการส่วนตัวกับเซย์ลอสอยู่แล้ว

    “เหนื่อยหน่อยนะ เจ้าทำได้ดีมาก สมกับเป็นลูกของข้าจริงๆ ฮ่าๆ ๆ”

    “แต่ข้าโดนยำซะน่วมเลยนะท่านพ่อ ยังมีอารมณ์มาหัวเราะกันอีก”

    “เจ้าทำสุดความสามารถแล้ว ไปผ่อนคลายที่สวนกัน พ่อมีเรื่องจะคุยกับเจ้าหลายเรื่องเลย”

    เซย์ร่าปรับพลังของยาจนเข้าที่ จากนั้นจึงเดินตามพ่อของเธอไป อีกด้านหนึ่งของสนาม ไบรอาร์นั่งครุ่นคิดบางอย่างอยู่ สิ่งที่เขาเห็นในการประลองครั้งนี้ทำให้มีหลายอย่างที่สับสน

    “ติดต่อไปยังวังหลวง บอกว่าข้ามีเรื่องสำคัญมากที่ต้องรายงานฝ่าบาท”

    เขาสั่งลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านข้าง ชายคนนั้นรีบทำตามคำสั่งอย่างจริงจัง อักขระสื่อสารระยะไกลของไบรอาร์ได้ต่อสายไปยังวังหลวงโดยตรง

    “ฝ่าบาท ท่านไบรอาร์ติดต่อมา บอกมีเรื่องสำคัญที่จะรายงานพระองค์”

    หัวหน้าองครักษ์ทำความเคารพพร้อมกับรายงาน เมื่อองค์จักรพรรดิพยักหน้าเขาจึงยื่นอัญมณีสีแดงที่มีตราอักขระของไบรอาร์ให้

    “มีเรื่องด่วนอะไร?”

    “เรื่องที่พระองค์เคยเรียกพวกเราเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เรื่องของร่างสถิต และมีบางอย่างที่อยากทูลถามพระองค์”

    “เจ้าเจอร่างสถิตงั้นเหรอ?”

    “ตอนนี้ข้าอยู่ที่ค่ายเจ็ดดาว ซึ่งพระองค์ก็ทรงทราบว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ทางค่ายเปิดรับและทดสอบคนที่จะเข้าร่วม ตามธรรมเนียม หลังจากการคัดเลือกเสร็จสิ้นจะมีการประลองแสดงฝีมือจากเหล่าศิษย์ของค่าย ปีนี้พิเศษกว่าทุกปีเพราะคุณหนูเซย์ร่าเข้าร่วมการประลองด้วย ซึ่งถูกจัดขึ้นในรอบพิเศษ”

    “แล้วมันสำคัญยังไง? ข้ารู้อยู่แล้วว่าเซย์ร่าเป็นร่างสถิต รึเจ้าจะบอกแค่ว่าล้มคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดายรึไง”

    “ตรงกันข้าม ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถที่จะเอาชนะกันได้ คู่ต่อสู้ที่ขึ้นมาถูกระบุว่าเป็นแขกพิเศษของทางค่าย หนำซ้ำยังเป็นแค่เด็กสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณหนูเซย์ร่า ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ระดับพลังของเด็กสาวคนนั้นคล้ายกับว่าเพิ่งจะข้ามขีดจำกัดเมื่อไม่นานมานี้ แต่กลับสามารถใช้แอเรียเวทย์ได้แล้ว แถมแอเรียเวทย์ที่ใช้ยังทรงพลังใกล้เคียงกับแอเรียเวทย์ วงกตวายุสวรรค์ ของตระกูลเราอีกด้วย”

    “เจ้าเลยสงสัยว่าเป็นร่างสถิตสินะ เด็กสาวคนนั้นใช้พลังประเภทอะไร?”

    “เธอเป็นผู้ใช้เวทย์ ธาตุที่ใช้เป็นธาตุน้ำ ประเภทเวทย์น้ำแข็ง”

    “เป็นไปได้ยังไง?”

    องค์จักรพรรดิใคร่ครวญไปมาเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ได้รับมาให้เข้ากัน จากที่กาเซลเคยบอกเอาไว้เกี่ยวกับธาตุประจำตัว มีแค่ร่างสถิตไฮดร้าที่ใช้ธาตุน้ำและยังไม่ใช่พวกที่ใช้น้ำแข็งอีกด้วย

    “ข้าสงสัยอยู่เหมือนกันว่าไม่น่าจะใช่ร่างสถิต แต่ความแข็งแกร่งนั่นเป็นของจริงแน่นอน”

    “ข้ารู้แล้ว จับตาดูห่างๆ ก็พอ สืบประวัติมาให้ข้าด้วย ยังไงแขกพิเศษของค่ายเจ็ดดาวก็เท่ากับเป็นพันธมิตรของเรานั่นแหละ”

    องค์จักรพรรดิส่งอัญมณีสีแดงคืนให้กับหัวหน้าองครักษ์ พลางนั่งนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่หลายเดือนมานี้สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาให้แปลกใจได้เสมอ

    “เจ้าคิดเหมือนข้ารึเปล่าเลนเนอร์ ยุคสมัยใหม่กำลังคืบคลานเข้ามา และมันยังเข้ามาเร็วยิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้ซะอีก”

    องค์จักรพรรดิหันไปพูดกับหัวหน้าองครักษ์พลางถอนหายใจ ไม่กี่วันก่อนมีรายงานด่วนเรื่องข้อมูลของร่างสถิตไฮดร้า ทั้งที่เพิ่งจะเจอตัวมัน แต่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกลับมีอยู่อย่างละเอียด นั่นก็เพราะแต่ก่อนชายผู้นี้เคยเป็นทหารของจักรวรรดิ ประจำการอยู่บนกองเรือตรวจการณ์ ได้รับการฝึกฝนและใช้ทรัพยากรของจักรวรรดิ เมื่อสองปีก่อนจู่ๆ ก็ออกจากกองทัพและกลายเป็นโจรสลัดไป ตอนนั้นไม่มีใครรับรู้เรื่องราวของร่างสถิตเลย จนกระทั่งกาเซลได้ข้ามขีดจำกัดเมื่อหลายเดือนก่อน นั่นจึงทำให้ไม่มีใครทันได้จับตาหรือรู้ตัวตนของเจ้านั่นเลย อีกอย่าง ตลอดเวลาที่อยู่ในกองทัพ ตามข้อมูลก็ไม่ได้ระบุว่าคนๆ นี้พิเศษแต่อย่างใด เพียงแค่บอกว่าเป็นนายทหารที่เก่งกาจและกล้าหาญ เป็นแนวหน้าของการต่อสู้ในทุกสมรภูมิ ได้แผลจากการต่อสู้กลับมาเป็นประจำ ทหารที่อยู่หน่วยเดียวกันเห็นจนชินตา แต่วันต่อมาคนๆ นี้กลับมาด้วยร่างกายปกติไร้บาดแผล ซึ่งคำตอบที่บอกกับเพื่อนทหารคนอื่นๆ คือ คนรู้จักใช้ทักษะฮีลรักษาให้ นั่นเป็นเพราะเจ้านั่นไม่อยากทำตัวให้เป็นที่จับตามอง ไม่อยากรู้คนอื่นๆ รู้ว่าตัวตนจริงๆ ของเขามีพลังอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการซ่อนตัวตนทำไมจะต้องใช้ทักษะฮีล ในเมื่อสายเลือดไฮดร้าสามารถฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่บาดแผล แม้แต่แขนหรือขาที่ขาดออกไปก็สามารถงอกใหม่ได้ องค์จักรพรรดิคิดทบทวนไปมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เหล่าร่างสถิตทุกคนล้วนพยายามปกปิดตัวตนเอาไว้ ขนาดร่างสถิตไฮดร้ายังตามหาแทบตายทั้งที่จริงอยู่แค่ใกล้ปลายจมูก

    “ฝ่าบาทอย่าทรงเป็นกังวล ข้อเสนอของพระองค์ไม่ว่าใครก็ยากที่จะปฏิเสธมัน แม้จะเป็นร่างสถิตเองก็ตามที”

    “ไม่เลย ข้าไม่คิดว่าเจ้านั่นมันจะรับอยู่แล้ว ถ้าง่ายขนาดนั้นมันคงไม่ซ่อนตัวอยู่ในกองทัพของเรามาเกือบสิบปีหรอก”

    องค์จักรพรรดินึกย้อนไปหลายวันก่อนที่ได้รับข้อมูลของร่างสถิตไฮดร้าครั้งแรก วันนั้นองค์จักรพรรดิได้ส่งคนไปเจรจากับโจรสลัดหนุ่ม โดยข้อเสนอที่ยื่นคือความผิดทั้งหมดที่กลุ่มโจรสลัดนี้ทำจะได้รับการเว้นโทษทั้งหมด จะมอบตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือน่านน้ำไอโอเนี่ยนเขตตะวันตกให้ ซึ่งในเขตนั้นมีทหารนับแสนนายที่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของเขา ได้รับการสนับสนุนทรัพยากรมหาศาลตามที่จะเรียกร้องจากจักรวรรดิ โดยเงื่อนไขคือการเข้าเป็นลูกบุญธรรมขององค์จักรพรรดิ ซึ่งฐานะของเขาก็จะเปลี่ยนเป็นองค์ชายด้วย


    ...สวนวีรชน ค่ายเจ็ดดาว...

    ท่ามกลางสวนกว้างใหญ่ที่มีต้นไม้นานาพรรณขึ้นเต็มพื้นที่ แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นร่มเงาเย็นสบายเมื่อมีลมพัดผ่าน ทั่วทั้งสวนมีรูปสลักผู้กล้าและวีรชนของค่ายเจ็ดดาววางเอาไว้กว่าร้อยจุด ทุกคนที่มีรูปสลักเป็นของตนเองล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่ประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิต้องจารึกทั้งสิ้น ทุกรูปสลักถูกสร้างขึ้นจากหินพิเศษที่ดีที่สุด สวนแห่งนี้มีศาลาหินสลักตั้งอยู่ใจกลาง ภายในศาลาแห่งนี้ เซย์รอส เซย์เรน่าและเซย์ร่ากำลังนั่งดื่มน้ำชาเพื่อผ่อนคลายกันอยู่ บรรยากาศที่ผ่อนคลายและสบายช่วยให้ร่างกายและพลังของเซย์ร่าฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

    “ตามความเห็นของเจ้า คิดว่าระหว่างเอเลน่ากับแกรนด์ใครแข็งแกร่งกว่ากัน?”

    ระหว่างที่กำลังสนทนาตามประสาครอบครัว เซย์ลอสก็เปิดประเด็นโดยยิงคำถามตรงๆ ไปยังลูกสาวของเขาในขณะที่คุยเรื่องอื่นอยู่

    “แน่นอนว่าต้องเป็นแกรนด์อยู่แล้ว และไม่ใช่แค่พอสูสี แต่ข้าคิดว่าเขาแข็งแกร่งกว่าเอเลน่ามาก”

    เซย์ร่าตอบแบบแทบจะไม่ต้องคิดให้เสียเวลา ความแข็งแกร่งของเอเลน่าสูงจนน่าตกใจก็จริง แต่เมื่อเทียบกับแกรนด์แล้วก็ยังดูด้อยกว่า สิ่งที่เธอเข้าใจความแข็งแกร่งของแกรนด์ได้ชัดเจนที่สุดคือการควบคุมวอริเออร์ฟอร์ซของเขา เซย์ร่าไม่คิดว่าการควบคุมพลังเมื่ออยู่ในโหมดมันจะยากขนาดนี้ เธอนึกย้อนภาพเหตุการณ์ไปในตอนที่เขาจัดการอาร์โทส แกรนด์เปิดวอริเออร์ฟอร์ซฉับพลันโดยไม่แม้แต่จะเสียเวลารวบรวมพลัง เขาจู่โจมไปหนึ่งหมัดก่อนที่จะปิดโหมดทันที การควบคุมได้ถึงขั้นนี้ต้องมีสมาธิและพลังที่เสถียรเป็นอย่างมาก คนที่สามารถจัดการนักรบคลาส 7 ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว แถมยังเป็นคนที่โดนลอบโจมตีเสียอีก สิ่งนี้ทำให้เซย์ร่าคิดว่าฝีมือของเธอเองก็ยังคงห่างกับแกรนด์อยู่อีกไกลโข

    “ถ้าแข็งแกร่งอย่างที่เจ้าว่ามาจริงก็ยิ่งเป็นภัยกับเขามาก โดยเฉพาะทางจักรวรรดิ หากรู้ว่าเขาเป็นร่างสถิตต้องมีการเคลื่อนไหวแน่ ท่านอา ท่านมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องหรือไม่?”

    “ข้าก็คิดเช่นเดียวกันกับเจ้า ถ้าไม่มีคนหนุนหลังก็คงเหมือนเดินตัวเปล่ากลางฝูงสัตว์ร้าย แถมแต่ละคนยังเด็กๆ กันอยู่ทั้งนั้น ข้าไม่อยากให้คนมีความสามารถเช่นนี้ต้องจากไปก่อนที่จะเติบโตจนยืนได้ด้วยตัวเอง วางใจเถอะ ตราบใดที่เด็กพวกนี้ถือตราของค่ายเรา พวกเขาจะปลอดภัย”

    ในค่ำวันเดียวกันมีงานจัดเลี้ยงส่วนตัวของเซย์ลอสโดยไม่มีแขกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามา แกรนด์นำหนังของลิงยักษ์ภูเขากะโหลกดำออกมา และมอบมันให้กับเซย์ลอสเพื่อเป็นของขวัญ แม้มันจะดูไร้ราคาเมื่อเทียบกับสมบัติมหาศาลที่ค่ายมี แต่ผู้นำค่ายกลับพอใจกับของขวัญชิ้นนี้เป็นอย่างมาก นั่นเพราะเขาก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ชอบสะสมชิ้นส่วนสัตว์อสูรเช่นกัน เมื่อได้รับของขวัญจากแกรนด์ ผู้นำค่ายก็นำของขวัญที่ตนเตรียมไว้ออกมามอบให้บ้าง มันอยู่ในกล่องไม้ที่สลักด้วยลวดลายสวยงาม แกรนด์เก็บมันใส่ในแหวนกะว่าจะเปิดกล่องดูตอนขากลับหมู่บ้าน เซย์เรน่ามาร่วมงานได้เพียงครู่เดียวก็มีคนติดต่อเข้ามา จากนั้นเธอก็ออกไปด้วยท่าทางรีบร้อน บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างชื่นมื่นแม้จะมีบางอย่างที่ดูเสียมารยาทเช่น บ็อบดูตะกละตะกลาม หรือครีทที่เมาแล้วเดินแซวสาวใช้ไปทั่วทั้งงาน แต่เซย์รอสเองก็ไม่ได้สนใจทั้งยังเห็นเป็นเรื่องขำขันอีกต่างหาก ในขณะที่คุยเรื่องทั่วๆ ไปกันอยู่ จู่ๆ แกรนด์ก็นึกถึงเรื่องๆ หนึ่งออกมาได้ เขาจึงได้จึงเอ่ยปากถามเซย์รอส

    “ท่านผู้นำ ท่านรู้จักช่างที่ชื่อเมลเลนด์ ฮาเกนที่เมืองเอโดราสรึเปล่า?”

    แกรนด์ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของชายคนนี้มาโดยตลอด แต่ไม่กล้าถามตรงๆ ถึงจะถามไปดูท่าทางแล้วเจ้าตัวก็คงไม่ยอมปริปากบอกอยู่ดี

    “เจ้าเคยได้ยินเรื่องอาวุธกลืนวิญญาณรึเปล่า?”

    “ข้าเคยได้ยินมาบ้าง อาวุธที่ว่ากันว่ามีวิญญาณร้ายสิงสู่อยู่ รึมันเกี่ยวข้องกับลุงคนนั้น?”

    “ไม่ผิด ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังก็แล้วกัน”

    หลังจากจบงานเลี้ยง ทุกคนกลับเข้าห้องของตอเพื่อพักผ่อน แกรนด์นอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่บนเตียงนอน ในหัวของเขามีแต่เรื่องที่เซย์ลอสเล่าให้ฟังวนเวียนอยู่ พรุ่งนี้พวกเขาก็จะกลับหมู่บ้านกันแล้ว ก่อนกลับก็ต้องแวะเอโดราสเพื่อไปรับอริสก่อน และคงต้องคุยกับตาลุงนั่นให้รู้เรื่องด้วย เพราะเขาเอาอาวุธของบ็อบไปแล้วบอกจะปรับแต่งจนเมื่อมารับมันต้องอึ้งกันแน่ๆ คงไม่ใช่ว่าทำให้มันกลายเป็นอาวุธกลืนวิญญาณหรอกนะ

    “เฮ้อ..กลับหมู่บ้านไปข้าคงต้องรีบฝึกอย่างจริงจังแล้วสิ ไม่งั้นพวกร่างสถิตคนอื่นๆ ได้แซงหน้าข้าไปหมดแน่”

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning ที่คุณอ่าน